รายงานข่าว จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานสลากฯ ได้ออกประกาศเรียกผู้พิการที่ได้รับการคัดเลือก และแจ้งความประสงค์ขอรับสลากไปจำหน่ายเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยให้ผู้พิการที่มีรายชื่ออยู่ในลำดับสำรอง ตั้งแต่ลำดับที่ 4,595-5,081 มาแสดงตัววันที่ 29 ก.ค.-1 ส.ค. นี้ ตั้งแต่เวลา8.00-15.00 น. เพื่อรับสลากฯ งวดวันที่ 16 ส.ค.57 ไปจำหน่าย เนื่องจากการประกาศที่ผ่านมาพบว่ายังมีผู้พิการไม่มาแสดงตัว และรับไปจำหน่าย 466 ราย คิดเป็นสลากฯ 2,793 เล่ม เล่มละ 4,000 บาททั้งนี้ผู้พิการที่เข้ามาแสดงตัว จะต้องนำเงินสดมาชำระค่าสลากฯ เพื่อนำสลากฯไปจำหน่ายได้ที่สำนักงานสลากฯ สนามบินน้ำ เลขที่ 359 ถนนนนทบุรี ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โดยสงวนสิทธิ์ในการจัดสรรสลากฯให้แก่ผู้มาแสดงตัวตามจำนวนสลากฯที่คงเหลือ จนกว่าจะครบตามจำนวนที่จัดพิมพ์ออกจำหน่าย 20,000เล่มเท่านั้น หากไม่มาแสดงตัว และรับสลากฯไปจำหน่ายตามวันเวลา และสถานที่ ที่กำหนด โดยไม่มีเหตุผลสมควรสำนักงานสลากฯ จะถือว่าไม่ประสงค์รับสลากฯ ไปจำหน่ายและจะพิจารณาให้รายสำรองในลำดับถัดไปแทนจนครบตามจำนวนสลากฯที่มีอย่างไรก็ตา มยอมรับว่าสาเหตุที่ยังไม่มีผู้พิการเข้ามาแสดงตัว และรับสลากฯไปจำหน่ายนั้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะมีวงเงินไม่เพียงพอ เพราะขั้นต่ำ ต้องมีค่าใช้จ่ายกว่าคนละ22,320บาท ทำให้ต้องเสียสิทธิ์ฯ หรืออาจเป็นผู้พิการที่ไม่สามารถขายสลากฯได้ด้วยตนเอง ทำให้ไม่ตรงกับสัญญาที่ได้แจ้งไว้จึงต้องสละสิทธิ์ในการรับสลากฯไปจำหน่าย ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯ ได้ติดต่อและสอบถามเกี่ยวกับสิทธิ์ที่ได้รับสลากไปจำหน่ายครบทุกรายแล้ว และทุกรายทราบถึงสัญญาการจัดสรรอย่างครบถ้วน“ค่าใช้จ่ายที่คนพิการต้องนำจ่ายเป็นค่าสลากฯคนละ22,320บาทนั้น ถือเป็นวงเงินที่สูง ส่งผลให้ผู้พิการบางราย ไม่สามารถเข้ามารับสลากฯไปจำหน่ายได้ เบื้องต้นสำนักงานสลากฯได้ติดต่อผู้พิการที่ได้รับสิทธิ์แล้ว หากไม่สามารถเข้ามารับสลากฯไปจำหน่ายได้ในงวดนั้นๆ ก็จะจัดสรรให้กับผู้พิการที่มีรายชื่ออยู่ในตำแหน่งสำรองรับไปจำหน่ายแทนก่อน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สำนักงานสลากฯเรียกผู้พิการรายงาน
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

สำนักงานสลากฯเรียกผู้พิการรายงาน
-

เร่งหามาตรการดันไทยเป็นฮับการค้าการลงทุน
น.ส.ปถมาภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคสช. เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปเร่งหาแนวทางเพื่อส่งเสริม และผลักดันให้กรุงเทพมหานค รและประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของการค้า และการลงทุน โดยให้หามาตรการที่เหมาะสมสร้าง แรงจูงใจให้เอกชนต่างประเทศเข้ามาใช้ศักยภาพของกรุงเทพฯ ในการติดต่อธุรกิจ และตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทชั้นนำทั้งนี้หน.คสช.ระบุว่า ก่อนหน้านี้ ได้มีโอกาสได้พบกับบรรดานักธุรกิจชั้นนำจากต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจอย่างมาก แต่อาจมีปัญหาในหลายด้าน ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า และการลงทุน ดังนั้นหากสามารถหามาตรการ และจูงใจให้นักธุรกิจเข้ามาดำเนินกิจการได้ จะเป็นผลดีต่อไทยอย่างมากด้านนายยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษ กคสช. กล่าวเพิ่มเติมว่า หน.คสช. ยังสั่งการในที่ประชุม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลคุ้มครองประชาชน ทั้งสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สมอ. ให้ไปกำกับ ดูแล แจ้งเตือน ประชาชนอย่างใกล้ชิด กรณีการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อดูแลความปลอดภัย ให้ประชาชน ขณะเดียวกันยังกำชับให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร่งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ามากำกับดูแลอย่างเข้มงวด หลังจากที่พบว่าสถานการณ์เรื่องธนบัตรปลอมระบาดจำนวนมากนอกจากนี้ ที่ประชุมคสช. ยังเห็นชอบแผนการปรับลดการก่อหนี้สาธารณะปี 57 ครั้งที่ 2 ลงอีก 6,314.74 ล้านบาท ล้านบาท โดยเหลือเพียง 1.316 ล้านล้านบาท หลังจากที่รัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง สามารถปรับลดการก่อหนี้ลงได้ เช่นกรณีที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปรับแผนการจัดหารถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน วงเงิน 4,133 ล้านบาท ออกไป เพราะไม่สามารถดำเนินการได้ทันปี 57 รวมทั้งกรณีที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ใช้รายได้แทนการกู้เงิน ไปลงทุน 2,000ล้านบาท เป็นต้นอย่างไรก็ตาม การปรับลดการก่อหนี้ของรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ ยังทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังโดยมีสัดส่วนที่ 47.9%ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคสช.ยังเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณ ที่ให้ปรับลดงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 58 ในส่วนของงบกลางลงอีก 7,700 ล้านบาท เพื่อเกลี่ยให้กับหน่วยงานอื่ นเพื่อนำไปใช้บูรณาการตามแผนทั้ง 14 ด้าน และให้สอดคล้องต่อเนื่อง ตามแผนทั้งงบประมาณปี 57-58 โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการพัฒนาระบบคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงประตูเมืองหลัก กับกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้งเห็นชอบให้ใช้งบกลางประจำปี 57 ในรายการสำรองฉุกเฉิน 166 ล้านบาท เพื่อนำไปคืนให้เอกชน 94 ราย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งหามาตรการดันไทยเป็นฮับการค้าการลงทุน -

คสช.ยุบกองทุนรัฐบาลเดิม
ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคสช.เพื่อการบริหารราชการแผ่นดินที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพบก และหัวหน้าคสช. เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้ยกเลิกการดำเนินงานของกองทุนตามนโยบายของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 57 วงเงินรวม 9,925 ล้านบาท คือโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน (เอสเอ็มแอล) วงเงิน5,700ล้านบาทกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชนวงเงิน 3,000 ล้านบาท และโครงการพัฒนาเมือง วงเงิน 1,225 ล้านบาทโดยในส่วนของกองทุนเอสเอ็มแอล และกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการฯนั้น ให้นำเงินไปใช้ในกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) แทนทั้งนี้ในส่วนของกองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ประชุมได้สั่งให้ชะลอการการจัดสรรงบประมาณในปี 57 จำนวน 596 ล้านบาท ไว้ก่อน ให้โยกย้ายเงินให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแทน ขณะที่กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ให้ย้ายสำนักงานฯ ไปอยู่ที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และให้กระทรวงมหาดไทย ไปพิจารณาว่าจะดำเนินงานต่อ หรือยุบไปรวมกับภารกิจของกรมพัฒนาชุมชน เช่นเดียวกับสภาเกษตรกร ซึ่งคสช.ให้ย้ายไปอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และให้ไปพิจารณาว่าจะดำเนินงานต่อ หรือยุบไปรวมกับภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ โดยให้เสนอข้อสรุปมาให้คสช.เห็นชอบอีกครั้ง“หัวหน้าคสช.ได้กำชับในที่ประชุมและได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานกองทุน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะเรื่องการใช้เงินในกองทุนต่าง ๆ จะต้องให้คำนึงถึงความคุ้มค่า เกิดประโยชน์ และยังต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์กับประชาชนในระดับรากหญ้าด้วย”ส่วนการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง ที่ประชุมได้เห็นชอบให้ดำเนินงานต่อไป เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขณะเดียวกันจากผลการประเมิน ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนมา 14 ปีพบว่า กองทุนกว่า 30-40% มีศักยภาพและดำเนินการได้ในระดับดีขณะที่กองทุนฯ อีก 50-60% อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนกองทุนที่มีปัญหา ต้องติดตามแก้ไปมีไม่เกิน 10% ซึ่งจากรายงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย พบว่ากองทุนมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่เกิน 10% เท่านั้นสำหรับสถานะกองทุนหมู่บ้านฯณ วันที่ 23 มิ.ย.57 ก่อนปีงบประมาณ 47 มีงบประมาณสะสมคงเหลือรวม 26,54 3ล้านบาท แยกเป็น งบบริหารจัดการ 806 ล้านบาทโครงการเพิ่มทุนกองทุนฯ 25,737 ล้านบาท,ปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณบริหารจัดการกองทุนฯ 307 ล้านบาท และสุดท้ายเป็นเงินกองทุนสะสมคงเหลือทั้งสิ้น 34,183 ล้านบาทส่วนโครงการพัฒนาเมืองข้อมูลล่าสุด ในปีงบประมาณ55-57 มีงบประมาณคงเหลือ 966 ล้านบาทปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรจำนวน 1,900 ล้านบาทแยกเป็น การสนับสนุนงบประมาณให้กับผู้เสนอโครงการ 1,488 ล้านบาทงบบริหารโครงการ 412 ล้านบาท โดยมีโครงการที่เสนอขอรับการจัดสรรเงินรวม 1,067 โครงกา รวงเงิน 1,628 ล้านบาท อนุมัติไปแล้ว 41 โครงการ วงเงิน 67ล้านบาท คงเหลือโครงการที่รอการพิจารณา 1,026 โครงการ วงเงิน 1,560 ล้านบาทกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ ล่าสุดในปีงบประมาณ 57ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 3,000 ล้านบาทแบ่งเป็น งบบริหารจัดการ 80 ล้านบาท สนับสนุนอาชีพ และการประกอบการ 320 ล้านบาท และเงินอุดหนุนกลุ่มผู้ประกอบการ 2,600 ล้านบาท, กองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยก่อนปีงบประมาณ 57 มีงบประมาณสะสมคงเหลือ 44 ล้านบาท ปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 596 ล้านบาทแบ่งเป็น งบบริหารจัดการ 9 ล้านบาท และเงินอุดหนุนผู้ประกอบการ 500 ล้านบาทโดยมีเงินกองทุนสะสมคงเหลือ 641 ล้านบาทกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีก่อนปีงบประมาณ 57 มีงบประมาณสะสมคงเหลือ 417 ล้านบาทแบ่งเป็น งบบริหารจัดการ 39 ล้านบาท และดำเนินภารกิจยุทธศาสตร์ 378 ล้านบาท ปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2,031 ล้านบาท แบ่งเป็น งบบริหารจัดการ 231 ล้านบาท และดำเนินภารกิจยุทธศาสตร์ 350 ล้านบาท และจัดสรรให้จังหวัดและกรุงเทพฯ 1,450 ล้านบาท และเงินกองทุนสะสมคงเหลือ 2,411 ล้านบาท สุดท้ายเป็นสภาเกษตรกรปีงบประมาณ 56 มีงบประมาณคงเหลือ 101 ล้านบาทปีงบประมาณ 57 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 488 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.ยุบกองทุนรัฐบาลเดิม