เดือน: กรกฎาคม 2014

  • ชงยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน เข้าคสช.22ก.ค.นี้

    ชงยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน เข้าคสช.22ก.ค.นี้

    นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สรุปร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเรียบร้อยแล้ว และในวันที่ 22 ก.ค.นี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวคณะ คสช.พิจารณาอนุมัติร่างยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการ “รายละเอียดของแต่ละโครงการ ให้แต่ละหน่วยงานไปจับคู่ทำงานเพื่อให้สอดคล้องกัน ส่วนรายละเอียดยุทธศาสตร์จะมีเรื่องอะไรบ้างหรือใช้วงเงินเท่าไรคงต้องรอให้ผ่านการพิจารณาและให้ทาง คสช.เป็นผู้แถลงก่อน กระทรวงคมนาคมถึงจะเปิดเผยในรายละเอียดแต่ละโครงการได้เพื่อป้องกันประชาชนสับสนในข้อมูล” นางสร้อยทิพย์ กล่าวหลังประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงแนวนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่เน้นรวดเร็ว รอบคอบ โปร่งใส ขณะที่การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆก็ต้องผ่านความเห็นชอบจาก คสช. และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)ซึ่งหลายโครงการก็ได้มีการตรวจสอบแล้วเสร็จแล้ว จึงคาดว่าจะสามารถเดินหน้าได้ตามแผนงานที่กำหนด ส่วนการใช้งบประมาณปี 57 ในส่วนของงบลงทุน ขณะนี้ใช้ไปใกล้เคียงกับปีที่แล้ว คือ ประมาณ 70-75% ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ โดดคาดว่าตลอดทั้งปีอาจจะใช้จ่ายได้ถึง 80%  ส่วนของงบประมาณปี 58 ได้สรุปแล้วว่ากระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรร 146,781 ล้านบาท มากกว่าปี 57 ที่ได้รับการจัดสรร 133,015 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10.35% ส่วนวาระเรื่องอื่นได้เน้นให้ดำเนินการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดยที่ผ่านมาได้ให้กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทไปตรวจสอบโครงข่ายถนนที่เชื่อมด่านชายแดนต่างๆในปี 58 รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว คือ ด่านแม่สอด จังหวัดตาก ด่านมุกดาหาร ด่านสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา ด่านคลองใหญ่และด่านคลองลึก จังหวัดตราด โดยจะต้องเริ่มดำเนินการภายในปีนี้ ซึ่งนอกจากการเชื่อมโยงถนนแล้ว ก็ยังจะเข้าไปบริหารจัดการบริเวณด่าน รวมทั้งการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆด้วย “นอกจากเรื่องด่านชายแดนซึ่งเป็นการพัฒนาช่องทางเข้าออกประเทศแล้ว การป้องกันโรคอุบัติใหม่และเก่าที่ด่านชายแดนต่างๆก็ต้องดูแลเพิ่มด้วย เพราะเมื่อช่องทางการขนส่งมีประสิทธิภาพ ยานพาหนะก็จะเข้ามามากขึ้น ซึ่งอาจจะมีเชื้อโรคต่างๆเข้ามาด้วย ก็จะต้องร่วมมือกับหน่วยงานด้านอนามัยในการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎอนามัยระหว่างประเทศด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ให้กรมทางหลวง กรมเจ้าท่า และกรมการบินพลเรือน โดยปัจจุบันมีด่านชายแดนที่อยู่ในการบริหารจัดการของกระทรวงคมนาคม 18 แห่ง และมีแผนจะเพิ่มอีก 50 แห่ง รวมเป็น 68 แห่งในปี 58” 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน เข้าคสช.22ก.ค.นี้

  • ขนส่ง เผยแจกสติกเกอร์รถตู้แล้ว 2,609 คัน

    ขนส่ง เผยแจกสติกเกอร์รถตู้แล้ว 2,609 คัน

    นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ผลดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของรถตู้โดยสารที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือไว้เมื่อวันที่19-20 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ส่วนกลางสำนักงานขนส่งกรุงเทพฯ พื้นที่ 1- 5และสำนักงานขนส่งจ.นนทบุรี มีรถตู้มาตรวจสอบทั้งสิ้น 3,643 คัน ผ่านการตรวจสอบและติดสติ๊กเกอร์ไป2,609 คัน แบ่งเป็นรถตู้ร่วม ขสมก.45% และรถตู้ร่วม บขส. 55% ส่วนไม่ผ่าน1,034 คัน จากที่ลงทะเบียนไว้ 5,549 คัน ทั้งนี้รถที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ กรมฯ ได้เปิดโอกาสแก้ไขให้ถูกต้องและนำรถเข้ารับการตรวจสอบที่สำนักงานขนส่งเดิมที่เคยยื่นเอกสารไว้ในวันที่ 21-25 ก.ค.หลังจากนั้นต้องเข้ารับการตรวจสอบที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (จตุจักร) เพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่31 ก.ค.นี้ ส่วนภูมิภาคให้กลับไปดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเดิมที่เคยยื่นเอกสารไว้โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนก.ค.นี้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามรถที่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นและได้รับสติกเกอร์แล้วจะยังต้องรอผ่านการตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งว่า เป็นรถตู้ที่วิ่งจริงก่อนจะบรรจุให้เป็นรถตู้โดยสารประจำเส้นทางอย่างเป็นทางการอีกครั้งแต่ถ้าพบว่าไม่วิ่งจริงก็สามารถยกเลิกให้สิทธิได้ “รถที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ มาจากสาเหตุทั้งอายุรถมากกว่า10 ปี ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงได้สั่งให้ไปจัดหารถใหม่และนำมากลับมาตรวจสอบภายใน3 เดือน ส่วนที่เหลือประมาณ 700-800 คัน  พบว่ามีส่วนควบไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนดเช่น ไม่มีค้อนทุบกระจก ไม่มีเข็มขัดนิรภัย ซึ่งให้โอกาสไปแก้ไขตรวจสอบรอบสองอีกครั้งภายในวันที่21-25 ก.ค.นี้ สำหรับรถที่ลงทะเบียนไว้ 1,906 คัน แต่ไม่มาตรวจสอบในวันเวลาที่กำหนดจะตัดสิทธิการพิจารณาทันที” นายอัฌษไธค์กล่าวว่าการตรวจสอบรถตู้ที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือทั่วประเทศ เป็นการดำเนินการตามนโยบายจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะของคสช. เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเจ้าของรถหรือ ผู้ขับรถจะต้องดำเนินการด้วยตนเอง ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น หากผู้ใดพบเห็นการเรียกรับผลประโยชน์หรือผู้ที่กล่าวอ้างว่าสามารถดำเนินการเพื่อให้ได้รับสติ๊กเกอร์ดังกล่าวได้สามารถแจ้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทุจริตของ พล.ม. 2 รอ. ที่หมายเลขโทรศัพท์094-139-0092 หรือ 091-010-3766เพื่อจะได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขนส่ง เผยแจกสติกเกอร์รถตู้แล้ว 2,609 คัน

  • ชาวไร่อ้อยยิ้ม เงินช่วยเหลือจ่อถึงมือ

    ชาวไร่อ้อยยิ้ม เงินช่วยเหลือจ่อถึงมือ

    นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ก.ค. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) จะเริ่มจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยสำหรับฤดูการผลิตปี 56/57  ในอัตราตันละ 160 บาทเป็นวันแรก  โดยงวดแรกมียอดรวม 10,300 ล้านบาท ให้กับชาวไร่อ้อยที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว จำนวน 74,909 ราย  จากจำนวนชาวไร่อ้อยที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด  140,000 ราย ส่วนงวดที่สองจะจ่ายในวันที่ 25 ก.ค. คาดว่า  สิ้นเดือนนี้ จะสามารถจ่ายให้กับชาวไร่อ้อยได้  90 % ของจำนวนเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้  รวมการช่วยเหลือจำนวน 103.67 ล้านตัน วงเงินรวม 16,582.52  ล้านบาท   นายอาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อย และน้ำตาลทราย กล่าวว่า  เงินเพิ่มค่าอ้อยจำนวน 16,582.52 ล้านบาท ที่กองทุนฯกู้จากธ.ก.ส. จะจ่ายตรงให้กับชาวไร่อ้อยทุกตันอ้อยที่ส่งเข้าหีบให้กับโรงงานน้ำตาล หรือตามปริมาณอ้อยที่เข้าหีบจริง  ซึ่งการที่เกษตรกรได้รับเงินเพิ่มค่าอ้อยครั้งนี้ จะทำให้ฤดูการผลิตปี 56/57  ส่งผลให้ชาวไร่อ้อย จะได้รับผลตอบแทนจากการปลูกอ้อยรวมตันละ 1,198.บาท “ ปีนี้ชาวไร่อ้อย  จะได้ราคาอ้อยขั้นต้นไว้ที่ตันละ 900 บาท ที่ค่าความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. แต่ค่าความหวานเฉลี่ยจริงสูงกว่าอยู่ที่ 12.5  ซี.ซี.เอส. ค่าความหวานทุก ๆ  1 ซี.ซี.เอส. ที่เพิ่มขึ้น เกษตรกร จะได้รับเงินเพิ่ม 54 บาท เกษตรกรจึงได้ราคาอ้อยที่ตันละ 1,038 บาท เมื่อรวมกับเงินค่าอ้อยอีกตันละ 160 บาท ปีนี้เกษตรกรจึงได้รับผลตอบแทนจากการปลูกอ้อยจริงถึงตันละ 1,198 บาท  จากต้นทุนต่อตัน1,129บาท มีตอบแทนหรือกำไร จากการลงทุนประมาณ 6 % ส่วนปีที่ผ่านมาต้นทุนสูงกว่าที่ตันละ 1,196 บาท ชาวไร่อ้อยจึงได้ผลตอบแทนจากการปลูกเท่ากับต้นทุนการผลิต” ส่วนการชำระหนี้เงินกู้วงเงินรอบนี้  มีกำหนดชำระคืน ธ.ก.ส. ภายใน 17 เดือน โดยกองทุนอ้อยฯ ยังอยู่ระหว่างชำระหนี้เงินกู้ช่วยเพิ่มค่าอ้อย สำหรับฤดูการผลิตปี 55/56 กับธ.ก.ส.อีก 1 เดือน วงเงินประมาณ  115 ล้านบาท ที่จะจ่ายในเดือนหน้า หลังจากนั้นจะทยอยจ่ายชำระหนี้เงินกู้ก้อนใหม่จากธ.ก.ส.ต่อไป สำหรับแผนแก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (โรดแมป)  ทางกระทรวงอุตฯ  ได้เสนอแผนไปยังพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ซึ่งเป็นไปตามมติ คสช.ที่ต้องการให้แก้ปัญหาอุตสาหกรรมนี้ทั้งระบบ หลังจากมีการเพิ่มค่าย้อยในอัตรา 160 บาทต่อตัน 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวไร่อ้อยยิ้ม เงินช่วยเหลือจ่อถึงมือ