เดือน: กรกฎาคม 2014

  • เครื่องอบไล่ความชื้นพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์

    เครื่องอบไล่ความชื้นพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์

    เจอกันในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2557 ที่ ปีนี้ วช.หรือสำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เลื่อนการจัดจากเดิมต้นเดือนกุมภาพันธ์ ออกมาเป็น 23-26 มิถุนายนที่ผ่านมา กับผลงาน “เครื่องอบไล่ความชื้นของผลิตผลทางการเกษตรด้วยพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์” ของทีมนักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่นำมาจัดแสดงในงาน ผู้ร่วมทีมประดิษฐ์ผลงานชิ้นนี้ ประกอบไปด้วย นายกิตติโชค เก้าเอี้ยน นายศิริศักดิ์ จันทร์สว่าง นายนัฐวุฒิ อินธิจันทร์ และ นางสาวภัคญาดา ชื่นเจริญ โดยมีอาจารย์ วุฒิชัย บุ่ย เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ น้อง ๆ บอกว่า เป็นการออกแบบสร้าง และทดสอบเครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่สามารถปรับแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้ออกแบบไว้กับการตากแดดธรรมดา โดยเครื่องอบแห้งที่พัฒนาขึ้นจะมีอากาศร้อนไหลผ่านแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้ และสามารถปรับแผงรับความร้อนให้หมุนตามดวงอาทิตย์ เข้าสู่บริเวณด้านล่างของตู้และไหลเข้าสู่ตู้อบ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่วางอยู่ชั้นบนที่ออกแบบ ให้เกิดการไหลของอากาศผ่านเข้าตู้อย่างสม่ำเสมอ จากผลการทดสอบพบว่าอุณหภูมิในตู้อบแบบที่มีชุดสะสมความร้อนเคลื่อนที่ตามดวงอาทิตย์นี้ จะได้อุณหภูมิ ถึง 73.08 องศาเซลเซียส แสดงว่าสามารถนำใช้งานได้จริง สำหรับหลักการทำงาน น้อง ๆบอกว่า เครื่องนี้จะใช้แผงสะสมความร้อนเคลื่อนที่ตามแสงอาทิตย์ มีระบบการทำงานแบบสะสมและนำพาความร้อน การทำงานของเครื่องนั้นจะใช้ท่อทองแดงเป็นตัวนำพาความร้อน ซึ่งความร้อนจะได้จากการสะท้อนแสงของแผ่นโพล่าที่สะท้อนมายังท่อทองแดง ทำให้ท่อทองแดงมีอุณหภูมิสูงขึ้น ก่อนลมจากท่อจะนำความร้อนไปยังตู้อบ แผ่นโพล่า นอกจากทำหน้าที่สะท้อนแสงไปยังท่อทองแดงแล้ว ยังสามารถทำการเคลื่อนที่เพื่อรับแสงจากดวงอาทิตย์ โดยอาศัยกลไกที่เชื่อมต่อเข้ากับมอเตอร์ ทั้งนี้การทำงานของมอเตอร์จะถูกควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ ซึ่งสามารถสั่งการให้มอเตอร์ปรับการหมุนรับแสงของแผ่นโพล่าได้ ส่วนการนำความร้อนจากท่อทองแดง อาศัยพัดลมทำการดูดอากาศไปยังตู้อบ โดยการทำงานของพัดลมดูดอากาศนั้นจะใช้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีการหน่วงเวลาการทำงานของพัดลมเป็นช่วง ๆ คือทุก ๆ 10 นาที ทำงาน 1 นาที โดยไมโครคอนโทรลเลอร์เป็นตัวสั่งการทำงานเพื่อให้ชุดสะสมความร้อนมีเวลาในการสะสมความร้อน จากการทดสอบพบว่า อุณหภูมิภายในตู้อบเมื่อนำมาต่อกับชุดสะสมความร้อน จะมีความร้อนเพิ่มขึ้นประมาณ 15% แต่หากเปรียบเทียบกับบรรยากาศภายนอกตู้อบ พบว่าจะทำให้มีความร้อนเพิ่มขึ้นเกือบ 90% ดังนั้นหากนำระบบไปใช้ในการตากผลิตผลแทนการตากกลางแจ้งจะช่วยลดเวลาได้เท่าตัว ด้านการทดสอบประสิทธิภาพของตู้ น้อง ๆ กลุ่มนี้ได้ทดสอบกับการอบข้าวเปลือก 1 กิโลกรัม ในเวลา 1 ชั่วโมง พบว่าค่าความชื้นในข้าว จากเดิมอยู่ที่ 51.03% ลดลงมาอยู่ที่ 25.03% แสดงให้เห็นว่าตู้อบมีความสามารถลดความชื้นในข้าวได้ถึง 51% อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ หากมีการนำไปใช้จริง สามารถที่จะประยุกต์ใช้ชุดสะสมความร้อน ในการเพิ่มความร้อนให้โรงอบที่มีขนาดใหญ่ หรืออาจใช้ในการอบผลิตผลทางการเกษตรในครัวเรือนต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นการตากหมูแดดเดียว ปลาสลิด กล้วยตาก หรือผลไม้อบแห้งอื่น ๆซึ่งสามารถช่วยลดเวลาในการตากได้เป็นอย่างมาก สิ่งประดิษฐ์แบบนี้ดูแล้วอาจไม่ได้ใช้เทคโนโลยีมากมาย แต่นี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการคิดสิ่งประดิษฐ์จากเยาวชนไทย ที่ออกแบบมาเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้จริง. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เครื่องอบไล่ความชื้นพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์

  • วิธีรับมือเทรนด์ BYOD ให้ปลอดภัย

    วิธีรับมือเทรนด์ BYOD ให้ปลอดภัย

    หนึ่งในเทรนด์เทคโนโลยีของปีนี้ คงหนีไม่พ้น BYOD (Bring Your Own Device) หมายถึง การนำอุปกรณ์ส่วนตัวเข้ามาทำงาน หรือเชื่อมต่อกับระบบขององค์กรนั่นเอง โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเช็กอีเมลอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการนำแล็บท็อปส่วนตัวมาใช้ทำงานด้วย โดยพนักงานมักให้เหตุผลว่าคุ้นเคยกับการใช้งาน และต้องการเลือกใช้เทคโน โลยีที่ตัวเองชอบมากกว่าที่จะถูกบังคับให้ใช้โดยแผนกไอที สิ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือ การจัดการระบบ BYOD ให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะการเปิดโอกาสให้พนักงานนำเครื่องของตนเองเข้ามาในองค์กรหมาย ความว่า อำนาจในการตัดสินใจเลือกซื้อตกไปอยู่ในมือของพนักงาน ที่สำคัญกว่านั้นคือ พนักงานจะเป็นผู้ดูแลอุปกรณ์ชิ้นนั้น ๆ เอง และยังอาจจะมีการใช้งานเพื่อความบันเทิงส่วนตัวกับครอบครัวอีกด้วย ผลสำรวจจากบริษัทวิจัย คานาลิส เมื่อปลายปีที่แล้ว พบว่า สินค้าอิเล็กทรอ นิกส์ที่ผู้ใช้งานร้อยละ 35 ในเอเชียแปซิฟิกอยากได้ในปี 2557 นี้ คือแท็บเล็ตเครื่องใหม่เพื่อนำมาใช้ทั้งในการทำงานและความบันเทิงส่วนตัว รองลงมาคือแล็บท็อป ประมาณร้อยละ 25 เทรนด์ BYOD เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปนับจากนี้ และเส้นที่แบ่งระหว่างงานกับความบันเทิงกำลังบางลงไปทุกขณะ จึงมีความเป็นได้สูงที่พนักงานอาจดาวน์โหลดไฟล์ไม่มีลิขสิทธิ์ที่อาจมีมัลแวร์ซึ่งเป็นอันตรายมาติดตั้งในเครื่อง และถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของข้อมูลองค์กร เมื่อนำเครื่องนั้น ๆ มาเชื่อมต่อกับที่ทำงาน ดังนั้นจึงควรกำหนดระเบียบให้ชัดเจน เพื่อความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของทั้ง 2 ฝ่าย จะทำอย่างไรถ้าแล็บท็อปของพนักงานหาย แนวทางความปลอดภัยขั้นพื้นฐานคือ จะต้องมีการลงลายมือชื่อในข้อตกลงกันตั้งแต่แรกเมื่อจะมีการนำแล็บท็อปส่วนตัวมาใช้งาน เช่น ถ้าหากเครื่องหายไป บริษัทมีสิทธิสั่งลบข้อมูลในเครื่องจากทางไกล หรือ  remote wipe ได้ทันทีเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายเข้าถึงข้อมูลขององค์กรจากเครื่องดังกล่าวได้ ขณะเดียวกัน องค์กรเองก็ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของพนักงานด้วย นั่นหมาย ความว่า องค์กรไม่มีสิทธิที่จะเข้าถึงไฟล์ ส่วนตัวของพนักงานในเครื่องนั้น ๆ ได้เช่นเดียวกัน นางกฤติยา เอี่ยมศิริ ผู้จัดการฝ่ายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า องค์กรที่ต้อง การนำแนวคิด BYOD ไปใช้ จะต้องคำนึงถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบัน บริษัทหรือองค์กรที่เป็นสถาบันการเงิน ยังไม่อนุญาตให้พนักงานนำเครื่องส่วนตัวมาทำงานโดยเชื่อมต่อกับระบบขององค์กรโดยเด็ดขาด เพราะหากเกิดความผิดพลาด เช่น เครื่องของพนักงานมีมัลแวร์ และเข้ามาขโมยข้อมูลทางการเงินของลูกค้า จะเกิดความเสียหายสูงมาก “อย่างไรก็ตาม บริษัทในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เริ่มมีการหันมาตอบรับแนวคิด BYOD นี้กันบ้างแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย  แต่ควรที่จะให้ความสำคัญกับข้อมูลในองค์กรให้มากขึ้น เพราะว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยเหล่ามิจฉาชีพอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กรได้เช่นกัน ซึ่งอันตรายมักจะมาจากมัลแวร์ในซอฟต์แวร์เถื่อนนั่นเอง” นางกฤติยา กล่าวเพิ่มเติม ไมโครซอฟท์ แนะนำให้ตรวจสอบสินทรัพย์ซอฟต์แวร์หรือ SAM (Software Asset Management) เพื่อให้รู้สถานะปัจจุบันว่าซอฟต์แวร์ในเครื่องขององค์กรนั้น ยังคงเป็นเวอร์ชั่นที่ได้สนับสนุนจาก ผู้ให้บริการอยู่ เพราะว่าการตรวจสอบนี้จะทำให้องค์กรเห็นได้ทันทีว่าซอฟต์แวร์ใดหมดอายุแล้ว แล้วอาจจะเป็นช่องโหว่เปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงระบบขององค์กรได้ องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะใช้ประโยชน์จากแนวคิด BYOD ได้อย่างเต็มที่.  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วิธีรับมือเทรนด์ BYOD ให้ปลอดภัย

  • สังคมก้มหน้ากับสมาร์ทโฟน – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    สังคมก้มหน้ากับสมาร์ทโฟน – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    ตั้งแต่เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนที่ความสามารถน้อง ๆ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะได้เข้ามามีบทบาทในสังคมของเรามากขึ้น รวมทั้งโมบายแอพพลิเคชั่นบนระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ที่ทยอยออกมาช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของเราให้ในแทบจะทุก ๆ ด้าน แถมประสิทธิ ภาพการทำงานก็พอฟัดพอเหวี่ยงกับคอม พิวเตอร์ตั้งโต๊ะเสียอีก คุณผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่าเดี๋ยวนี้คุณผู้อ่านและคนรอบตัวใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนเหล่านี้มากกันแค่ไหนและบ่อยกันแค่ไหน ผมคุยกับลูกศิษย์ในภาควิชาเทคโน โลยีสารสนเทศและการสื่อสารของผม บางคนตอบผมได้ทันทีโดยแทบจะไม่มีการหยุดคิดเลย ว่าวัน ๆ หนึ่งเขาใช้เวลาอยู่กับมือถือมากกว่าการทำกิจกรรมอย่างอื่นทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ตื่นนอนก็มีนาฬิกาปลุก การแจ้งเตือนกิจกรรมที่ต้องทำ อ่านปฏิทินว่าวันนี้มีงานอะไรบ้าง เขียนบันทึก คุยกับเพื่อนทางไลน์ อ่านข่าวสารทางทวิตเตอร์ ตามข่าวเพื่อนในเฟซบุ๊ก แชร์รูปหรือวิดีโอลงอินสตาแกรม เล่นเกมออนไลน์ รวมไปถึงการอ่านข่าวสารบันเทิงต่าง ๆ บนเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดอินเทอร์เน็ต คำถามที่น่าสนใจต่อไป คือ แล้วจำนวนคนใช้สมาร์ทโฟนกับจำนวนคนใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะล่ะ อันไหนมีตัวเลขหรือสัดส่วนมากกว่ากันในความเป็นจริง ที่สหรัฐอเมริกา บริษัทวิจัย Enders Analysis ได้ทำการสำรวจและวิจัยในประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยรวบรวมตัวเลขการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนในสหรัฐอเมริกา ผลการวิจัยที่ได้ชี้ชัดว่าคนในประเทศใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตทางโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกันข้ามกับปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตทางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ค่อย ๆ ลดลง ถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็อาจไม่รู้สึกแปลกใจอะไรใช่ไหมครับ หลาย ๆ คนอาจจะยังคิดด้วยซ้ำว่ามันก็แค่กระแสชั่วครั้งชั่วคราว ยังไงซะจำนวนคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็ต้องมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาวอยู่ดี ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ตรงนี้ล่ะครับ ยิ่งทางบริษัทเก็บผลการสำรวจมาเรื่อย ๆ ต่อเนื่องทุก ๆ เดือนตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2013  จนมาเดือนมกราคมในปี ค.ศ. 2014 นี้ สิ่งที่พบคือจำนวนคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางมือถือนั้นมีถึง 55% ซึ่งมากขึ้นจนแซงหน้าจำนวนคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นครับทางบริษัทยังค้นพบด้วยว่าในจำนวนผู้คนที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือนั้น ส่วนใหญ่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางแอพพลิเคชั่นมากกว่าผ่านเว็บบราว เซอร์ของมือถือเอง เหตุผลง่าย ๆ ก็เพราะผู้ผลิตเหล่านั้นทำแอพพลิเคชั่นออกมาตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้ใช้มากกว่านั่นเอง ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ให้ภาพที่ชัดเจนถึงบทบาทของโทรศัพท์มือถือที่มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังบ่งบอกถึงการเปลี่ยน แปลงของโลกเทคโน โลยีในศตวรรษที่ 21 ของเราด้วยนะครับ ว่ามันถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วยอัตราเร่ง หรือเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  แบบก้าวกระโดด ดูเอาจากจำนวนแอพพลิเคชั่นบนแอพสโตร์และเพลย์สโตร์ของสองระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่อย่างไอโอเอสและแอนดรอยด์สิครับ ตอนนี้มีจำนวนนับหมื่นนับแสนรองรับทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ และสมาร์ททีวี แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา แต่เหล่าโปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาไม่ว่าจะแบบแอพฟรีหรือแอพเสียเงินก็ไม่ย่อท้อ ยังคงวิ่งไล่การเปลี่ยนแปลงแข่งขันกันพัฒนา อัพเดท และออกแอพรุ่นใหม่ ๆ กันอยู่ตลอดเวลา ช่องทางการเผยแพร่แอพพลิเคชั่นผ่านแอพสโตร์และเพลย์สโตร์นี้ ถือเป็นช่องทางที่เป็นความหวังใหม่สำหรับคนรักการเขียนโปรแกรมในยุคโลกาภิวัตน์และโลกไร้พรม แดนนี้จริง ๆ ครับ ถ้าเป็นแต่ก่อนการจะทำแอพพลิเคชั่นอะไรสักอย่างให้เผยแพร่ใช้งานกันได้ทั่วโลกนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ ถ้าไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มีอำนาจต่อรองระดับโลก แต่เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ ต่อให้ไม่ได้เป็นพนัก งานบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ไม่ได้เรียนจบมาทาง การเขียนโปรแกรม ไม่ได้รู้จักหรือมีเครือข่ายกับบริษัทใหญ่โต ใช้แค่ความสามารถของตัวเองสร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมา ส่งให้ทางแอพสโตร์และเพลย์สโตร์พิจารณาได้เหมือน ๆ กับที่คนอื่น ๆ ทั่วทั้งโลกทำกัน ถ้าแอพที่เราทำขึ้นผ่านมาตรฐานที่กำหนด มันก็จะได้ขึ้นไปปรากฏให้ผู้คนทั่วโลกได้ดาวน์โหลดไปลองใช้งานได้แล้ว เมื่อรู้ข้อมูลอย่างนี้แล้ว ต่อไปใครคิดจะพัฒนาเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นโดยสนใจแค่ให้มันทำงานได้ดีบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ไม่ได้ให้ความสนใจว่ามันจะทำงานได้ดีหรือดูสวยงามน่าใช้บนหน้าจอมือถือหรือไม่ ใครคนนั้นก็คงต้องกลับมาทบทวนเปลี่ยนความคิดของตัวเองใหม่แล้วล่ะครับ ในเมื่อเทคโนโลยีมือถือก้าวแซงหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปแล้ว แถมยังมีแนวโน้มจะเร่งเครื่องทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ อีก การจะพึ่งพาอินเทอร์เน็ตทำอะไรโดยละเลยกลุ่มผู้ใช้เกินกว่าครึ่งนี้ไปคงไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ในยุคที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีเปิดกว้างให้กับผู้มีความสามารถทั่วโลกเช่นนี้ แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับจะเลือกแบบไหน ระหว่างการอยู่กับรูปแบบอำนาจและการผูกขาดเดิมที่แม้จะยังคงยิ่งใหญ่อยู่ แต่ก็ถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ กับการลุกขึ้นมาใช้ความสามารถของตัวเองเป็นแรงให้ออกวิ่งไล่ตามควบคู่ไปกับโลกที่ไม่หยุดหมุนนี้ สู่อนาคตที่เปิดกว้างรออยู่ข้างหน้า. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สังคมก้มหน้ากับสมาร์ทโฟน – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี