เดือน: กรกฎาคม 2014

  • เตรียมกู้หนุนแผนลงทุน คสช.

    เตรียมกู้หนุนแผนลงทุน คสช.

    น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า แผนการก่อหนี้ของรัฐบาล ปี 58 จะมีการปรับแผนเป็นการก่อหนี้ระยะยาวมากขึ้น เช่น การออกพันธบัตรรัฐบาล อายุ 30 ปี และ 50 ปี จากเดิมที่มีสัดส่วนประมาณ 30% เพิ่มเป็น 40% เนื่องจากที่ผ่านมาการรับฟังความคิดเห็นของนักลงทุนมีความสนใจที่จะลงทุนใน พันธบัตรระยะยาวมากขึ้น เช่น บริษัทประกันภัย ซึ่งการปรับแผนดังกล่าวจะทำให้ สบน.สามารถบริหารผลตอบแทนตราสารในระยะยาวได้คล่องตัวกว่า เนื่องจากการให้ผลตอบแทนนั้นไม่ได้มีช่วงต่างกันมาก เมื่อเทียบกับการก่อหนี้ระยะสั้น “สบน.จะหารือกับนักลงทุนที่ร่วมตลาดทั้งหมดเป็นครั้งสุดท้าย ช่วงเดือนก.ย.นี้ เพื่อฟังแนวโน้มความต้องการของตลาด และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม ก่อนสรุปแผนการก่อหนี้ทั้งหมดในปี 58 เพื่อประกาศใช้ให้ทันในเดือนต.ค. หรือต้นปีงบประมาณใหม่” ทั้งนี้ การก่อหนี้ ปี 58 เบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบ แบ่งเป็นการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 20,000 ล้านบาท การกู้เพื่อลงทุน 65,000 ล้านบาท การร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในรูปแบบพีพีพี 7,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีส่วนที่รัฐวิสาหกิจจะกู้เพื่อลงทุนเอง 20,000 ล้านบาท และใช้รายได้ของตัวเองมาลงทุนอีก 43,000 ล้านบาท โดยสัปดาห์นี้จะประชุมแผนการบริหารหนี้ปี 58 ว่าจะลงทุนในโครงการใดบ้างกับ คสช.  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมกู้หนุนแผนลงทุน คสช.

  • ร่อนหนังสือเชิญรัฐวิสาหกิจ

    ร่อนหนังสือเชิญรัฐวิสาหกิจ

    นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.จะเร่งทำหนังสือถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เพื่อหารือร่วมกันและกำหนดแนวทางในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังล่า ช้าอยู่เป็นจำนวนมาก โดยส่วนตัวตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีงบประมาณ 57 รัฐวิสาหกิจจะต้องมีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ระดับ 60% เพื่อให้ใกล้เคียงกับการเบิกจ่ายในปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 75.59% ทั้งนี้ ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ช่วง 9 เดือน ปีงบประมาณ 57 อยู่ที่ 71,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20.68% จากเป้าหมายการเบิกจ่ายที่ 346,000 ล้านบาท โดยยอมรับว่าตัวเลขการเบิกจ่ายดังกล่าวยังต่ำกว่าประมาณการที่รัฐบาลตั้งไว้ ที่ 90-95% อยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา และการประกาศยุบสภา ทำให้การอนุมัติการเบิกจ่ายในโครงการที่มีเม็ดเงินจำนวนมากต้องหยุดชะงักลงไป ขณะที่ผลการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 57 นั้น อยู่ที่ 119,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายการจัดเก็บทั้งปีอยู่ 3% โดยเป้าหมายอยู่ที่ 116,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือนนี้ คาดว่ารัฐวิสาหกิจจะเร่งนำส่งรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ผลการจัดเก็บรายได้ในส่วนนี้สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งปีเป็นจำนวนมาก  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ร่อนหนังสือเชิญรัฐวิสาหกิจ

  • พาณิชย์จัดเต็มงัดสารพัดลดค่าครองชีพ

    พาณิชย์จัดเต็มงัดสารพัดลดค่าครองชีพ

    นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประเมินผลการดำเนินโครงการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนตามนโยบายคืนความสุขให้กับประชาชนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พบว่าสถานการณ์ราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่กระทรวงได้จัดทำโครงการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนออกมาจำนวนมากทั้งการขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้า 6 เดือนการดูแลราคาอาหารปรุงสำเร็จที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไปการจัดโครงการธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาหระหยัดทั่วทุกภูมิภาคและลงลึกถึงระดับอำเภอรวมไปถึงการจัดมหกรรมลดราคาสินค้าและบริการทางออนไลน์และการร่วมมือกับร้านค้าส่งค้าปลีกลดราคาจำหน่ายสินค้าทั่วประเทศ“ผลการจัดโครงการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชานส่งผลให้ราคาสินค้าโดยทั่วๆ ไปอยู่ในภาวะทรงตัว และไม่มีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายโดยเชื่อมั่นว่าราคาสินค้าจะทรงตัวต่อเนื่องต่อไปเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับราคาสินค้าเข้ามาขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ค่าครองชีพก็ปรับตัวลดลงซึ่งจะเห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.35%สูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลงและหากเทียบเดือนต่อเดือน เงินเฟ้อเดือนมิ.ย.ลดลง 0.10%เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.57 ด้วย”นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า การตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพจำนวน205 รายการ ขณะนี้ยังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนพ.ย.57 แต่จนถึงขณะนี้ไม่ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการรายใดได้ยื่นเรื่องขอปรับขึ้นราคาสินค้าเข้ามาและทางผู้ประกอบการเองก็ยืนยันว่าพร้อมที่จะร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่และเมื่อพ้นช่วงขอความร่วมมือตรึงราคาแล้ว ราคาสินค้าก็อาจไม่มีการปรับขึ้นยกเว้นรายการที่มีต้นทุนที่สูงขึ้นจริงๆส่วนการติดตามสถานการณ์ราคาอาหารปรุงสำเร็จ (จานด่วน)หลังจากที่ได้ร่วมมือกับห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า ในการลดราคาอาหารในเมนูพิเศษ10 เมนูตามตามแนะนำของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า สถานการณ์การจำหน่ายยังอยู่ในราคาแนะนำคือ เมนูละ 35-40 บาท ขณะที่สินค้าอาหารปรุงสำเร็จอื่นๆก็มีการตรึงราคาจำหน่ายไว้ที่ราคาเดิม ไม่มีการปรับขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์จัดเต็มงัดสารพัดลดค่าครองชีพ