25 ก.ค.นี้ พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติหรือ ททช. เป็นนัดแรก เพื่อวางแผนร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อทำงานร่วมกันที่จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไปถึงฝั่งฝันที่ 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 57 นี้ ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่คงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้แม้ปัญหาทาง การเมืองได้ยุติ ได้เหือดหายลงไปแล้ว แต่ต้องยอมรับว่า นักท่องเที่ยวในหลาย ๆ ชาติ ยังรู้สึกกังวล โดยเฉพาะในเรื่องของสวัสดิภาพความปลอดภัยของตน เอง จึงทำให้ไม่กล้าเดินทางเข้ามาเที่ยวเมืองไทย โดยเฉพาะ “กลุ่มทัวร์” ไม่กล้าเดินทางมา เพราะบริษัททัวร์ที่นำนักท่องเที่ยวมาไทยนั้น ไม่ยินยอมทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว เพราะเห็นว่าปัญหาการเมืองของไทยยังไม่นิ่ง! จึงเปลี่ยนเส้นทางไปเที่ยวที่อื่นแทน จับมือรับประกันภัยเอง ด้วยเหตุนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้หาทางออก ด้วยการออกรูปแบบประกันภัยนักท่องเที่ยวเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยังเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญ เพราะทันทีที่นักท่องเที่ยวแตะถึงแผ่นดินไทย จะได้รับการคุ้มครองในทุกรูปแบบทันที ทั้งกรณีเกิดอุบัติเหตุ สายการบินล่าช้า กระเป๋าหายหรือส่งล่าช้า หรือสนามบินปิด โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันเพียงแค่ 650 บาท แต่ได้รับสินไหมคุ้มครองสูงสุดที่ 1 ล้านบาท ซึ่งการันตีความน่าเชื่อถือได้จากการเข้าร่วมของ 3 บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ ที่เป็นผู้เสนอแพ็กเกจ ได้แก่ เมืองไทยประกันภัย เจ้าพระยาประกันภัย และสยามซิตี้ประกันภัย อย่างไรก็ตาม หากมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ก็ถือว่าน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากับบริษัททัวร์ก็ไม่ต้องกังวล สามารถเดินทางมาเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์ทั้งจาก ททท.เอง และจากบริษัททัวร์หรือเอเย่นต์ขายทัวร์ ว่าสามารถเข้าถึงได้มากน้อยเพียงใด หากเกิดการรับรู้ได้มากก็เท่ากับว่า นักท่องเที่ยวจะกลับมาไทยได้เร็วขึ้นในบางส่วน หากมองกลับกันในระยะยาวแล้ว ดูเหมือน ว่า ประกันภัยนี้ แทบไม่มีความจำเป็นกับนักท่องเที่ยว เพราะเมื่อทุกอย่างสงบปกติ การประภันภัยนักท่องเที่ยวก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม! เอกชนชี้แก้ไม่ตรงจุด ต้องยอมรับว่า พื้นฐานความต้องการของตลาดนักท่องเที่ยวแต่ละตลาด มีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น ตลาดจีน หากจะอยากดึงให้นักท่องเที่ยวมีความมั่นใจและอยากกลับมาเมืองไทยได้อย่างรวดเร็ว ก็ต้องเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าซึ่งเรื่องนี้ คสช. ก็รับลูกและเร่งดำเนินการยกเว้นค่าวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีนและไต้หวัน เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 1 ส.ค.-31 ต.ค. นี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ประเทศ คาดกันว่าอย่างน้อยเมื่อถึงสิ้นปีนักท่องเที่ยวจีนน่าจะอยู่ที่ 3.98 ล้านคน “วิชิต ประกอบโกศล” ประธานบริษัท ซีทีที กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ที่นำเข้าทัวร์จีน บอกว่า จริง ๆ แล้ว ทัวร์จากจีนจะทำประกันภัยให้อยู่แล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง การคลอดประกันภัยนักท่องเที่ยว ก็จะช่วย สร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ขณะนี้มีเหตุการณ์ทางการเมือง บริษัททัวร์ได้เช่าเหมาลำสายการบินตรง (ชาร์ เตอร์ไฟลต์) ไว้เป็นจำนวนมากแล้ว จากนั้นเมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นทำให้ต้องเช่าเหมาลำเปล่าเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวกล้ามา “เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว ไม่ใช่ว่า ทัวร์จากจีนต้องการเดินทางมาไทยทันที เพราะส่วนใหญ่ยังเข็ดกับการต้องสูญเสียเงินเปล่าไปในครั้งที่ผ่านมา การยกเว้นฟรีวีซ่า อย่างไรก็ดีที่สุด เพราะสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน” ด้านตลาดญี่ปุ่นนั้น “เอนก ศรีชีวะชาติ” อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) และดูแลตลาดหลักจากนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น บอกเช่นเดียวกันว่า หากเป็นชาวญี่ปุ่นนั้น แม้จะมีประกันภัยนักท่องเที่ยวที่สามารถทำได้ในประเทศไทย ก็ไม่ช่วยให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเพิ่มได้อย่างแน่นอน เนื่องจากลักษณะความเชื่อมั่นชาวญี่ปุ่น ต้องมองเห็นความปลอดภัยด้วยตัวเอง หรือจากกลุ่มที่สร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาได้ เช่น การมาเยือนไทยของกลุ่มเซเลบริตี้ นักร้องชื่อดังต่าง ๆ เป็นต้น ขณะที่ตลาดยุโรป เป็นการเดินทางระยะไกล และปัจจุบันกระแสการเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) กำลังมาแรง นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงต้องคาดหวังว่าตนเองมีความปลอดภัยมากที่สุดเมื่อมาเมืองไทย แต่ทั้งนี้ดูจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด ซึ่ง “พรทิพย์ หิรัญเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดสติเนชั่น เอเชีย นักเจาะตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นหลัก ยืนยันว่า นับเป็นการดีที่มีประกันภัยนักท่องเที่ยวออกมา เพราะจะยิ่งสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้ หาก มีวิธีอื่นที่จะเป็นยาแรงได้ดีกว่า น่าจะเป็นการจัดงาน หรืออีเวนต์ ใหญ่ ๆ ต่าง ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ ผ่านสารพัดสื่อ และเผยแพร่ไปทั่วโลกมากกว่า จัดบิ๊กอีเวนต์กระตุ้น อย่างไรก็ตามแนวคิดการออกประกันภัยครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับมากน้อยเพียงใดคงต้องรอดูทิศทางกันต่อไป แต่ที่แน่ ๆ ที่ทุกฝ่ายเชื่อว่าจะได้ใจ และสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้แน่นอน ก็คือ การจัด “บิ๊กอีเวนต์” ตลอดเส้นทางถนนราชประสงค์ ในวันที่ 25-26 ก.ค.นี้ ที่ ททท. ได้จับมือกับหลายฝ่ายหลายหน่วยงาน ขนดารานักร้อง ศิลปินไทยชื่อดัง มาร่วมสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ พร้อมดึงบรรดาผู้สื่อข่าว และบล็อกเกอร์ชื่อดังจากต่างประเทศมาร่วมชมงานกว่า 800 คน เพื่อให้เห็นบรรยากาศแห่งความสงบสุขด้วยตาตัวเอง ก่อนจะสื่อสารและกระจายข่าวไปทั่วโลก ซึ่งเมื่อนักท่องเที่ยวเห็นเมื่อใด จะตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินมาเที่ยวเมืองไทยได้เร็วขึ้นแน่นอน สุดท้าย…คงต้องรอดูกันต่อไปว่า มาตรการใดกันแน่ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุด!. เอวิกานต์ บัวคง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กระตุ้นท่องเที่ยวฟื้นภาพลักษณ์ แก้ปัญหาตรงจุดหรือละลายแม่น้ำ
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

กระตุ้นท่องเที่ยวฟื้นภาพลักษณ์ แก้ปัญหาตรงจุดหรือละลายแม่น้ำ
-

คลังลุยล้างคณะกรรมการแบงก์รัฐทั้งหมด
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ กระทรวงการคลังจะเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) ทั้งหมด โดยในส่วนของคณะกรรมการธนาคารออมสิน จะแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ ซึ่งมีรายชื่อกรรมการชุดใหม่ทั้งหมดแล้ว อยู่ระหว่างการลงนามแต่งตั้ง เพราะกำลังเจรจาให้กรรมการชุดเก่าลาออกจากตำแหน่งก่อนขณะเดียวกัน คณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ก็ได้รายชื่อกรรมการทั้งหมดแล้ว และจะเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบในวันที่ 22 ก.ค.57 โดยบุคคลที่เข้ามาเป็นประธาน ธพว.คนใหม่จะมาจากคนนอกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในวงการสถาบันการเงินรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากกรรมการธนาคารออมสินชุดเก่าไม่ลาออก ในวันที่ 22 ก.ค.57 กระทรวงการคลังจะเสนอให้ คสช. ปลดกรรมการชุดเก่า และแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ รวมถึงจะเสนอคณะกรรมการ ธพว. รายชื่อกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ชุดใหม่ให้ คสช. พิจารณาและเห็นชอบทันที รวมถึงจะเสนอชื่อแต่งตั้งกรรมการของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เพิ่มเติม เนื่องจากมีกรรมการบางส่วนลาออกไปจนทำให้กรรมการไม่ครบองค์ประชุมนอกจากนี้ กระทรวงคลังยังจะเสนอรายชื่อคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งให้ คสช. เห็นชอบแต่งตั้งในวันที่ 22 ก.ค.นี้ เพื่อที่จะให้การทำงานของรัฐวิสาหกิจต่างๆ เดินหน้าต่อไปได้ เพราะตอนนี้มีรัฐวิสาหกิจต้องให้กรรมการเข้าไปสรรหากรรมการผู้จัดการที่ยังว่างอยู่ให้เสร็จภายใน 1 เดือน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 3-4 เดือน เพื่อไม่ให้การทำงานของรัฐวิสาหกิจชะงักไปมากกว่านี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังลุยล้างคณะกรรมการแบงก์รัฐทั้งหมด -

เร่งแผนย้ายขนส่งหมอชิต2
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังประชุมแก้ไขปัญหาการจัดสรรพื้นที่บริเวณย่านพหลโยธินร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และบริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.)ว่า ที่ประชุมได้ให้ ขสมก. และบขส. ไปจัดทำกรอบระยะเวลาการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ(จตุจักร)หรือหมอชิต 2 และอู่จอดรถ ขสมก.ที่อยู่ติดกันออกจากพื้นที่ เนื่องจาก ร.ฟ.ท.ในฐานะเจ้าของพื้นที่ต้องนำไปพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต “ตามแผนงานที่กำหนดจะต้องทยอยย้ายออกตั้งปี 58 แต่คาดว่าจะไม่ทัน เพราะขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติเลย จึงคาดว่าจะเริ่มได้จริงในปีถัดไป โดยมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงให้ล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนด ซึ่งการก่อสร้างงานโยธาต้องเสร็จภายในปี 60 โดยปัจจุบัน บขส.ใช้พื้นที่บริเวณนี้ 73 ไร่ ส่วน ขสมก.ประมาณ 25ไร่” นางสร้อยทิพย์ กล่าวว่า พื้นที่ บขส. และ ขสมก.ในปัจจุบัน ทาง ร.ฟ.ท.จะก่อสร้างเป็นโรงซ่อมและที่พักรถของรถไฟชานเมืองสายสีแดง นอกจากนั้น ร.ฟ.ท.ได้มอบพื้นที่ 12.5 ไร่ ให้ ขสมก. แบ่งเป็นบริเวณทิศใต้ของสถานีกลางบางซื่อฝั่งตรงข้ามอู่เดินรถ ขสมก.ในปัจจุบัน 9 ไร่ และบริเวณศาลเยาวชนเด็กเป็นสถานีก๊าช 3.5 ไร่ นายนเรศ บุญเปี่ยม รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขสมก.ได้รับงบประมาณ 89.9 ล้านบาท เพื่อใช้ย้ายอู่จอดรถ ขสมก.ที่หมอชิต 2 ในปี 58-59 โดยประกวดราคาหาผู้รับจ้างออกแบบในเดือนก.ย.นี้ ใช้เวลาออกแบบ 6 เดือน จากนั้นเดือนมี.ค.58 จะประกาศประกวดราคาหาผู้รับเหมาก่อสร้างอู่จอดรถ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี หรือแล้วเสร็จภายในเดือนมี.ค.59 โดยอู่จอดรถใหม่ในพื้นที่ 9 ไร่ จอดรถได้ 220 คัน ส่วนอีก 3.5 ไร่ มีแผนจะก่อสร้างเป็นสถานีเติมแก๊สภายในปี 60 ขณะที่การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่บขส. กล่าวว่า ได้นำผลการศึกษาโครงการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2เสนอให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.รองหัวหน้า คสช. แล้ว ขณะนี้รอการอนุมัติจากคสช.อยู่หาก คสช.อนุมัติ บขส.จะเปิดให้เอกชนเข้าร่วมเสนอที่ดินในการก่อสร้างภายในเดือนส.ค.นี้และใช้ระยะเวลาการออกแบบ ก่อสร้าง และเปิดให้บริการได้ภายใน 3 ปี สำหรับโครงการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 จะใช้พื้นที่ก่อสร้างรวม150 ไร่ มูลค่ารวม 5,000ล้านบาท แบ่งออกเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อที่ดิน 1,500ล้านบาท เฉลี่ยไร่ละ10 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายก่อสร้าง 3,500ล้านบาท สำหรับการจัดหาพื้นที่เบื้องต้นเปิดให้เอกชนเสนอที่ดินก่อสร้าง4 พื้นที่ คือ ย่านเมืองทองธานี ย่านดอนเมืองฝั่งขาเข้าฝั่งขาออก และย่านรังสิตช่วงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งแผนย้ายขนส่งหมอชิต2