วันนี้(9 กค.57) ที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยสูติศาสตร์และวิทยาการสืบพันธุ์ในสัตว์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬา ฯ เปิดเผยว่า จากองค์ความรู้ที่โรงพยาบาลสัตว์เล็กได้เปิดให้บริการ “ธนาคารน้ำเชื้อสุนัขและแมว” เป็นแห่งแรกในประเทศไทยเมื่อ 12ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทีมวิจัยประสบผลสำเร็จในการพัฒนาสารละลายที่ใช้เจือจางน้ำเชื้อเพื่อใช้ในการแช่แข็งและวิธีการผสมเทียม โดยการเติมสารต้านอนุมูลอิสระเช่น ซิสเตอีน วิตามินอี กลูต้าไธโอนเปอร์ออกซิเดส ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส อีกทั้งยังร่วมมือกับนักวิจัยญี่ปุ่นทดลองใช้ชาเขียวร่วมกับวิตามินซีอีกด้วย จากผลการวิจัยพบว่า การใส่สารสกัดต้านอนุมูลอิสระดังกล่าวมีผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่ออัตราการรอดของน้ำเชื้อโดยทำให้น้ำเชื้อที่จะทำการแช่แข็งหรือแช่เย็นมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น5-30 % เพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิหลังการแช่แข็ง รวมทั้งรักษาคุณสมบัติที่จำเป็นในกระบวนการปฏิสนธิให้ปลอดภัยจากการลดอุณหภูมิด้วยการแช่แข็งที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียสโดยโรงพยาบาลสัตว์เล็ก ได้นำผลการวิจัยดังกล่าวมาใช้กับการให้บริการ“ธนาคารน้ำเชื้อสุนัขและแมว”ซึ่งเปิดให้บริการแก่เจ้าของสัตว์ทั่วไปในการเก็บน้ำเชื้อสุนัขและแมวด้วยการแช่แข็งและฝากไว้เพื่อทำการผสมเทียมให้ลูกได้ต่อไป ถึงแม้ว่าสุนัขพ่อพันธุ์นั้นจะสิ้นอายุขัยแล้วก็ตามนอกจากนี้ยังได้นำไปใช้ในการช่วยขยายพันธุ์สัตว์ป่าหายาก โดยอยู่ระหว่างการร่วมมือวิจัยและพัฒนากับองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เก็บน้ำเชื้อเพื่อผสมเทียมสัตว์ป่าในตระกูลแมวเช่น เสือลายเมฆ แมวป่า แมวดาว และเสือไฟซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์ การเก็บน้ำเชื้อแช่แข็ง สามารถเก็บไว้ในนานเป็น100 ปี ดังนั้นแม้สัตว์ป่าตัวผู้จะตายไปแต่หากมีตัวเมียอยู่ก็ยังสามารถขยายพันธุ์ได้รองศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.เกวลี กล่าวอีกว่าการเก็บน้ำเชื้อแช่แข็งในธนาคารน้ำเชื้อสุนัขและแมว จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการขยายพันธุ์และพัฒนาพันธุ์สุนัขและแมวที่มีลักษณะดีของไทยในปัจจุบันโดยช่วยให้ไม่จำเป็นต้องซื้อพ่อพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ต้องเคลื่อนย้ายสัตว์มีชีวิต และจะเป็นโอกาสให้สุนัขพันธุ์ไทย เช่นไทยหลังอาน บางแก้ว และแมวพันธุ์ไทย เช่นวิเชียรมาศ โคราช ฯลฯ ได้มีโอกาสขยายพันธุกรรมออกไปนอกประเทศได้อีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สัตวแพทย์จุฬาพัฒนาเทคนิคยืดอายุน้ำเชื้อสัตว์เลี้ยงแช่แข็ง
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

สัตวแพทย์จุฬาพัฒนาเทคนิคยืดอายุน้ำเชื้อสัตว์เลี้ยงแช่แข็ง
-

ให้ทุนพัฒนาหุ่นยนต์พ่นยาต้นมะพร้าว
ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หนึ่งในผู้รับทุนวิจัยจากมูลนิธิกระจกอาซาฮี กล่าวว่าโครงการวิจัยหุ่นยนต์พ่นยาบนต้นมะพร้าวราคาประหยัดซึ่งได้รับทุนจากมูลนิธิกระจกอาซาฮี เป็นการต่อยอดจากอุปกรณ์พ่นยาบนต้นมะพร้าวโดยใช้มอเตอร์ในการขับเคลื่อนแทนการชักด้วยมือ เป็นอุปกรณ์การทำการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นเองในมหาวิทยาลัยทำให้มีราคาถูก เพื่อช่วยชาวสวนมะพร้าวที่กำลังประสบปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำและแมลงดำหนามแมลงศัตรูพืชกัดกินยอดมะพร้าว ที่เรียกว่าโรคมะพร้าวหัวหงอกสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชาวสวนมะพร้าวโดยเฉพาะมะพร้าวกะทิส่วนใหญ่ปลูกมากในแถบพื้นที่ภาคใต้และกำลังแพร่ระบาดอย่างหนักตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีประจวบคีรีขันธ์ขึ้นมาจนถึงนครปฐม “หุ่นยนต์ได้ติดตั้งชุดไต่และชุดพ่นยาเพื่อช่วยทำงานในที่สูง โดยผู้ใช้สามารถยืนห่างออกจากต้นในระยะที่เหมาะสมได้ นำหลักการทางวิศวกรรมศาสตร์เข้ามาออกแบบเพื่อแก้ปัญหาการยึดเกาะบนพื้นผิวต้นมะพร้าวและยังเป็นการร่วมกันของศาสตร์หลายแขนงประกอบด้วย เครื่องกล ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และเป็นครั้งแรกที่ใช้หลักการทางหุ่นยนต์ในการวิเคราะห์เรื่องการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งในประเทศไทยยังไม่เคยมีการนำหุ่นยนต์ไปใช้ในการแก้ปัญหาทางการเกษตรมาก่อนจึงเป็นโอกาสดีที่ได้ศึกษาวิจัยในมุมของคนพัฒนาหุ่นยนต์ ” เป้าหมายคือ ลดปริมาณสารเคมีและสามารถประหยัดการใช้ลงได้ถึง80 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังลดการตกค้างของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิธีที่นำมาใช้คือการพัฒนาอุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ให้ไต่ขึ้นไปฉีดพ่นเฉพาะจุดคือบริเวณใต้พุ่มใบ ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมะพร้าวในอันดับต้นๆของโลก ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานและโรงเรียนฝึกสอนลิงเก็บมะพร้าวก็ไม่มีผู้สืบทอดทำให้ทักษะการเก็บมะพร้าวกำลังค่อยๆ หายไป รวมถึงทักษะในการดูแลรักษา เช่นการตัดทางใบเพื่อป้องกันโรคระบาดก็ยังขาดอุปกรณ์ที่จะใช้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของโลกคาดว่า หลังจากได้รับทุนสนับสนุนฯ มั่นใจว่าจะสามารถนำมาใช้งานได้จริงภายในปี 2558
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ให้ทุนพัฒนาหุ่นยนต์พ่นยาต้นมะพร้าว -

เงินสะพัดวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา 5,261 ล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ปี 57 ว่า ในช่วงวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาจะมีมูลค่าการใช้จ่าย 5,261 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.4% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวในทุกภูมิภาคได้สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในการใช้จ่ายทั้งการทำบุญการซื้อสินค้าและการท่องเที่ยวโดยแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นเงินเดือน รองลงมาเป็นเงินออมและรายได้พิเศษซึ่งต่างจากช่วงเศรษฐกิจไม่ดีที่ประชาชนจะใช้เงินออมในการใช้จ่ายเป็นหลักสำหรับกิจกรรมในประชาชนนิยมทำในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาเช่น การทำบุญ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 703.10 บาท, การตักบาตร 396.46 บาท,ไปเวียนเทียน 319.82 บาท, ทำทาน 397.77 บาท, ท่องเที่ยวในประเทศ 2,964.47 บาท,เที่ยวสถานที่ที่จัดงานวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา 1,373.83 บาท, เสี่ยงโชคซื้อหวย 389 บาท, กลับบ้านที่ต่างจังหวัด 1,726.09 บาท, เที่ยวห้าง 1,062.22 บาท,เที่ยวต่างประเทศ 12,500 บาท เป็นต้นนายธนวรรธน์กล่าวว่า ผลสำรวจบุคคลที่ประชาชนต้องการไปทำบุญด้วย พบว่า ดาราชาย อันดับหนึ่ง ได้แก่ เจมส์ จิรายุรองลงมาณเดชน์ คูกิมิยะและ นิว วงศกร ส่วนดาราหญิง อันดับหนึ่งได้แก่ พลอย เฌอมาลย์ รองลงมา อั้ม พัชราภา และ แอน ทองประสม ขณะที่นักร้องที่ต้องการไปทำบุญด้วย นักร้องชายอันดับหนึ่งได้แก่ บี้สุกฤษฏิ์ รองลงมา เบิร์ดธงไชย และ กัน นภัทร นักร้องหญิงอันดับหนึ่งได้แก่ ปาน ธนพร รองลงมาหญิงลีศรีจุมพล และ ใบเตย อาร์สยามส่วนผู้ประกาศที่ต้องการไปทำบุญด้วยผู้ประกาศชาย อันดับหนึ่งได้แก่ สรยุทธ สุทัศนะจินดา รองลงมา ภัทร จึงกานต์กุล และ พิภู พุ่มแก้ว ส่วนผู้ประกาศหญิงอันดับหนึ่งได้แก่ ไบร์ท พิชญทัฬห์ รองลงมาเปรมสุดา ฝนฟ้าอากาศ และ สายสวรรค์ขยันยิ่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เงินสะพัดวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษา 5,261 ล้านบาท