เดือน: กรกฎาคม 2014

  • พาณิชย์เร่งล้างสต็อกข้าว 18 ล้านตันใน 3 ปี

    พาณิชย์เร่งล้างสต็อกข้าว 18 ล้านตันใน 3 ปี

    นางดวงพร รอดพยาธิ์  รักษาการอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า  กรมฯตั้งเป้าที่จะระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล จำนวน 18 ล้านตันให้หมดภายใน 3 ปีหรือเฉลี่ยเดือนละ 500,000 ตัน ผ่าน 4 แนวทางประกอบด้วยการประมูลทั่วไป, การประมูลผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย เอเฟท), การขายตรงแก่ผู้ประกอบการ และการขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)  เนื่องจากสาเหตุที่ไม่เร่งระบายเหมือนกับรัฐบาลชุดก่อนเพราะไม่ต้องการให้กระทบต่อราคาข้าวเปลือกในประเทศโดยเฉพาะข้าวนาปี 57/58 ที่จะออกมาในช่วงปลายปี   โดยกรมฯจะนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันที่ 11 ก.ค.นี้ ทั้งนี้แนวทางการระบายข้าวอาจมีการปรับเปลี่ยนในวิธีการดำเนินการบ้าง โดยจะเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน มากขึ้น และจะเปิดให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาซื้อข้าวได้ โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าส่วนแบ่งใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้รายเล็กเข้าร่วมประมูลเป็นกองๆ ละประมาณ 20,000 กระสอบได้        สำหรับแนวทางการทำตลาดนั้นรัฐบาลจะไม่แย่งตลาดกับภาคเอกชนแต่ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันและมีการช่วยเหลือในการทำตลาดมากขึ้นตามนโยบายของคสช. พร้อมทั้งมีการทำแผนร่วมกันในเพิ่มสัดส่วนตลาดข้าวในประเทศที่ไทยเคยครองตลาดแล้วถูกคู่แข่งอย่างเวียดนามแย่งตลาดไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “แนวทางในการระบายข้าวนั้นกรมฯจะไม่เร่งให้หมดเพราะจะไปกระทบต่อราคาข้าวไทย แต่จะดูแนวโน้มความต้องการปริมาณข้าวของโลกเป็นหลัก เนื่องจาก คสช. ยกเลิกโครงการจำนำข้าวไปแล้วจึงไม่มีข้าวใหม่เข้ามาเพิ่มในสต็อก ดังนั้นหากมีการตรวจสอบปริมาณข้าวในสต็อกหมดแล้วก็จะทำให้หน่วยงานต่างๆมีการวางแผนในการบริหารจัดการต่อไป ซึ่งคาดว่าในเดือน ส.ค. นี้ก็จะเริ่มระบายข้าวได้แล้ว โดยไม่ต้องให้มีการตรวจให้เสร็จก่อน” ส่วนแนวโน้วสถานการณ์ข้าวครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะเป็นโอกาสในการขายข้าวของไทย เพราะปริมาณผลผลิตข้าวทั่วโลกจะน่าจะลดลง จากปรากฎการณ์เอลนินโญ่ น่าจะทำให้ต่างประเทศเข้ามาซื้อข้าวไทยเพิ่มเติมคาดว่าในปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ในระดับ 8-10 ล้านตันจากในช่วง 6 เดือนแรกของปี (ม.ค.-มิ.ย.57) ไทยส่งออกข้าวแล้ว 5.35 ล้านตัน เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 50%  มูลค่า 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 19% 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เร่งล้างสต็อกข้าว 18 ล้านตันใน 3 ปี

  • ยันประมูลไอพีพีบริษัทร่วมทุนกัลฟ์โปร่งใส

    ยันประมูลไอพีพีบริษัทร่วมทุนกัลฟ์โปร่งใส

    นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรกูเลเตอร์) เปิดเผยถึงกรณีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน จะขอข้อมูลการประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ (ไอพีพี) ปี 56 ได้เลือกให้ บริษัท อินดิเพนเดนท์  พาวเวอร์ ดีเวลอปเมนท์  ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท กัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ และบริษัท มิตซุยแอนด์คัมปะนี (ไทยแลนด์) เป็นผู้ชนะประมูลจำนวน 5,000 เมกะวัตต์เพียงรายเดียวว่า  เรกูเลเตอร์พร้อมที่จะชี้แจงถึงขั้นตอนทุกอย่างที่ดำเนินการมาอย่างโปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย         สำหรับเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารยื่นประมูล (อาร์เอฟพี) ที่ผ่านมามีการเปิดรับฟังความคิดเห็นให้กับทุกคนที่สนใจร่วมประมูลและทำการเปิดรับฟังผ่านเว็บไซต์ประมาณ 1 เดือน และยังเปิดให้ดูร่างสัญญา (ทีโออาร์) การประมูล ซึ่งมีการปรับปรุงจากความเห็น เป็นกติกาที่ถือว่า เปิดให้ทราบกันล่วงหน้า และปรับแก้ให้ปฏิบัติได้จึงถือว่า เป็นขั้นตอนที่โปร่งใสตั้งแต่ต้น ส่วนผลจากหยุดซ่อมแหล่งเจดีเอ ทั้งระบบ ประเมินในเบื้องต้นว่า ต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) จะอยู่ที่ 2.02 สตางค์ต่อหน่วย คิดจากค่าใช้จ่ายรวม 1,153 ล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายมาจากเชื้อเพลิงดีเซล และน้ำมันเตาเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า บวกกับการซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย  โดยค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้นจะมีการพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นอีกครั้งก่อนจะมีการประกาศใช้ในงวดถัดไป คือ ก.ย.-ธ.ค. 57 นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงาน กกพ. กล่าวว่า การยกเลิกสัญญาจะดำเนินการได้หรือไม่คงจะต้องพิจารณาว่ากระบวนการทำมาอย่างถูกต้องเมื่อมีการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว ควรจะต้องเดินตามกฎหมาย หากจะมีการเปลี่ยนแปลงในสัญญา จะต้องมีเหตุผลที่เพียงพอหากกระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกฎหมายทุกอย่างก็ต้องเดินตามข้อสัญญาต่อไป และที่สำคัญบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกประหยัดค่าไฟตลอดสัญญาได้ถึง 32,000  ล้านบาท หากเลือกรายอื่นก็จะตอบสังคมได้อย่างไร   

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยันประมูลไอพีพีบริษัทร่วมทุนกัลฟ์โปร่งใส

  • สคบ ขู่ห้ามฉวยขึ้นราคาสังฆทานงานบุญใหญ่

    สคบ ขู่ห้ามฉวยขึ้นราคาสังฆทานงานบุญใหญ่

    นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สคบ.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ออกสุ่มตรวจชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา เพราะเกรงว่า ร้านค้าในต่างจังหวัดบางแห่งอาจขายชุดสังฆทานและสิ่งของทำบุญหลายอย่างราคาสูงเกินจริง และเป็นสินค้าไม่มีคุณภาพ ป้องกันการเวียนเทียนสินค้ามาขาย หรือไม่ได้แสดงฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมายของสคบ. ที่จะต้องระบุรายละเอียดต่างๆ ของสินค้าที่บรรจุให้ชัดเจน  ทั้งนี้นอกจากการตรวจสอบฉลากแล้ว สคบ.ยังขอความร่วมมือผู้บริโภคพิจารณาเลือกซื้อสังฆทานและชุดไทยธรรมที่มีคุณภาพดี นำไปทำบุญถวายพระสงฆ์แล้วพระสงฆ์สามารถนำไปใช้ได้ เพราะที่ผ่านมา เห็นว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่นำสิ่งของไปถวายมักเลือกแต่สิ่งของที่มีราคาถูก ปริมาณมาก แต่ใช้งานไม่ได้ หรือถ้าเป็นสินค้าที่ใกล้หมดอายุ ขณะเดียวกันยังอยากรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า หรือชุดสังฆทานที่มีสิ่งของที่เป็นปรัโยชน์กับพระสงฆ์จริงๆ ด้วย  “ร้านค้าส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ หรืออยู่ในตัวจังหวัดใหญ่ๆ หลายแห่ง ทำถูกต้องตามกฎหมายของสคบ. โดยแสดงฉลากถูกต้อง แต่ร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่ในท้องถิ่น หรืออยู่ใกล้วัด มักพบปัญหาขายของแพงเกินจริง ทำให้ผู้บริโภคที่มาทำบุญต้องเสียเงินมากโดยไม่จำเป็น ดังนั้นสคบ.จึงต้องให้ทีมตรวจออกสุ่มตรวจ โดยร่วมกับทางจังหวัด ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว เช่น กรมการค้าภายใน สำนักงานยุติธรรมจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรม มาช่วยกันตรวจ นอกจากนี้เพื่อเป็นการควบคุมการจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลต่างๆ ตลอดทั้งปี สคบ.จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมความพร้องและสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังคอยตรวจสอบผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งปี เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบภายหลัง” 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ ขู่ห้ามฉวยขึ้นราคาสังฆทานงานบุญใหญ่