นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าปลีก-ส่งไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์มีแผนในการเพิ่มปริมาณจัดงานธงฟ้าราคาประหยัดว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯร้องเรียนว่าการจัดงานธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์มีข้อเสียมากกว่าข้อดี เนื่องจากเป็นการนำเงินไปให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ๆมากกว่าการกระจายให้กับผู้ค้าส่ง- ปลีกไทยที่อยู่ในพื้นที่ เพราะประชาชนจะซื้อตุนสินค้าอุปโภคและบริโภคไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และมื่อสิ้นสุดมหกรรมธงฟ้าร้านค้าปลีกในพื้นที่จะขายของไม่ได้เหมือนปกติเป็นเดือนๆ ดังนั้นอยากให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนการจัดโครงการ สำหรับข้อเสนอของทางสมาคมฯ คืออยากให้กรมการค้าภายในจับมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการจัดงานมหกรรมธงฟ้าให้มีลักษณะเดียวกับงาน ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสนับสนุนให้จัดงานขึ้น โดยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการจัดหาสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตเพื่อนำมาจำหน่ายให้ประชาชน และให้ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดงาน ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจประชาชนได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูก ผู้ประกอบการมีรายได้เกิดการสะพัดของเงินต่อเนื่อง “เห็นด้วยกับการจัดงานธงฟ้าแต่อยากให้กรมการค้าภายในคำนึงถึงผู้ประอบการค้าปลีก-ส่งไทยในพื้นที่การจัดงานด้วย เพราะที่ผ่านมาทุกครั้งที่กรมจัดงานธงฟ้าในพื้นที่ส่งผลต่อยอดขายของร้านค้าปลีกในพื้นที่อย่างมากเพราะประชาชนเลือกที่จะซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคจากมหกรรมธงฟ้าไปกักตุนเพื่อใช้ในครัวเรือนแทนการซื้อจากร้านค้าปลีก-ส่งในพื้นที่ ส่วนร้านค้าที่จะซื้อสินค้าตุนไว้เพื่อจำหน่ายภายในบางครั้งก็ทำไม่ได้เพราะสินค้าบางชนิดใกล้หมดอายุ หรือหากไม่ใกล้หมดอายุแต่ก็ไม่ได้ขายเพราะประชาชนซึ่งเป็นลูกค้าเดิมซื้อตุนไว้ใช้นานอย่างต่ำก็ 1 เดือนขึ้นไป” นอกจากนี้ในส่วนของการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าอุปโภค บริโภคแพงขึ้นราคานั้น ตนมองว่าภาครัฐควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการสนับสนุนให้ผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า โดยไม่ผ่านห้างโมเดริ์นเทรดที่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆในอัตราที่สูงมากทำให้เป็นต้นทุนการจำหน่าย เช่น จากเดิมที่อาจกำหนดราคาจำหน่ายเพียง 10 บาทต่อชิ้น ก็อาจต้องบวกเพิ่มเข้าไปเป็น 20 บาท เพราะต้องบวกเพิ่มภาระค่าธรรมเนียมต่างๆเพื่อให้สามารถเข้าไปวางจำหน่ายสินค้าในห้างโมเดร์นเทรดได้ จึงกลายเป็นภาระของผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาแพง ทั้งนี้หากภาครัฐมีช่องทางให้สามารถวางจำหน่ายสินค้าได้โดยไม่ผ่านโมเดร์นเทรดก็จะทำให้ผู้บริโภคได้สินค้าในราคาที่ถูกลง และการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก-ส่งไทยก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการช่วยทำให้ราคาสินค้าถูกลงได้ เพราะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเหมือนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพ และคืนความสุขให้ประชาชน กรมฯ ยังได้เพิ่มการจัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคราคาต่ำกว่าท้องตลาด ในปีนี้จากปกติอีก 400 ครั้ง ซึ่งจะกระจายไปตามอำเภอต่างๆ เพื่อให้ทั่วถึงกับประชาชนในท้องถิ่น และจะนำงานธงฟ้าเข้าร่วมกับงานคืนความสุขให้ประชาชนในที่ต่างๆ ด้วย ส่วนเดือน ส.ค. นี้ จะมีการจัดงานวันพาณิชย์ขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 ส.ค. ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี และตลอดทั้งเดือนจะร่วมกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าจัดมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่อีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะรัฐทบทวนวิธีจัดธงฟ้า
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

แนะรัฐทบทวนวิธีจัดธงฟ้า
-

แพ็กเกจทัวร์เที่ยวญี่ปุ่นราคาพุ่ง
นายศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า ในเดือน ส.ค.นี้ราคาแพ็กเกจทัวร์ไปเที่ยวญี่ปุ่น จะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปัจจุบันเริ่มต้นที่ 30,000 บาทต่อทริป เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกมาตรการดูแลความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มรายจ่ายต่างๆ เพื่อปรับระบบภายใน อาทิ การฝึกหัดพนักงานขับรถทัวร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามคนไทยจะยังคงใช้ฐานราคาเดิม ได้ ไปอีกสักระยะ เพราะบริษัททัวร์ได้จองสายการบินต้นทุนต่ำ(โลว์คอสต์) ไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งถือปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้ราคาแพ็กเกจถูกลง “ตั้งแต่อนุญาตฟรีวีซ่าไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น คนไทยก็ยังนิยมไปเที่ยวสูงมาก และทำให้ผู้ประกอบการแย่งชิงลูกค้ากัน และเปิดกลยุทธ์แบบสงครามราคาถูก จากเดิมแพ็กเกจอยู่ที่ 40,000-60,000 บาทก็เหลือเพียงเริ่มต้นที่ 30,000 บาทก็เที่ยวญี่ปุ่นได้แล้ว ซึ่ง สิ่งที่จะช่วยทำให้เซฟค่าแพ็กเกจลงมาได้ คือ การเดินทางด้วยสายการบินโลว์คอสต์ ที่ปัจจุบัน ไทยมีทั้ง เจ็ทสตาร์แอร์ไลน์ที่ให้บริการอยู่ แล้ว และจะเปิดเส้นทางใหม่ สายกรุงเทพฯ-ฟุกูโอกะ ขณะเดียวกัน แอร์เอเชียเอ็กซ์ที่จะเปิดบริการเดือน ก.ย.นี้ ก็จะมีบินตรงจาก ดอนเมือง – นาริตะ และจาก ดอนเมือง- โอซาก้า” สำหรับภาพรวมด้านการเดินทางออกนอกประเทศของนักท่องเที่ยวไทย(เอาท์บาวด์) ในปี 57 ยังคงเติบโตได้ดี เพราะเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มดีจากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้จ่ายค่าจำนำข้าวให้กับชาวนาครบจำนวน บวกกับสภาวะการเมืองที่สงบคนเริ่มหันมาสนใจท่องเที่ยวได้ จึงคาดว่านักท่องเที่ยวเอาท์บาวด์ในปี 57 จะเติบโตด้วยตัวเลขสองหลัก จากปี 56 ที่เดินทางมา 5.7 ล้านคนโดยแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นเอเชีย ได้แก่ โตเกียว ฮ่องกง สิงคโปร์ โอซาก้า (จากการสำรวจผ่าน www.hotels.com ปี 56) “ต้องยอมรับว่า เมื่อก่อนการเดินทางออกนอกประเทศจะเป็นการกระทำของลูกค้าระดับสูง (ไฮเอนด์) เท่านั้น แต่สมัยนี้จากการที่มีสายการบิน โลว์คอสต์มากขึ้น คนไทยเลยมีจุดกระตุ้นได้ง่ายค่าใช้จ่ายลดลง นักท่องเที่ยวระดับกลางมาท่องเที่ยวได้และต่อไปเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจเสรีอาเซียน (เออีซี) จะเป็นจุดกระตุ้นที่สำคัญของการเดินทางในเชิงท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไปด้วย” นอกจากนี้คนไทยยังเริ่มนิยมเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกไปในประเทศใกล้ๆ อาทิ กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ ฮ่องกง พม่า และมาเลเซีย โดยเขมรและลาวราคาเริ่มต้นยังอยู่ที่หลักพันบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่สูงมากนัก ส่วนแหล่งท่องเที่ยวระยะไกลใหม่ๆ สมาคมเริ่มวางแผนที่จะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวที่เที่ยวบ่อยมีความชำนาญไปบุกตลาดใหม่ๆ เช่น อียิปต์ จอร์แดน์ และโมร็อกโค
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แพ็กเกจทัวร์เที่ยวญี่ปุ่นราคาพุ่ง -

ยอดพนันบอลโลกหาย 2 หมื่นล้าน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ยอดการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ ประเทศบราซิลร ะหว่างวันที่ 12 มิ.ย.-13 ก.ค.57 มีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าลดลงจากเดิมที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้เกือบ 70,000 ล้านบาทเหลือเพียง 45,000 – 50,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากนโยบายการปราบปรามบ่อนการพนันของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้มงวดทำให้เม็ดเงินในการพนันบอลลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 40,000 – 45,000 ล้านบาทเหลือเพียง 20,000 – 25,000 ล้านบาทหรือหายไป 20,000 ล้านบาท “การปราบปรามการพนันบอลอย่างเข้มงวดเป็นเรื่องที่ดีมากในแง่ของสังคม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็พึ่งพอใจและส่งเสริมให้ปราบปรามอย่างมาก แต่หากมองเฉพาะในแง่ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเดียวเม็ดเงินที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจมีทั้งในระบบ นอกระบบ และ ผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนของเม็ดเงินที่หายจากการพนันฟุตบอล 20,000 ล้านบาท ก็จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลโลกลดลงจากเดิมที่คาดว่าเม็ดเงิน 70,000 ล้านบาทจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว 0.3-0.5% หากเหลือเม็ดเงิน 40,000-45,000 ล้านบาทจีดีพีจะลดลงเหลือ 0.2-0.3%” นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สาเหตุที่เงินจากการพนันที่หายไป 20,000 -25,000 ล้านบาทจนส่งผลกระทบจากจีดีพีหายไป 0.1-0.2% เนื่องจากเม็ดเงินดังกล่าวสามารถหมุนในระดับได้อย่างน้อย 3 รอบ หรือไม่ต่ำกว่า 60,000 – 75,000 ล้านบาท นอกจากนี้เม็ดเงินจากการพนันลดลงแล้วยังพบว่าประชาชนต่างจังหวัดชะลอการใช้จ่าย เช่น ซื้อชุดฟุตบอลหรือของที่ระลึกในการเชียร์ทีมที่ชอบ รวมถึงการไปเชียร์บอลตามร้านอาหาร เนื่องจากเศรษฐกิจในต่างจังหวัดยังไม่ฟื้นตัวมากนักโดยเฉพาะราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างข้าวและยางพาราอยู่ภาวะที่ตกต่ำ รวมถึงช่วงเวลาการแข่งขันตรงกับช่วงดึกทำให้ประชาชนส่วนใหญ่กลับมาดูการถ่ายทอดฟุตบอลที่บ้านเพราะมีการถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี “เม็ดเงินการบริโภคสินค้าที่ประเมินไว้ 20,000 -25,000 ล้านบาทแม้จะมีการซบเซาลงบ้างแต่คงไม่เยอะ โดยเฉพาะร้านอาหารที่ไม่คักคักมากนัก รวมถึงชุดฟุตบอล ที่ส่วนหนึ่งทีมดังๆ ซึ่งมีแฟนบอลในไทยจำนวนมากตกรอบเร็วกว่ากำหนด เช่น ทีมอังกฤษ, อิตาลี, สเปน เป็นต้น” นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สาเหตุที่ในระยะหลังประชาชนมีการเล่นพนันบอลกันมากก่อนที่จะมีคสช.เข้ามาปราบปราม เนื่องจากในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีคนที่เล่นพนันบอลต้องการเงินรางวัลเกินครึ่ง ส่วนที่เหลือก็จะเป็นการเล่นตามกระแส รวมถึงเพื่อความสนุกสนาน เป็นต้น “สิ่งที่ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าย้ำคือ ไม่สนับสนุนการพนันในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกแม้ว่าจะทำให้จีดีพีลดลงจากเดิม เพราะเรื่องดังกล่าวจะเกิดปัญหาสังคมตามมาภายหลังโดยเฉพาะในกลุ่มที่แพ้พนันบอลในวงเงินมากๆ ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดในการรับชมฟุตบอลโลก, ให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนในการเรื่องของโทษและสิ่งที่จะได้รับเมื่อติดพนันบอล, ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเล่นกีฬา, ควรถ่ายทอดซ้ำในคู่ที่เป็นที่นิยม และให้ตำรวจตรวจตราเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันอาชญากรรมและการทะเลาะวิวาท เป็นต้น”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดพนันบอลโลกหาย 2 หมื่นล้าน