นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการบริหารสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. ได้จัดทำแผนพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดกรอบทิศทางแบ่งเป็น 3 ระยะ ซึ่งจะนำเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาได้ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ดสสว.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะคสช. เป็นประธาน และได้กำหนดให้การพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ สำหรับแผนการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระยะสั้น ภายใน 6 เดือน – 1 ปี สนับสนุนให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งคสช.ดำเนินการแล้ว รวมทั้งกำหนดเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนรายได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้กลับมาเป็น 42% ของสัดส่วนรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เช่นเดิม จากปัจจุบันอยู่ที่ 37 % และให้เป็น 50 % ในปี 73 โดยส่งเสริมให้ย้ายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มาอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จากปัจจุบันอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งจัดสรรงบประมาณการส่งเสริมเอสเอ็มอีให้แยกออกจากระทรวงอุตฯ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการให้ชัดเจน และแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเอสเอ็มอี เช่น เพิ่มบทบาทบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) การลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่เอสเอ็มอี ส่วนระยะกลาง ภายใน 2-3 ปี การจัดทำดัชนีวัดผลงานเอสเอ็มอี (เคพีไอ) โดยให้ทุกหน่วยงาน ขับเคลื่อนภารกิจด้านเอสเอ็มอี เพื่อวัดผลอย่างชัดเจน มีการรายงานผลรายไตรมาสต่อคณะกรรมการส่งเสริมเอสเอ็มอี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบกการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจัดตั้งศูนย์บริการอาเซียนเอสเอ็มอีในไทย เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจ และการจับคู่ทางธุรกิจในภูมิภาค และให้ไทยเป็นศูนย์กลางจัดอาเซียน เอสเอ็มอี เอ็กโปร์ ทุกปี เพื่อให้ไทยเป็นแหล่งข้อมูลสินค้าเอสเอ็มอีของภูมิภาคอาเซียนต่อไป รวมทั้งส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การศึกษา การบริการด้านวิจัยและพัฒนาและออกแบบสินค้าของอาเซียน อย่างไรก็ตามในระยะยาว 4-5 ปี ให้เร่งส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในการส่งเสริมเอสเอ็มอีที่ยังหายไป เช่น ระบบการจัดอันดับความน่าเชื่อของเอสเอ็มอี , เพิ่มช่องทางการเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยของเอสเอ็มอี, แอปพริเคชั่น เอสเอ็มอี , เอสเอ็มอี คอมเพล็กซ์ , นิคมเอสเอ็มอี , กองทุนส่งเสริมการขยายธุรกิจเอสเอ็มอีในต่างประเทศ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชง3แผนพัฒนาเอสเอ็มอี
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

ชง3แผนพัฒนาเอสเอ็มอี
-

โรคก็อปปี้เสื้อผ้าระบาดทำอุตฯเครื่องนุ่งห่มชะงัก
นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาการลอกเลียนแบบ (ก็อปปี้)เสื้อผ้าของผู้ประกอบการด้วยกันเองได้สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมเสื้อผ้าในไทยอย่างมากเนื่องจากร้านค้าต่างๆ มีการพัฒนาวิธีการก็อปปี้สินค้าที่รวดเร็วมากหรือประมาณ 1สัปดาห์ก็สามารถนำมาจำหน่ายแข่งกับเจ้าของสินค้าต้นแบบได้เต็มตลาดโดยเฉพาะในตลาดระดับล่างและที่สำคัญสินค้าก็อปปี้มีราคาถูกกว่าเสื้อผ้าต้นแบบอีกดังนั้นผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐแก้ปัญหาดังกล่าว เช่นการจัดระเบียบย่านการค้าแต่ละแห่งห้ามไม่ให้มีการนำเสื้อผ้ารูปแบบเดียวกันมาจำหน่ายซ้ำๆกันหลายๆรายเป็นต้นทั้งนี้ยอมรับว่าในวงการเครื่องนุ่งห่มของไทยมีการก็อปปี้สินค้าสูงมากเห็นได้จากการไปเดินในห้างค้าส่งชั้นนำ จะมีสินค้าแบบเดียวกันซ้ำๆกันเป็นจำนวนมากต่างจากประเทศชั้นนำอย่างเกาหลี ญี่ปุ่น และฮ่องกงที่แต่ละร้านจะมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองหากร้านใดลอกเลียนแบบจะถูกขับออกจากห้างค้าส่ง และกดดันไม่ให้อยู่ในตลาดได้จึงส่งผลให้เกิดการสร้างแบรนด์สินค้าที่เข้มแข็งนายยุทธนา กล่าวว่า ภาครัฐต้องเร่งส่งเสริมการสร้างนักพัฒนาสินค้าและดีไซด์เนอร์เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าที่รวดเร็วและมีคุณภาพอย่างน้อย 2-3สัปดาห์ต่อ 1 แบบสินค้าเพื่อหนีนักก็อปปี้เพราะหากมีสินค้าใหม่ๆที่หลากหลายเข้ามาในท้องตลาดได้เร็วก็จะทำให้ลดปริมาณสินค้าก็อปปี้ลงได้“การก็อปปี้รูปแบบเสื้อผ้าในไทยมีความรวดเร็วมากจนเจ้าของต้นแบบต้องเซ็งเพราะนำมาจำหน่ายแค่ 1สัปดาห์ก็จะมีสินค้าลอกเลียนแบบเต็มตลาดที่สำคัญบางรายยังทำราคาถูกกว่าด้วยแต่หากมีการสร้างนักพัฒนาสินค้าและนักออกแบบที่สามารถหาวัตถุดิบที่ดีมีการวิจัยตลาดสามารถตอบโจทย์ลูกค้าเชื่อว่าสามารถนำสินค้ามาปล่อยในตลาดได้อย่างรวดเร็วและนักก็อปปี้ก็ไม่สามารถตามได้ทัน”นายยุทธนา กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยจะขยายตัวประมาณ 3-5%หรือมีมูลค่ากว่า 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยล่าสุดยอดส่งออก 5 เดือนขยายตัวประมาณ 2.7%และหลังจากนี้ไปจะขยายตัวในแดนบวกทุกเดือน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โรคก็อปปี้เสื้อผ้าระบาดทำอุตฯเครื่องนุ่งห่มชะงัก -

ราคาทอง14ก.ค.57 ปรับครั้งที่7 รูปพรรณขาย20,550บาท
วันที่ 14 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15:06 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 7 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,550 บาท รับซื้อ 19,753.48 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,150 บาท รับซื้อ 20,050 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 7 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,550 บาท รับซื้อ 19,753.48 บาท ทองแท่งขาย 20,150 บาท รับซื้อ 20,050 บาท เวลา 15:06 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 6 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,500 บาท รับซื้อ 19,708.00 บาท ทองแท่งขาย 20,100 บาท รับซื้อ 20,000 บาท เวลา 14:04 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 5 ลด 100 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,550 บาท รับซื้อ 19,753.48 บาท ทองแท่งขาย 20,150 บาท รับซื้อ 20,050 บาท เวลา 13:23 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 4 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,650 บาท รับซื้อ 19,859.60 บาท ทองแท่งขาย 20,250 บาท รับซื้อ 20,150 บาท เวลา 12:43 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 3 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,700 บาท รับซื้อ 19,905.08 บาท ทองแท่งขาย 20,300 บาท รับซื้อ 20,200 บาท เวลา 11:48 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,750 บาท รับซื้อ 19,950.56 บาท ทองแท่งขาย 20,350 บาท รับซื้อ 20,250 บาท เวลา 10:00 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,800 บาท รับซื้อ 20,011.20 บาท ทองแท่งขาย 20,400 บาท รับซื้อ 20,300 บาท เวลา 09:22 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง14ก.ค.57 ปรับครั้งที่7 รูปพรรณขาย20,550บาท