เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ชงคสช.ไฟเขียวยกระดับบริการภาครัฐ

    ชงคสช.ไฟเขียวยกระดับบริการภาครัฐ

    นายพงษ์อาจ  ตรีกิจวัฒนากุล รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ ก.พ.ร.จะเสนอโครงการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ให้กับคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาเห็นชอบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ รวมถึงนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะการลดขั้นตอนการขออนุญาตเข้ามาประกอบธุรกิจให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมามักพบปัญหาว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มาติดต่อกับหน่วยงานราชการหลายแห่ง ไม่ได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาการขอใบอนุญาต และยังเสียค่าใช้จ่ายกับเอกสารที่ต้องยื่นให้หน่วยงานราชการเป็นจำนวนมากด้วย นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ ก.พ.ร. กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบในหลักการจากคสช.แล้ว เหลือแต่การเสนอรายละเอียดความชัดเจนของโครงการเข้าไปให้พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง คาดว่า จะใช้งบประมาณหลาย 100 ล้านบาท โดยถ้าผ่านการเห็นชอบจากคสช.ให้ดำเนินโครงการแล้ว ในระยะแรก ตั้งแต่ปี 58 จะเริ่มขั้นตอนการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานให้เสร็จ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือภาคประชาชน จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนลดภาระในการติดต่อราชการ ทั้งทะเบียนราษฎร์ทะเบียนบ้าน ประกันสังคม และ เบี้ยช่วยเหลือต่างๆ ส่วนภาคธุรกิจ จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลนิติบุคคล ให้สะดวกในการอนุมัติหรือขออนุญาต เช่น ขออนุญาตก่อสร้าง รง. 4 และการส่งออก 5 สินค้าหลัก และภาคการท่องเที่ยวจะเพิ่มขีดความสามารถของงการเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ และภาคเอกชน  เช่น การให้ข้อมูลและจองตั๋วรถโดยสาร ควบคู่กับปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ขณะที่ในระยะที่ 2จะเป็นการขยายผลการเชื่อมโยงข้อมูลจากระยะแรกให้ครอบคลุมงานด้านต่างๆมากขึ้น และในระยะสุดท้ายในปี 60การเชื่อมโยงข้อมูลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆจะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะช่วยยกขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาทำธุรกิจในไทยเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาคอร์รัปชั่นให้ลดลงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในแผนงานขั้นแรกเพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ ก.พ.ร.ได้จัดทำคู่มือการประกอบธุรกิจในไทย2558 เพื่อให้นักลงทุนได้เข้าใจกระบวนการดำเนินธุรกิจในไทยได้อย่างถูกต้องในแต่ละหน่วยงาน ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงปิดกิจการ โดยจัดทำออกมาเป็น 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น เผยแพร่ทางเว็ปไซด์ ก.พ.ร. และแจกให้หน่วยงานต่างๆ ซึ่งการจัดทำคู่มือดังกล่าว ถือเป็นข้อมูลที่ทางธนาคารโลกจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดอันดับ ความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของไทย ซึ่งล่าสุดไทยยังอยู่อันดับที่ 18 จาก 189 ประเทศทั่วโลก โดยได้ตั้งเป้าหมายให้ติด 1 ใน 10 ประเทศภายใน 3 ปีจากนี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงคสช.ไฟเขียวยกระดับบริการภาครัฐ

  • หวั่นเปิดเออีซีน้้ำตาลทรายขาดแคลน

    หวั่นเปิดเออีซีน้้ำตาลทรายขาดแคลน

    นายเชิดพงษ์  สิริวิชช์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า  ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีความกังวลอุตฯอ้อย และน้ำตาลทรายจะได้รับผลกระทบ หลังจากเปิดตลาดเสรีภายใต้กรอบการค้าเออีซี เนื่องจากขณะนี้ภาครัฐยังไม่มีความชัดเจนต่อการดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างอุต ฯ อ้อย และน้ำตาลทราย โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการราคาน้ำตาลทรายในประเทศซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้ราคาน้ำตาลทรายไทยต่ำสุดในอาเซียนซึ่งจะส่งผลให้เกิดการลักลอบนำน้ำตาลทรายโควตา ก. ที่ใช้บริโภคภายในประเทศเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลบริโภคภายในประเทศขาดแคลนได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่ปรับเปลี่ยน จะส่งผลกระทบต่อทั้งชาวไร่อ้อยโรงงานน้ำตาล และผู้บริโภค เพราะฉะนั้นการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายให้เป็นไปตามกลไกตลาดจึงเป็นแนวทางการแก้ปัญหาและสามารถสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายทั้งชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้บริโภค ซึ่งช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่อุต ฯอ้อยและน้ำตาลทรายในระยะยาวสามารถสร้างความมั่นคงทางด้านอุปทานน้ำตาลในประเทศให้เพียงพอจึงอยากเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.)ช่วยเร่งรัดพิจารณาแนวทางดังกล่าวและประกาศใช้ให้ทันในฤดูการผลิตปี 57/58 “ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการรอความชัดเจนของภาครัฐต่อการดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่เออีซีโดยเฉพาะการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศให้เป็นไปตามกลไกตลาดให้สามารถประกาศใช้ได้ทันภายในฤดูการผลิตปีหน้านี้ ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือนต.ค. 57 เพื่อทดลองใช้โครงสร้างราคาใหม่และสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้บริโภคได้ปรับตัวรวมถึงสร้างความเป็นธรรมต่อผลตอบแทนของพี่น้องชาวไร่อ้อย ที่จะได้รับในสัดส่วน 70%ของรายได้จากการขายน้ำตาลทรายซึ่งต้องได้รับการดูแลให้คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิตและมีผลตอบแทนเพียงพอต่อการดำรงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้อาชีพชาวไร่อ้อยเป็นอาชีพที่มั่นคง”    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นเปิดเออีซีน้้ำตาลทรายขาดแคลน

  • พาณิชย์ถกหาข้อยุติเปิดตลาดการค้าอาเซียน

    พาณิชย์ถกหาข้อยุติเปิดตลาดการค้าอาเซียน

    นายสมเกียรติตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า  ขณะนี้กรมฯได้เป็นหัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(อาร์ซีอีพี) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่สุดในโลก ที่ประเทศสิงคโปร์ร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ และผู้แทนจากอินเดีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ออสเตรเลีย เน้นการเร่งหาข้อสรุปเรื่องรูปแบบและการเปิดตลาดการค้าสินค้าที่จะให้เชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนเข้ากับประเทศนอกภูมิภาค  ก่อนจะนำความคืบหน้าให้กับที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าของสมาชิกอาร์ซีอีพี “รัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกอาร์ซีอีพี ทั้ง16ประเทศจะประชุมร่วมกันในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27 ส.ค.2557 ณ กรุงเนปิดอว์ เมียนมาร์เพื่อกำหนดแนวทางการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 58 ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ส่วนการประชุมคณะเจรจาครั้งถัดไป มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 ธ.ค.57 ที่ประเทศอินเดีย” ทั้งนี้แนวทางในการเจรจาของอาร์ซีอีพีในเรื่องการเปิดเสรีการค้าได้กำหนดเป้าหมายที่จะให้สมาชิกมีการเปิดตลาดที่สูงขึ้นจากความตกลงที่อาเซียนมีกับคู่เจรจาเพราะก่อนหน้านี้อาเซียนได้มีการเปิดเสรีกับคู่เจรจามาแล้ว 6 ประเทศ ดังนั้นการเปิดตลาดการค้าสินค้าในรอบนี้จะต้องมากกว่าเดิม ล่าสุดสมาชิกได้มีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอการเปิดตลาดการค้าสินค้าในเบื้องต้นแล้วรวมทั้งได้มีการหารือเพื่อวางกรอบในการแก้ไขอุปสรรคทางการค้า เช่น มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้าและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้มีการหารือในประเด็นการเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุนซึ่งประเทศสมาชิกยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นสำคัญเรื่องรูปแบบการเปิดตลาดและยังได้เริ่มหารือในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การแข่งขัน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและประเด็นด้านกฎหมาย รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่ประเทศสมาชิกแสดงความสนใจ เช่นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐเป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ถกหาข้อยุติเปิดตลาดการค้าอาเซียน