เดือน: กรกฎาคม 2014

  • พาณิชย์รื้อกฎหมายแข่งขันทางการค้าใหม่

    พาณิชย์รื้อกฎหมายแข่งขันทางการค้าใหม่

    นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ กำลังปรับปรุงแก้ไข เนื้อหาสาระในพ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดจะแก้ไขทั้งฉบับ เพื่อให้เหมาะสมกับการบังคับใช้ในสภาพธุรกิจปัจจุบัน คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ เพื่อนำเสนอให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา หากได้รับความเห็นชอบ จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ เพื่อออกเป็นข้อกฎหมาย และให้มีผลบังคับใช้ต่อไปสำหรับสาระสำคัญที่จะปรับปรุงได้แก่ การแก้ไขคำนิยามของธุรกิจที่จะอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะต้องครอบคลุมถึงบริษัทในเครือ ที่ต้องนำมารวมเป็นส่วนแบ่งทางการค้า กับบริษัทแม่ด้วย เพราะถือว่าเป็นธุรกิจเดียวกัน หากรวมแล้วมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% ก็จะเข้าข่ายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด ตามมาตรา 25 จากเดิมที่กฏหมายยังไม่ได้กำหนดให้นำบริษัทในเครือมารวมพร้อมทั้งกำหนดให้รัฐวิสาหกิจที่มุ่งหวังทำกำไร และอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องอยู่ภายใต้ข้อกฎหมายฉบับนี้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจ สามารถดำเนินธุรกิจได้โดยอิสระ เช่น ขายต่ำกว่าทุนเพื่อหวังกำไร ซึ่งทำให้ธุรกิจเอกชนอื่นได้รับผลกระทบ“ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี ในการแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ ให้มีความเหมาะสม และสามารถบังคับใช้ได้จริง ซึ่งขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายมีความเป็นไปได้ ที่จะแก้ไขได้สำเร็จ”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์รื้อกฎหมายแข่งขันทางการค้าใหม่

  • แนะลดอำนาจรัฐมนตรี

    แนะลดอำนาจรัฐมนตรี

    นายปณิธาน จินดาภู อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แร่ ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการออกใบประทานบัตร เพื่อเปิดให้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ และใบอาชญาบัตร ใช้สำรวจแร่ โดยในกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ จะมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้น จากปัจจุบันที่อำนาจการอนุมัติจะอยู่ที่รมว.อุตสาหกรรมเพียงคนเดียว ซึ่งการกระจายอำนาจในการพิจารณาดังกล่าว จะช่วยให้การอนุมัติใบอนุญาตต่างๆเป็นไปอย่างรวดเร็ว และโปร่งใสมากขึ้นทั้งนี้ในพ.ร.บ.แร่ ฉบับปรับปรุงใหม่ จะแบ่งอำนาจการออกใบประทานบัตรออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับอนุมัติโดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จะพิจารณาประทานบัตรที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือเหมืองแร่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ , ระดับอนุมัติโดยอธิบดี กพร. จะพิจารณาออกประทานบัตรในเหมืองขนาดกลาง เช่น เหมืองหิน โรงโม่หิน และระดับอนุมัติโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล จะพิจารณาออกประทานบัตรเหมืองขนาดเล็ก ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เหมืองดินขาวส่วนการออกใบอาชญาบัตรให้มีการสำรวจแร่ จะแบ่งเป็นระดับเช่นกัน คือ ระดับอาชญาบัตรพิเศษ ออกโดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จะพิจารณาเหมืองแร่ที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10,000 ไร่ต่อ 1 คำขอขึ้นไป ระดับอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ ออกโดยอธิบดี กพร. หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะพิจารณาพื้นที่สำรวจขนาดกลางไม่เกิน 2,500 ไร่ และระดับอาชญาบัตรธรรมดา มีพื้นที่สำรวจขนาดเล็ก และไม่ใช้เครื่องจักรในการสำรวจ ซึ่งจะออกอาชญาบัตรโดยอบต.“จากการหารือในเบื้องต้น มองว่าหาก อบต. ยังไม่มีความรู้ ความชำนาญด้านเหมืองแร่ จะต้องส่งเจ้าหน้าที่ กพร. ออกไปให้ความรู้ โดยในช่องแรก ขอบข่ายการอนุมัติประทานบัตร และอาชญาบัตรธรรมดา ที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ อบต. จะโอนไปให้ผู้ว่าราชการรับผิดขอบก่อน จากนั้นค่อยโอนมาให้ อบต. อีกครั้ง ส่วนกฎหมายฉบับนี้ กพร.จะเร่งเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติภายในเดือนส.ค.นี้“นอกจากนี้กรม ฯ ยังเตรียมออกข้อบังคับจ้างวิศวกรควบคุมเหมืองแร่เป็นบุคลากรที่ขึ้นตรงกับกพร. เพื่อการกำกับ หรือตรวจสอบ และรายงานเหมืองแร่ที่อาจขุดเจาะเหมืองแร่นอกเขตที่ได้รับอนุญาต หรือมีการกระทำผิดต่างๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย ต้องรายงานมายังกพร.และบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ประกอบการอย่างจริงจัง จากที่ผ่านมาวิศวกรควบคุมเหมืองแร่จะเป็นลูกจ้างของผู้ประกอบการ ทำให้วิศวกร อาจละเลยหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมเหมืองแร่ให้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย กรมเหมืองแร่ฯ ใช้โอกาสแก้กฎหมาย ลดอำนาจรัฐมนตรี ออกประทานบัตรผูกขาดรายเดียว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะลดอำนาจรัฐมนตรี

  • พาณิชย์เตรียมรับมือลำไยล้นตลาด

    พาณิชย์เตรียมรับมือลำไยล้นตลาด

    นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ผลผลิตลำไย ที่จะออกสู่ตลาดพบว่าจะมีปริมาณรวม 534,046 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 3-5% ของผลผลิต โดยกรมการค้าภายในมีมาตรการต่าง ๆ ในการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกร ในการกระจายสินค้า เช่น การเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดแหล่งผลิตจากภาคเหนือ ไปชายแดน ด้านหนองคาย อุดรธานี สระแก้ว และจังหวัดในภาคกลาง ด้านสระบุรี นครสวรรค์ พร้อมทั้งหารือร่วมกับผู้ประกอบการและชาวสวนที่เชียงใหม่ ลำพูน เร่งให้มีการรับซื้อเพื่อแปรรูปและกระจายผลสดไปภาคอื่น ๆ“กรมฯ จะนำชาวสวน มาจำหน่ายลำไย ในงานต่าง ๆ เช่น ที่ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 22-27 ส.ค.57 หรือในงานธงฟ้าทุกภาค และจัดจำหน่ายลำไยคุณภาพดี ทั้งลำไยสด และแปรรูป ที่สนามบินสุวรรณภูมิ"นอกจากนี้ ยังร่วมกับห้างค้าปลีก เช่น เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เตรียมจัดจำหน่ายลำไยช่วงเดือนส.ค. 57 พร้อมทั้งประสานผู้ค้าจากเวียดนาม เร่งซื้อลำไย เพื่อส่งออกโดยกระจายรับซื้อในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา เชียงรายเพื่อส่งออกทุกวันสำหรับการประสานการเร่งรัดส่งออกกับ สคร. ที่ กรุงจาร์กาต้าประเทศอินโดนิเซีย ได้นำผู้แทนเกษตรกร ผู้ประกอบการไปร่วมงานจำหน่ายผลไม้ระหว่างวันที่ 18 ก.ค. – 17 ส.ค. และนำผู้นำเข้าจากอินโดเซีย มาพบผู้ประกอบการเชียงใหม่ ลำพูน หลังสิ้นสุดช่วงรอมฎอน เพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกอีกด้วย ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ จะช่วยระบายผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เตรียมรับมือลำไยล้นตลาด