นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทีมของ สศค. เร่งสำรวจภาพรวมตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้อีกครั้ง หลังจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะภาคการส่งออก ที่ก่อนหน้านี้เคยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ก็เริ่มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสที่จีดีพีในปีนี้จะเติบโตได้มากกว่าหรือใกล้เคียงกับที่ สศค. คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ สศค. มองว่าแม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงพิเศษที่น่าจับตา หลังจากมีปัญหาเรื่องสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ประณามการเข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) และตัดความช่วยเหลือข้อตกลง รวมไปถึงความร่วมมือทั้งหมดจนกว่าประเทศไทยจะมีการจัดการเลือกตั้ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลในประเด็นดัง กล่าวเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น เชื่อว่า ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทยมากนัก เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับอียู จะมีผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกบางกลุ่มเท่านั้น อาทิ กลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วคิดเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมการส่งออกของไทย ทั้งหมด “มีความเป็นห่วงปัญหาอียูบ้าง แต่เมื่อพิจารณาแล้วอาจไม่มีผลกระทบมากนัก เพราะเชื่อว่าผู้ประกอบการน่าจะปรับตัวและแก้ปัญหาในส่วนนี้ระหว่างกันได้ และมองว่าอียูยังไม่ได้ประกาศยุติการลงนามความตกลงทางการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับไทยแต่อย่างใด ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีที่เหลือ ก็มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสที่จีดีพีในปีนี้จะเติบโตได้มากกว่าหรือใกล้เคียงกับที่ สศค. คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.6%”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเล็งเพิ่มจีดีพีไทย
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

คลังเล็งเพิ่มจีดีพีไทย
-

แนวโน้มตลาดแรงงานไทยตึงตัว
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มของสถานการณ์ด้านแรงงานไทยคาดว่าอาจตึงตัวของแรงงานในบางสาขาที่มีความต้องการต่อตลาดแรงงานไม่ทันต่อความต้องการของภาคการผลิต และอัตราว่างงานจะอยู่ในระดับที่ทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตชะลอลงในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้นภายหลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจนแล้ว ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนจากความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้จ่ายภาคเอกชนซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป และจะส่งผลให้ผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจต่อเศรษฐกิจการเมืองในประเทศ และเป็นปัจจัยต่อการตัดสินใจขยายการลงทุน ขยายงาน และรับบุคลากรเพิ่มในอนาคต “สถานการณ์ด้านแรงงานของไทยโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราการว่างงานในเดือน พ.ค. 57 อยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% ของกำลังแรงงานรวม ซึ่งคิดเป็นจำนวนผู้ว่างงาน 362,000 คน แต่หากพิจารณาผู้มีงานทำในตลาดแรงงานพบว่า จำนวนผู้มีงานทำในช่วง 5 เดือนแรกของปี 57 อยู่ที่ 37.7 ล้านคน หดตัว 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจ้างงานภาคเกษตรกรรมที่หดตัว 13.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลของการลดลงของผลผลิตข้าวเปลือกเป็นสำคัญ ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการอยู่ในเกณฑ์ดีโดยขยายตัวร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน” อย่างไรก็ตาม ปัญหาแรงงานของไทยส่วนใหญ่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนแรงงานประเภทไร้ฝีมือ โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมการผลิตเพชรพลอย อุตสาหกรรมเครื่องหนัง เป็นต้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่านิยมทางการศึกษาของเด็กไทยที่นิยมศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีมากกว่าสายอาชีพ ทำให้แรงงานที่จบออกมาสำหรับภาคการผลิตของไทยมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน จนนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดการจ้างงานในภาคการผลิต ช่วง 5 เดือนแรกมีจำนวนทั้งสิ้น 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 86,000 คน สะท้อนได้ว่าความต้องการแรงงานในสาขาการผลิตของไทยยังมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน ในประเทศไทยมีประมาณ 1.5 ล้านคน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนวโน้มตลาดแรงงานไทยตึงตัว -

เอปสัน : นวัตกรรมที่ไม่ได้พิมพ์แค่กระดาษ
เปิดตัวผลิตภัณฑ์แปลกกว่าครั้งอื่น ๆ เพราะครั้งนี้บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) ขนนวัตกรรมด้านการพิมพ์และฉายภาพมาเพียบ พร้อมสาธิตกันให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดนำไปใช้กับธุรกิจในปัจจุบันได้อย่างไรบ้าง “ยรรยง มุนีมงคลทร ” ผู้จัดการทั่วไป เอปสัน (ประเทศไทย) บอกว่า เอปสันเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และการฉายภาพ เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเองและมีการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดไอทีทั่วโลก ซึ่งแนวโน้มหรือเทรนด์ในตลาดไอทีนั้น จะอยู่ในเรื่องหลัก ๆ คือ คลาวด์ คอมพิวติ้ง การเติบโตของสมาร์ทดีไวซ์ ความเข้าใจถึงความคุ้มค่าในการลงทุนของผู้บริโภค ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนถ่ายจากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอล และการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีบทบาทและมีความสำคัญกับผู้ผลิตทุกแบรนด์ สำหรับประเทศไทยในปีที่ผ่านมา แม้จะประสบกับปัญหาหลายอย่าง จนทำให้ตลาดไอทีหดตัวลง แต่ในมุมมองของเอปสันไทยยังถือว่าเป็นตลาดที่สำคัญ โดยปีงบประมาณที่ผ่านมาเอปสันมียอดขายจากประเทศไทยถึง 26% ของยอดขายรวมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยอดขายใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย คุณยรรยงบอกว่า แม้ภาพรวมของตลาดพรินเตอร์จะหดตัวลง แต่เป็นเฉพาะในส่วนของตลาดโฮมยูสหรือผู้ใช้ตามบ้าน ขณะที่ตลาดองค์กรหรือคอร์ปอเรทรวมถึงสถาบันการศึกษา กลับมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของเอปสันเมื่อหลายปีก่อน ดังนั้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เอปสันได้ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดภาคธุรกิจ และได้จัดงาน “Epson Open House 2014 : Engineered For Business” ขึ้น เพื่อแสดงเทคโนโลยีนวัตกรรมสำหรับธุรกิจยุคใหม่ โดยมีโซลูชั่นที่สามารถรองรับทุกขั้นตอนการทำงาน และทุกความจำเป็นทางธุรกิจของลูกค้า สำหรับโซลูชั่นที่เอปสันนำมาจัดแสดงครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 5 โซนธุรกิจ เริ่มจากธุรกิจดิจิตอล โฟโต้ แล็บ ซึ่งโชว์ผลิตภัณฑ์พริ้นเตอร์รุ่นล่าสุดเอปสัน ชัวร์แล็บ SL-D700 รวมถึงเครื่องรุ่นอื่น ๆ ที่รองรับการพิมพ์งานทุกประเภท พิมพ์ได้ตั้งแต่ขนาด 4×6 นิ้ว ไปจนถึง 44 นิ้ว ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนโฉมร้านโฟโต้ แล็บ แบบดั้งเดิม ให้เป็นร้านดิจิตอล โฟโต้ แล็บ เต็มรูปแบบโซนต่อมาเป็นการพิมพ์เพื่อสินค้าแฟชั่น เครื่องแต่งกายกีฬา และสินค้า ดีไอวาย ที่เอปสันเดินหน้ารุกอุตสาหกรรมการพิมพ์ผ้าทั้งในธุรกิจแฟชั่นและสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม รวมไปถึงการพิมพ์บนหนังประเภทต่างๆ สามารถพิมพ์ลายลงบนเสื้อยืดได้โดยตรง และที่พิเศษคือสามารถพิมพ์ลงบนหนังเทียม ที่นำไปตัดเย็บเป็นกระเป๋ารวมถึงโซฟาลายโปรดได้ตามชอบใจ ส่วนโซนธุรกิจร้านอาหารและรีเทล เอปสันเปิดตัวนวัตกรรมเครื่องพิมพ์ใบเสร็จรุ่นใหม่ ที่ใช้งานร่วมกับคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ในขณะที่ช่วยประหยัดเวลาและขั้นตอนการทำงานให้กับธุรกิจ ร้านค้าและร้านอาหารทุกประเภท สามารถช่วยขยายขอบเขตร้านค้าให้กว้างไกลออกไปในโลกออนไลน์ ลูกค้าสามารถจองคิวผ่านมือถือ เมื่อมาถึงหน้าร้านก็สั่งพิมพ์ออกมาได้ทันที สำหรับโซนสมาร์ทออฟฟิศ มีการผสานนวัตกรรมด้านการพิมพ์และโปรเจคเตอร์ เพื่อจำลองห้องประชุมและออฟฟิศ ยุคดิจิตอล โดยมีไฮไลต์คือโปรเจคเตอร์รุ่นเอปสัน EB-1410 Wi ที่สร้างวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ในรูปแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมที่อยู่ต่างสถานที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้ข้อจำกัด และการพิมพ์งานด้วย เอปสัน WF-R8590 เครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตระบบ RIP (Replaceable Ink Pack) ที่รองรับงานพิมพ์ปริมาณมากพิเศษได้ถึง 75,000 แผ่นต่อหมึกหนึ่งชุดและโซนสุดท้ายโซลูชั่นโปรเจคเตอร์เพื่องานพรีเซ็นเทชั่นและโฮมเอนเทอร์เทนเมนต์ มีโปรเจคเตอร์ที่สามารถฉายบนพื้นผิวโค้งหรือเข้ามุม หรือสามารถเชื่อมต่อกับพีซีพร้อมกันได้มากกว่า 50 เครื่อง โฮมโปรเจคเตอร์สามมิติ และที่พิเศษก็คือ สินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดเอปสัน EB-595Wi โปรเจคเตอร์ฉายภาพระยะสั้น ที่สามารถทำงานด้วยระบบนิ้วสัมผัส และเอปสัน Moverio BT-200 แว่นตาอัจฉริยะที่สร้างภาพสามมิติด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง ครั้งนี้เอปสันโชว์เทคโนโลยีที่มี หวังกระตุ้นลูกค้าองค์กรเห็นช่องทางการนำไปยกระดับมาตรฐานการทำธุรกิจ ใกล้เปิดเออีซีเข้าไปทุกที พร้อมที่จะแข่งขันกันแล้วหรือยัง!! นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอปสัน : นวัตกรรมที่ไม่ได้พิมพ์แค่กระดาษ