ซิป้า ชี้ 3 อุตสาหกรรมหลักท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และบริการสุขภาพ ยังต้องการใช้ซอฟต์แวร์อีกมาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เน้นครอบคลุม ใช้ง่าย และราคาสมเหตุสมผล นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ ซิป้า เปิดเผยว่า ซิป้าได้จัดทำโครงการสำรวจการใช้ซอฟต์แวร์ในภาคอุตสาหกรรม ประจำปี 2556 โดยสำรวจใน 3 อุตสาหกรรมหลักคือ ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และบริการสุขภาพ เพื่อศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพ และความต้องการใช้ซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ เพื่อนำไปวางกรอบนโยบายในการส่งเสริมการใช้ และการผลิตซอฟต์แวร์ต่อไปในอนาคต ทั้งนี้จากผลการสำรวจ พบว่า ในอุตสาห กรรมดังกล่าวยังมีความต้องการใช้งานซอฟต์ แวร์อีกมากโดยองค์กรขนาดใหญ่และขนาดกลางส่วนใหญ่มีปัญหาด้านซอฟต์แวร์ที่ใช้งานอยู่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานได้ทั้งหมด ขณะที่องค์กรขนาดเล็ก นอกจากจะมีปัญหาด้านงบประมาณแล้วยังขาดแคลนบุคลากรในการดูแลระบบไอทีอีกด้วย ดังนั้นจึงควรส่งเสริม และอบรมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งขนาดกลาง-เล็ก ได้มีพื้นฐานความรู้ในการใช้ซอฟต์แวร์อย่างถูกต้อง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ซิป้ายังมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับความต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเองในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ที่มีความต้องการเฉพาะตามแต่อุตสาหกรรมหลักต่าง ๆ ของประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ดีสำหรับผลการสำรวจด้านบุคลากรไอทีพบว่าทั้ง 3 อุตสาหกรรมหลัก มีบุคลากรด้านไอทีโดยตรงเฉลี่ยไม่เกิน 1% ของจำนวนบุคลากรทั้งหมด และผู้ประกอบการทั้ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรม มีข้อพิจารณาในการเลือกซื้อซอฟต์แวร์ คือ ซอฟต์แวร์ใช้งานได้ครอบคลุม ใช้งานได้ง่าย และมีราคาที่สมเหตุสมผล.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซิป้าชี้โอกาสนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย 3อุตสาหกรรมหลักยังต้องการอีกมาก
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

ซิป้าชี้โอกาสนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย 3อุตสาหกรรมหลักยังต้องการอีกมาก
-

17 ปี…ลอยตัวค่าเงินบาท ตั้งการ์ดรับมือเงินไหลเข้า
ย้อนหลังกลับไปในวันที่ 2 ก.ค. เมื่อ 17 ปีก่อน ผู้ที่สามารถรับรู้และจดจำกับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจได้ คงไม่ลืมวิกฤติครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทชั่วข้ามคืน หลังจากไทยไม่สามารถต้านทานการเข้าโจมตีค่าเงินบาทจากพ่อมดการเงินสารพัดสำนักได้ แม้ว่าแบงก์ชาติได้พยายามทุ่มเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเข้าสู้เพื่อปกป้องค่าเงิน จนส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเหลือเพียง 2,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปลายปี 39 อยู่ที่ 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สุดท้ายกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จนนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สถาบันการเงินหลายสิบแห่งต้องปิดตัวลง และสร้างความเสียหายต่อธุรกิจในภาคส่วนต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพราะแค่ในวันแรกหลังจากปล่อยลอยตัว ค่าเงินบาทก็อ่อนค่าไปที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากก่อนหน้านั้นที่ทางการควบคุมอัตราไว้ที่ประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากนั้น เงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องจนไปอ่อนค่ามากสุดในเดือน ม.ค. 41 ที่ระดับ 56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการที่กู้เงินจากต่างประเทศมีหนี้ท่วมหัว ส่งผลให้ธุรกิจเจ๊งกันระนาว ส่วนเสถียรภาพทางการเงินการคลังของไทยในขณะนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะหนี้ต่างประเทศคงค้างของไทย ทะยานขึ้นจาก 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 33 มาอยูที่ 109,276 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ที่มีสัดส่วนถึง 65 % ของหนี้ต่างประเทศรวม แต่สัดส่วนเงินสำรองต่อหนี้ระยะสั้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 70.40% ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดได้ส่งสัญญาณหายนะมาก่อนหน้า เพราะขาดดุลมาตั้งแต่ปี 37 และเป็นการขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความพยายามลืมความเจ็บปวดเพื่อลุกขึ้นใหม่ ประกอบกับวันเวลาที่ผ่านไป ได้ช่วยให้แผลจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นค่อย ๆ จางลงไปเป็นลำดับ ขณะที่เศรษฐกิจและฐานะการเงินการคลังของไทย จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับค่าเงินบาท ที่ฟื้นตัวจากระดับเกินครึ่งร้อยต่อดอลลาร์ กลับมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในบางครั้งก็มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการไหลเข้าของกระแสเงินทุน จนทางการต้องมีทั้งยาแรงยาเบามาสกัดอยู่เป็นระยะ โดยที่เล่นกันหนักสุด ก็คงเป็นมาตรการกันสำรอง 30% เงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้น ในปี 49 ที่ถูกมองว่าเป็นการใช้ยาเกินขนาด จนตลาดหุ้นและภาคธุรกิจต่าง ๆ ปั่นป่วนกันไปพักใหญ่ ก่อนที่จะทยอยลดยา และเลิกยาไปในที่สุด กลับมาสู่ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ค่าเงินบาทในทุกวันนี้ถือว่ามีความแข็งแกร่งในตัวเองอยู่พอสมควร เพราะแม้จะต้องเผชิญกับวิกฤติการเมืองในประเทศ รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เงินบาทก็ยังเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างมีเสถียรภาพ และเกาะกลุ่มไปกับสกุลเงินภูมิภาค ภายใต้การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนแบบปล่อยลอยตัวแต่มีการจัดการของ ธปท. อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้า พบว่ายังมีความท้าทายจำนวนมากรอพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเงินบาท และฝีมือการจัดการของ ธปท. อยู่เช่นกัน ทั้งการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาค มีการไหลวนในอัตราที่เร็วขึ้น และมีความเชื่อมโยงของปัจจัยต่าง ๆ ต่อกันมากขึ้น ผนวกกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดวงเงินของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี จนหมดภายในปีนี้ ก่อนที่อาจเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ก็ทำให้เงินทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ไหลกลับไปที่สหรัฐอเมริกามากขึ้น และจะกดดันให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่อ่อนลง โดยเท่าที่ดูจากความเห็นของหลายสำนัก ก็มองไปในทางเดียวกันว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนกลับไปอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสิ้นปีนี้ เมื่อการไหลเวียนของเงินทุนในตลาดโลก เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่การบริหารจัดการของ ธปท. ทำได้ภายในขอบเขตหนึ่งเท่านั้น ก็เป็นหน้าที่ของภาคธุรกิจที่ต้องช่วยเหลือและดูแลตัวเอง ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกขณะที่ของภาวะค่าเงินลอยตัว โดยผู้ประกอบการอาจบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น สัญญาการซื้อขายล่วงหน้า และกระจายสกุลเงินที่ใช้ในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐต่อบาท ซึ่งจากการการันตีของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมา ภาคธุรกิจของไทยมีการเรียนรู้และปรับตัวได้ไว พอรับมือกับความผันผวนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น พออุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า แม้ความผันผวนและความไม่แน่นอนจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับระบบการเงินโลกอย่างแยกกันไม่ได้ แต่ค่าเงินบาทและผู้เล่นที่เกี่ยวพันกับค่าเงินบาท ทั้งในส่วนของภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผู้กำกับดูแลอย่าง ธปท. มีความพร้อมมากขึ้น ในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแต่ความรอบคอบ รัดกุม และความเคร่งครัดในการบริหารความเสี่ยง ยังเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือไว้ตลอดเวลา เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในโลกที่เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีและบ้าคลั่งอย่างในปัจจุบัน แค่พลาดครั้งเดียวอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ครั้งใหม่ และไปเพิ่มประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำให้กับระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง!. สุกัญญา สังฆธรรม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 17 ปี…ลอยตัวค่าเงินบาท ตั้งการ์ดรับมือเงินไหลเข้า -

พร้อมลุยนโยบายศุลกากร
นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งจะต้องมีการหารือร่วมกับผู้บริหารของกรมฯ เกี่ยวกับแนวทางและวิธีการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแผนงานของกรมฯ ว่ามีโครงการใดบ้างที่ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีโครงการใดที่ยังคงติดค้างอยู่ ก็ต้องเร่งเข้าไปสานต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์โดยเร็วที่สุด โดยหลักการทำงานในเบื้องต้นจะต้องสอดคล้องและเป็นไปตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นอกจากนี้ จะเข้าไปดูเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าที่ได้รับมอบหมายที่ 131,000 ล้านบาท โดยยอมรับว่าปัจจัยที่มีผลกดดันการทำงานที่สำคัญได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งมีผลต่อการนำเข้าสินค้าของผู้ประกอบการ และส่งผลกดดันการทำงานของกรมศุลกากรมากที่สุด แต่ก็ต้องมีการปรับตัว และเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ “เรื่องเป้าหมายรายได้เมื่อสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไม่ได้ปรับลดเป้าหมายให้ ก็ต้องเดินหน้าตามเป้าหมายเดิมให้ดีที่สุด ต้องไปดูว่าส่วนไหนยังมีอะไรให้ทำได้บ้าง เพราะการจัดเก็บภาษีเป็นหน้าที่ของกรมจัดเก็บที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่หลายคนจับตาเกี่ยวกับการประมูลรถยนต์หรู 300 คันในวันที่ 4 ก.ค. นี้นั้น ผมเพิ่งเข้าไปทำงานก็อาจจะยังไม่มีการปรับหลักเกณฑ์อะไร เพราะเรายังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะเข้าไปรื้อเกณฑ์ของคนที่เคยทำอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ก็จะมีการพิจารณาในระยะต่อไปเมื่อมีการหารือและและมีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พร้อมลุยนโยบายศุลกากร