เดือน: กรกฎาคม 2014

  • แอร์เอเชียหั่นเป้าหลังผู้โดยสารลด

    แอร์เอเชียหั่นเป้าหลังผู้โดยสารลด

      นายสันติสุข คล่องใช้ยาผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า ได้ปรับเป้าหมายผู้โดยสารที่ใช้บริการปี57 ลงประมาณ 7 แสนคน จากเดิมตั้งเป้าหมายไว้ที่ 13.3 ล้านคน เหลือ 12.6 ล้านคน แต่ยังเติบโต15-20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มีผู้โดยสาร10.5 ล้านคน โดยสาเหตุที่ต้องปรับเป้าหมายเพราะผู้ใช้บริการในครึ่งปีแรกลดลง จากผลกระทบทางการเมืองประกอบกับไทยแอร์เอเชียได้ปรับลดการรับเครื่องบินใหม่ในปีนี้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การบินโดยลดจากเดิมมีแผนซื้อเครื่องบินใหม่ 8 ลำ เหลือ 5 ลำ ทำให้ปีนี้มีเครื่องบินเพิ่มจาก 35ลำ เป็น 40 ลำ   “นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลงโดยเฉพาะตลาดจีนที่มีสัดส่วนถึง 20% ซึ่งเมื่อตลาดต่างประเทศมาน้อยลง ก็กระทบต่อยอดการเดินทางในประเทศให้ลดลงด้วยแต่ผู้โดยสารคนไทยที่เดินทางภายในประเทศยังมีอัตราทรงตัวเป็นปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนอย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังมานี้แนวโน้มผู้โดยสารปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องและคาดว่าในไตรมาสสี่ ผู้โดยสารจะฟื้นตัวได้ชัดเจน โดยเราตั้งเป้าหมายว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นไปอัตราผู้โดยสารเดินทางจะเพิ่มขึ้นเป็น 85-86% ซึ่งทำให้ตลอดทั้งปีมีอัตราผู้โดยสารเกิน 80%” นายสันติสุขกล่าวต่อว่า แอร์เอเชียคาดหวังว่าในไตรมาสสี่ไทยจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวโดยได้ทำแผนเชิงรุกเปิดเส้นทางบินใหม่ รวมถึงเพิ่มเที่ยวบินจากเส้นทางที่มีอยู่ โดยล่าสุดได้เปิดเที่ยวบินกรุงเทพฯ-สกลนคร2 เที่ยวบินต่อวัน ราคาโปรโมชั่นเริ่มต้นที่ 390 บาทต่อเที่ยวสำรองที่นั่งได้ถึงวันที่ 10ส.ค.57 เริ่มเดินทางตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.57– 31 ก.ค.58 นอกจากนี้กำลังศึกษาเปิดเส้นทางใหม่จากภาคเหนือสู่ภาคใต้หรือจากภาคใต้สู่อีสานเพิ่มขึ้น ส่วนเส้นทางต่างประเทศกำลังพิจารณาอาจเพิ่มเส้นทางบินใหม่จากจีนมาไทยตามหัวเมืองจังหวัดต่างๆ  เพราะคาดหลังจากนี้แนวโน้มชาวจีนเดินทางมาไทยจะกลับมาคึกคักหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบให้ยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวจีนตั้งแต่วันที่1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป และทราบว่าตัวแทนจำหน่ายในจีนได้มียอดจองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแล้วทำให้ปีนี้ตลาดจีนจะเติบโตได้ 20%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แอร์เอเชียหั่นเป้าหลังผู้โดยสารลด

  • ชง11มาตรการกระตุ้นค้าปลีกเติบโต

    ชง11มาตรการกระตุ้นค้าปลีกเติบโต

     น.ส.บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสมาคมได้ยื่น 11 มาตราการ เพื่อขับเคลื่อนดัชนีสมาคมค้าปลีกไทยให้กลับมาเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 6-7% แก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาเผชิญกับปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้อุตสาหกรรมเติบโตไปเพียง 4.6% ทั้งนี้ 11 มาตราการ ประกอบด้วย เสนอให้จัดตั้งกระทรวงพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เพราะปัจจุบันผู้ดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอีที่เกี่ยวเนื่องในธุรกิจค้าปลีกมีปริมาณสูงถึง 85% ของผู้ประกอบการทั้งหมด, เร่งหามาตราการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน, รัฐบาลควรให้การสนับสนุนการขยายตัวของภาคค้าปลีกอย่างชัดเจน เนื่องจากภาคค้าปลีกสร้างรายได้ให้แก่ประเทศมากเป็นอันดับสอง หรือ 14% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) , ยกเลิกภาษีเงินกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศ ส่งเสริมให้นักลงทุนนำเงินกลับประเทศ, ลดภาระค่าครองชีพ ด้วยการตรึงราคาสินค้าจำเป็น ขณะเดียวกันได้รวมถึง การส่งเสริมการค้าชายแดน รวมถึงอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดหน้าด่านและพัฒนาเส้นทางขนส่งเพื่อให้ส่งสินค้าได้รวดเร็ว, สร้างความเชื่อมั่นเรียกบรรยากาศการจับจ่ายและการลงทุน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว, ลดราคาภาษีสินค้าหรูให้เหลือ 0-5% จากปัจจุบันที่ 25-40% เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและพัฒนาไทยเป็นจุดมุ่งหมายในการท่องเที่ยวแบบครบวงจร, ส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ให้เกิดการแข่งขัน สร้างรายได้เพิ่มให้ประเทศ, รัฐบาลควรให้การสนับสนุนผู้ค้าปลีกไทยในการลงทุนในต่างประเทศ และเสนอให้ตั้งหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางในการออกใบอนุญาตทั้งหมดให้เสร็จขั้นตอนเดียว “ช่วงครึ่งปีหลังภาคค้าปลีกน่ากลับมาเติบโตได้ดีขึ้นจากการสนับสนุนของคสช. ประกอบกับแนวโน้มโดยรวมที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยจะเห็นได้ชัดในไตรมาส4 ซึ่งภาคท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยส่งเสริมหลัก รวมถึงการอนุมัติงบการลงทุนภาครัฐฯในปี58 ที่กำลังจะออกมา ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีความมั่นใจและเดินหน้าลงทุนอีกครั้ง ทำให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ กระตุ้นให้ธุรกิจค้าปลีกกลับมาคึกคัก” ทั้งนี้ใน6 เดือนที่ผ่านมาภาพรวมดัชนีสมาคมค้าปลีกไทยเติบโตเพียง 4.6% จากการชะลอการจับจ่าย เพราะบรรยากาศภายในประเทศไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้การบริโภคสินค้าไม่คงทน หรืออาหาร เติบโต 5.0% จากปีก่อนที่เติบโต 4.5% ซึ่งเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นจากอัตราการบริโภคปีก่อนที่หดตัวลงจากปกติ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีรายได้ต่ำรวมถึงเกษตรกรว่ายัง ไม่ฟื้นตัว โดยอาจมาจากราคาผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ประกอบกับภาระหนี้สินของครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชง11มาตรการกระตุ้นค้าปลีกเติบโต

  • ส่งออกครึ่งปีแรกยังติดลบ

    ส่งออกครึ่งปีแรกยังติดลบ

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ยอดส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 57 อยู่ที่ 19,842.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า19,097.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวม 6เดือนแรกของปี (ม.ค. – มิ.ย.) ยอดส่งออกมีมูลค่ารวม 112,704.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐลดลง 0.35% แต่ทั้งปีมั่นใจว่ากระทรวงจะผลักดันการส่งออกไทยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ20,600 ล้านดอลลาร์ฯ เพื่อให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมายปี 57 ที่วางไว้ 3.5% เนื่องจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าเกษตร และ อุตสาหกรรมเกษตร มีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ,อียู และ จีนสำหรับตัวเลขการนำเข้าเดือนมิ.ย. 57 อยู่ที่ 18,049.4 ล้านดอลลาร์ฯ ลดลง 14.03% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 20,994.6ล้านดอลลาร์ฯ เมื่อรวม 6 เดือนมูลค่านำเข้าอยู่ที่ 112,467.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 14% ส่งผลให้ในเดือน มิ.ย. 57ไทยมีดุลการค้าระหว่างประเทศเกินดุล 1,792.9 ล้านดอลลาร์ฯ และเมื่อรวม 6เดือนเกินดุล 236.7 ล้านดอลลาร์ฯ“หากพิจารณาเป็นมูลค่าของเงินบาทพบว่าในเดือนมิ.ย. ส่งออกขยายตัว 13.45% เมื่อรวม6 เดือนส่งออกขยายตัว 9.14% ส่วนนำเข้า เดือน มิ.ย. ลดลง 6.22%และรวม 6 เดือนลดลง 6%”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส่งออกครึ่งปีแรกยังติดลบ