นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดเหตุระบบเอทีเอ็มล่มของธนาคารพาณิชย์ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา เบื้องต้น ธปท.ได้ขอคำชี้แจงและตัวเลขความเสียหายจากธนาคารที่เป็นปัญหาแล้ว ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นกับบางธนาคาร ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งช่วงเวลาที่เป็นปัญหา เนื่องจากเป็นช่วงสิ้นเดือน ที่มีการใช้บริการธนาคารสูง โดยเบื้องต้นธนาคารได้รายงานว่าปัญหามาจากระบบไอที ก็ได้สั่งการให้ไปเร่งแก้ไขปัญหา และไม่ต้องการให้เห็นปัญหาในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก “การแก้ไขปัญหามีทั้งหมด 3 ระยะ ระยะแรก ธนาคารที่มีปัญหา ต้องไปเร่งชดใช้ค่าเสียหายให้กับลูกค้าเร่งด่วน ระยะที่ 2 ต้องไปแก้ไขระบบปัญหาไอทีของตู้เอทีเอ็ม ซึ่งได้รับรายงานว่าแก้ไขตั้งแต่วันที่เกิดเหตุแล้ว และระยะที่ 3 ต้องไปตรวจสอบสาเหตุว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” ขณะเดียวกัน ในวันที่ 11 ส.ค.57 ธปท.จะประกาศให้เป็นวันหยุดราชการตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งแบงก์พาณิชย์เร่งแก้ไขปัญหาเอทีเอ็มล่ม
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

สั่งแบงก์พาณิชย์เร่งแก้ไขปัญหาเอทีเอ็มล่ม
-

เอกชนเรียกร้องคสช.ล้างบางคอร์รัปชั่น
นายสาคร ตรีธนจิตต์ นายกสมาคมป้ายและโฆษณา เปิดเผยว่าต้องการให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาดูแลจัดระเบียบกฏหมายป้ายโฆษณาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้สอดรับกับการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เนื่องจากกฏหมายที่ใช้อยู่ไม่เอื้ออำนวยแก่ผู้ประกอบการ เพราะควบคุมการติดตั้งป้ายในระยะที่ไม่เหมาะสมซึ่งจะไม่สามารถสื่อสารข้อมมูลไปสู่สายตาผู้รับสื่อได้ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอำนวนความสะดวกในการติดตั้งส่งผลให้ต้นทุนการทำงานเพิ่มสูงขึ้น สำหรับกฏหมายที่ใช้ควบคุมการติดตั้งป้ายคือพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ที่ห้ามสร้างป้ายริมถนนสูงไม่เกิน 30 เมตรและยาวไม่เกิน 32 เมตร และกำหนดพื้นที่ห้ามสร้างหรือดัดแปลงอาคารประเภทป้ายในระยะ 50 เมตร จาก ทางรถไฟ ทางด่วน ถนนสายหลัก 106 สาย และแม่น้ำเจ้าพระยา ”กฏหมายออกมาแบบนี้เหมือนกดดันให้ผู้ประกอบการต้องยอมจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ติดป้ายในระยะที่พอใจ เพราะตอนออกกฏหมายไม่ชวนผู้ประกอบการร่วมรับรู้หรือเสนอความคิดเห็นซึ่งระยะ 50 เมตรตามพ.ร.บ.นั้นไกลเกินไป แต่เพราะธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไปจะไม่ทำป้ายโฆษณาก็ไม่ได้ จึงต้องยอมจ่ายกันมา จนเป็นธรรมเนียมตั้งแต่ปี2532 แล้ว” อย่างไรก็ตามหากมีการแก้กฏหมายใหม่ต้องการให้ภาครัฐร่วมกันหารือกับผู้ประกอบการเพื่อสร้างข้อตกลงร่วมกัรและเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายโดยทางสมาคมได้เตรียมข้อเสนอไว้แล้วหลายข้อ เช่น การกำหนดระยะห่างในการติดตั้งป้ายหรือขนาดของป้ายที่เหมาะสมซึ่งที่ผ่านมาเคยนำเสนอกับรัฐบาลมาหลายสมัยแต่ก็ถูกเพิกเฉยมาถึงปัจจุบัน ทั้งนี้การออกมาเสนอให้แก้ไขกฏหมายในครั้งนี้ปัจจัยหลักไม่ใช่เพียงต้องหยุดปัญหาคอร์รัปชั่นแต่ต้องการสร้างระเบียบและความปลอดภัยแก่สังคมรวมถึงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโตแบบก้าวกระโดด จากการลงทุนที่จะมีเพิ่มมากขึ้นหลังต้นทุนการติดตั้งป้ายต่ำลงด้วย นางวรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทยและประธานบริหาร บริษัท ไอพีจี มีเดียแบรนด์ส จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจการวางแผนและซื้อสื่อโฆษณา มีเดีย เอเยนซี กล่าวว่า ต้องการให้คสช.เข้ามาดูแลการผูกขาดการประมูลงานโครงการของภาครัฐให้กับบริษัทที่มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือปันส่วนแบ่งรายได้จากโครงการที่ประมูลได้ แก่ผู้ที่ช่วยสนับสนุนซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันในวงการผู้ทำธุรกิจอยู่แล้ว ทั้งนี้การผูกขาดกับเพียงบางบริษัทส่งผลให้ผลงานที่ออกมาไม่มีคุณภาพตามความเป็นจริงเพราะเหมือนเป็นการกีดกันบริษัทที่มีศักยภาพหรือบริษัทข้ามชาติ ระดับโลกให้ไม่เข้าร่วมประมูล เนื่องจากรู้ว่าไม่สามารถชนะการประมูลได้ซึ่งหากขจัดปัญหาไปได้จะส่งผลดีในแง่ของการกระจายรายได้ให้บริษัทต่างๆที่ประมูลโครงการได้มิใช่เป็นรายได้แก่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง นายเกรียงกานต์ กาญจนะโภคินประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอีเว้นท์ กล่าวว่า คอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้แม้คนส่วนมากในสังคมพอจะยอมรับได้จึงอยากให้คสช.ปราบปรามการคอร์รัปชั่นในทุกธุรกิจ เพื่อผลประโยชน์ที่ดีแก่ประเทศในด้านการการพัฒนาตามศักยภาพให้ได้ตามเม็ดเงินลงทุนทั้งหมด ”คนในวงการจะรู้กันเลยว่าโครงการต่างๆที่ต้องจ้างเอกชนมาดูแลมักจะมีบริษัทที่เป็นของนักการเมืองหรือผู้ที่อยู่ในวงการมาตัดหน้าประมูลงานพวกนั้นไปจากผู้ประกอบมืออาชีพตัวจริง แล้วไปจ้างแรงงานที่อื่นที่มีค่าแรงต่ำมาทำงาน เพื่อให้ตัวเองมีกำไรสูงสุด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนเรียกร้องคสช.ล้างบางคอร์รัปชั่น -

ธนชาตเล็งขายประกันผ่านออนไลน์เพิ่ม
นายพีระพัฒน์ เมฆสิงห์วีกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนชาติประกันภัยจำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าปีนี้จะมีเบี้ยรับรวมประมาณ 6,800ล้านบาทหรือเติบโตประมาณ 15% จากปี 56 ที่ผ่านมามีเบี้ยรับรวมประมาณ 5,600ล้านบาท โดยในช่วง 5 เดือนเบี้ยโตเพียง 3% แม้ว่ายอดขายรถยนต์ในตลาดรวมเติบโตลดลง30-40% เพราะเน้นการขายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นจากเดิมที่จะขายผ่านธนาคารธนชาต ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 35-40% ผ่านตัวแทนการขาย 30% ผ่านทางโทรศัพท์ 20%ที่เหลือเป็นช่องทางอื่น ๆ ส่วนกำไรปีนี้คาดว่าจะเติบโต 30% มาจากการรับประกันส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้รายได้จากการตั้งสำรองสินไหมน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อัตราความเสียหายต่อค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 84% ขณะที่อุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 95% นอกจากนี้ได้จัดทำแอพพลิเคชั่น “ธนชาต ขับดีดี”เพื่อรณรงค์ให้ผู้ขับขี่รถ ลด งด วางเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยจะสามารถตรวจวัดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่รถยนต์รวมถึงเรื่องความเร็ว การเลี้ยวรถการเบรคอย่างกระทันทันและมีเสียงเตือนกรณีที่ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนด พร้อมทั้งมีการตรวจวัดประสาทสัมผัสการตอบโต้และการตัดสินใจเมื่อมีการดื่มแอลกอฮอลล์ ซึ่งผู้บริโภคดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นผ่านสมาร์ทโฟนได้ฟรีตั้งแต่วันนี้และถ้าเป็นลูกค้าของบริษัทหากมีคะแนนดีจะได้รับส่วนลดประกันเพิ่มอีก 10%จากที่ได้รับส่วนลดปกติจากบริษัทฯ “จากสถิติข้อมูลในปี 56 ลูกค้า 1 ล้านกรมธรรม์ ของบริษัทฯ พบว่ามีการเคลมสินไหม 150,000-160,000 รายการ คิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ สถาบันวิจัยด้านการคมนาคม มหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่าปี57 ไทยมีค่าเฉลี่ยของอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนสูงเป็นอันดับที่2 ของโลกคิดเป็นความสูญเสียจากอุบัติเหตุถึงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นเชื่อว่าการเปิดแอพพลิเคชันครั้งนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุและค่าสินไหมทดแทนลงได้แน่นอน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธนชาตเล็งขายประกันผ่านออนไลน์เพิ่ม