เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ไลน์เปิดช่องทางแชทลับตั้งเวลาทำลายได้ใน 2 วินาที

    ไลน์เปิดช่องทางแชทลับตั้งเวลาทำลายได้ใน 2 วินาที

    วันนี้ (23 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอพพลิเคชั่นแชทที่โด่งดังที่สุดอย่าง ไลน์(LINE)ได้อัพเดทเวอร์ชั่นล่าสุด (4.5.0) ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ “แชทลับ” (Hidden Chat) ที่จะทำให้การสนทนามีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้นหลายคนคงสงสัยกับวิธีการเล่น  “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สรุปวิธีการเล่นพร้อมทั้งอธิบายอย่างคร่าวๆ ให้เข้าใจได้ง่ายดังนี้โดยเวอร์ชั่นไลน์(LINE)ล่าสุด(4.5.0)ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ “แชทลับ”(Hidden Chat)ได้พัฒนาให้มีลูกเล่นเสริมขึ้นมาใหม่ และเมื่ออัพเดตแอพพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว ให้เข้าไปที่หน้าสนทนาตามปกติ จากนั้นแตะปุ่มลูกศรสีดำด้านบนจะปรากฏเมนูเพิ่มเติมขึ้นมาว่ามีแชทลับ(Hidden Chat),โทรฟรี(Free Call)และโทรด้วยวีดีโอ(Video Call)และให้เลือกที่แชทลับ(Hidden Chat)เริ่มสนทนาได้ทันทีทั้งนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวมีคุณสมบัติใหม่คือการส่งข้อความหาเพื่อน แล้วจะโชว์ภายในระยะเวลากำหนดเมื่อเปิดอ่าน และสามารถใช้ได้ในการสนทนาแบบ1ต่อ1เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถส่งข้อความในรูปแบบตัวอักษร รูปภาพสถานที่ สติ๊กเกอร์สนทนากันแบบปกติ โดยหลังจากผู้รับเปิดข้อความอ่าน ข้อความจะแสดงขึ้นมาตามระยะเวลาที่ผู้ส่งได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ และเมื่อครบกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ข้อความดังกล่าวจะหายไปโดยอัตโนมัติสำหรับเวลาที่สามารถปรับได้2วินาที 5วินาทีหรือ10วินาที1นาที1ชั่วโมง1วัน และสูงสุด1สัปดาห์ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ ฟีเจอร์ดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ในรูปแบบการสร้างห้องสนทนากลุ่มหรือห้องสนทนาที่มีสมาชิกจำนวนหลายคนได้(Group Chat) และส่วนข้อความที่ไม่ถูกเปิดอ่านเลย จะถูกลบออกจากประวัติการสนทนาภายใน2สัปดาห์นับตั้งแต่ได้รับข้อความ สำหรับฟีเจอร์“แชทลับ”(Hidden Chat)สามารถใช้ได้เฉพาะสมาร์ทโฟนเพียงท่านั้นไม่สามารถใช้ได้กับ แอพพลิเคชั่นไลน์( LINE )บนคอมพิวเตอร์(PC)โนเกีย(Nokia)Windows Phoneหรือโน๊ตบุ๊ค(Notebook)

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไลน์เปิดช่องทางแชทลับตั้งเวลาทำลายได้ใน 2 วินาที

  • ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดปี 57 จีดีพีขยายตัว 1.6-2.4%

    ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดปี 57 จีดีพีขยายตัว 1.6-2.4%

    นางอภิรดี ยิ้มละมัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 57 จะสามารถขยายตัวได้ 1.6-2.4% ต่อปี เพราะเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีหลังปรับตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรก ขยายตัวอยู่ที่ 2.5-3.5% ต่อปี  เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนสามารถขยายตัวได้ นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมือง การเร่งรัดจ่ายเงินโครงการจำนำข้าว ปีการผลิต 56/57 ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ใช้จ่ายในการลงทุนทางการเกษตรและการบริโภคภาคชนบท รวมทั้ง ผลจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 และการอนุมัติแผนงบประมาณรายจ่ายปี  58 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ สนับสนุนให้วงเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ​เศรษฐกิจการเกษตรไทยครึ่งหลังปี 57 มีแนวโน้มจะขยายตัว 2.6-3.2% เนื่องจากการขยายตัวของผลผลิตพืชสำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมันและผลไม้ ในครึ่งหลังของปี รวมถึงแนวโน้มผลผลิตไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ ที่เพิ่มมากขึ้น และกุ้งขาวแวนนาไม มีแนวโน้มที่ดีในการแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน (อีเอ็มเอส) ทำให้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน “ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรในครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและส่งผลต่อเนื่องให้รายได้ของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน ภัยแล้ง ภาวะน้ำท่วม และโรคระบาดที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรเสียหายได้” ​ขณะที่ สินค้าเกษตรที่จะมีราคาสูงขึ้น ในครึ่งหลังปี 57ได้แก่ มันสำปะหลัง มีราคาอยู่ในช่วงกิโลกรัมละ 2.15-2.20 บาท, อ้อยโรงงานและน้ำตาลทราย 12.20-13 บาท, ไก่เนื้อ มีราคาอยู่ในช่วงกิโลกรัมละ 42.80-44 บาท และสุกร มีราคาอยู่ในช่วงกิโลกรัมละ  69-72 บาท สำหรับสินค้าเกษตรที่คาดว่าราคาจะลดลงเล็กน้อย ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และกุ้งขาวแวนนาไม ทั้งนี้ คาดว่าราคาข้าวเปลือกเจ้า 15 % ที่ความชื้น 15 % จะอยู่ที่ 7,700 – 7,800 บาทต่อตัน แต่หากความชื้นสูงกว่า 20 % ราคาอาจลดลงเหลืออยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ส่วนข้าวหอมมะลิราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ตันละ 14,000-15,000 บาท ซึ่งต้องรอดูว่าหลังจากนี้ภาครัฐจะมีมาตรการอะไรออกมาช่วยเหลือเกษตรกรอีกหรือไม่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดปี 57 จีดีพีขยายตัว 1.6-2.4%

  • ความสุขมวลรวมเกษตรกรพุ่ง

    ความสุขมวลรวมเกษตรกรพุ่ง

    นายสมศักดิ์  กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรทุกจังหวัดทั่วประเทศกว่า 2,346 ราย ช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ในหัวข้อระดับความสุขของเกษตรกรไทย พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวส่วนใหญ่มีความสุขมวลรวมเพิ่มขึ้นด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.35 จากคะแนนเต็ม 4 คะแนน คิดเป็น 88.6% ภายหลังได้รับเงินโครงการรับจำนำข้าวตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สะท้อนให้เห็นว่าหลังจากได้รับเงินแล้ว เกษตรกรมีสภาพคล่องในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และมีความหวังในอาชีพทำนามากขึ้นหลังจากรอคอยเงินในโครงการฯ มาไม่ต่ำกว่า 6-8 เดือน ส่งผลโดยตรงต่อระดับความสุขของเกษตรกรไทยภาพรวมอยู่ที่ระดับมากขึ้นกว่า 78.51% ทั้งนี้ เมื่อจำแนกความสุขมวลรวมตามอาชีพการเกษตรหลัก พบว่า เกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตรหลักทุกประเภทมีความสุขมวลรวมอยู่ในระดับมาก โดยเกษตรกรที่ทำสวนผลไม้มีคะแนนเฉลี่ยความสุขมวลรวมสูงสุด เนื่องจากเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงฤดูกาลผลไม้ออกสู่ตลาด เกษตรกรมีรายได้ รวมทั้ง ในปีนี้ไม่ประสบปัญหาภาวะผลผลิตล้นตลาดจึงทำให้ได้ราคาที่ชาวสวนผลไม้พอใจ รองลงมาคือ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและเลี้ยงไก่เนื้อ โดยราคาอ้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยพอใจ ขณะที่ไก่เนื้อมีทิศทางการส่งออกที่ดีขึ้นภายหลังประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ยกเลิกมาตรการกีดกัน “ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. ได้ทำการสำรวจความสุขของเกษตรกรไทย โดยวัดจากตัวชี้วัดความสุขใน 6 มิติ คือ ครอบครัวดี คะแนนเฉลี่ยมากที่สุด 3.41 คะแนน ตามมาด้วยสุขภาพดี 3.21 คะแนน สังคมดี 3.20 คะแนน การงานดี 3.14 คะแนน สุขภาพเงินดี 2.85 คะแนนและใฝ่รู้ดี 2.74 คะแนน โดยในแต่ละมิติมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก” อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้เกษตรกรมีระดับความสุขเพิ่มขึ้น ธ.ก.ส. ควรส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพผลผลิตทางการเกษตร ด้วยการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาเทคนิคการผลิต การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร และการสนับสนุนให้มีการทำอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ซึ่งจะทำให้ดัชนีชี้วัดด้านสุขภาพเงินดีและใฝ่รู้ดีมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสุขโดยรวมของเกษตรกรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส. ควรส่งเสริมการมีอาชีพเสริมทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร โดยการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพระยะสั้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนจนสามารถยึดเป็นอาชีพที่สองได้ ที่สำคัญคือ ควรให้คำแนะนำด้านการตลาดเพื่อสร้างช่องทางการจำหน่ายและกระจายสินค้า  โดยภาครัฐและส่วนงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งมาตรการช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจในมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ อาทิ การสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ความสุขมวลรวมเกษตรกรพุ่ง