เดือน: กรกฎาคม 2014

  • เจ้าพ่อไอทีเอเชีย (2) – โลกาภิวัตน์

    เจ้าพ่อไอทีเอเชีย (2) – โลกาภิวัตน์

    แจ๊คหม่า มักจะมีความคิดอะไรแปลกๆ นอกกรอบที่จะสร้างตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยการนำจินตนาการอุตสาหกรรมเก่ามาสร้างเป็นธุรกิจใหม่ เช่น กรณีการค้าปลีกและการเงินมาร่วมกันเพื่อให้เกิดธุรกิจใหม่ด้วยระบบไอทีทันสมัย อาลีบาบาและคุณแจ๊คหม่าเองทำให้รัฐวิสาหกิจของจีนได้ไหวหวั่นเหมือนกันในฐานะบริษัทเอกชนจีนขนาดยักษ์ที่มีการลงทุนทั้งด้านการธนาคาร การเงินและการสื่อสารโทรคมนาคมด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ และก็ยังเคลื่อนตัวเข้าสู่ธุรกิจห้างดีพาร์ตเมนต์สโตร์และการผลิตภาพยนตร์ คุณแจ๊คหม่าเองก็มีความเฉลียวฉลาด และมีความกล้าหาญที่จะแหวกกฎเกณฑ์เก่า ๆ ด้วยการกล้าขอการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน“นวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรมมาจากคนนอก” แจ๊คหม่าได้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นของเขาลงในหนังสือพิมพ์พีเพิลเดลี่ออกเผยแพร่โดยรัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน คนนอกนั้นหมายถึงเอกชนซึ่งก็เป็นการผลักดันให้ภาคเอกชนนั้นมีบทบาทในอุตสาหกรรมของจีน และก็ต้องทำให้ระบบธนาคารของประเทศจีนต้องพึ่งและเข้ามาช่วยสนับสนุนภาคเอกชนของคุณหม่า และในการตีพิมพ์บทความของหม่านั้นก็ตรงจังหวะช่วงที่ทางอาลีบาบาได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่นั้นคือธุรกิจการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นตลาดเงินที่ดอกเบี้ยสูง แค่เพียงไม่กี่เดือนปรากฏว่ามีผู้เข้าลงทะเบียนใช้บริการมากถึง 81 ล้านคนและยังมีมูลค่าทรัพย์สินที่ผ่านระบบออนไลน์ถึง 1.2 ล้านล้านบาท ตอนช่วงที่เขาดิ้นรนเพื่อขอการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนก็ถือว่าท้าทายมากโดยที่คุณแจ๊คหม่าได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวอเมริกันว่า “คุณพ่อผมบอกว่า ถ้าหากเรื่องนี้เกิดเมื่อ 30 ปีก่อนในประเทศจีน ผมน่าจะถูกติดคุก เพราะความคิดผมเป็นอันตรายมาก” คุณพอร์ทเตอร์ อีริสแมน คนอเมริกันที่พูดภาษาจีนได้ดีมากและก็เคยทำงานให้กับแจ๊คหม่าในช่วงปี ค.ศ. 2000 – ค.ศ. 2008 ที่กรุงปักกิ่งได้เล่าให้ฟังว่า ในช่วงกลางปีทศวรรษ 1990 นั้น หม่าได้ลงไม้ลงมือเข้าไปขอร้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายหน่วยงานมาก ติดดินด้วยการสวมชุดกรรมกรนี่แหละ พร้อมทั้งมีแล็ปท็อปประจำกายและอธิบายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต่าง ๆ ได้เข้าใจว่าธุรกิจที่เขาคิดทำคืออะไร ต้องการการสนับสนุนอย่างไร ในช่วงนั้นเขาพยายามมากโดยอธิบายว่า “ ปัจจุบัน (สมัยนี้) คนต่างชาติในประเทศอื่น ๆ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ไหนก็ได้เพื่อค้นหาและซื้อสินค้าได้จากทั่วโลก ยกเว้นจีน พวกเขาสามารถที่จะสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตได้โดยตรงจากไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ แต่จากในประเทศจีนเองไม่มีเลย” “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุน” แต่เขาก็ได้รับการบอกปัดก็เลยทำให้แจ๊คหม่าล้มเลิกเว็บภาษาจีนไปในปี ค.ศ.1997 และเขาก็มาเริ่มงานใหม่โดยทำงานกับกระทรวงพาณิชย์ของประเทศจีน เพื่อช่วยสร้างเว็บไซต์เมื่ออยู่ได้2 ปี ในปี ค.ศ. 1999 เขาก็ลาออกมาตั้งบริษัทอาลีบาบา ในระยะเริ่มแรกบริษัทอาลีบาบาดอทคอม (Alibaba.com) ได้ประกอบธุรกิจอินเทอร์เน็ตระหว่างภาคธุรกิจต่อภาคธุรกิจโดยเชื่อมต่อระหว่างผู้ส่งออกของจีนและผู้ซื้อสินค้าในต่างประเทศ ว่ากันไปแล้วคุณแจ๊คหม่าก็มีความฝันที่ดีเลยพร้อมต่อสู้ จนกระทั่งก่อตั้งบริษัทอาลีบาบาได้แบบค่อยเป็นค่อยไปก่อน. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stammford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจ้าพ่อไอทีเอเชีย (2) – โลกาภิวัตน์

  • ไทยคมเผยทีวีดาวเทียม-เคเบิลครองพื้นที่มากกว่า

    ไทยคมเผยทีวีดาวเทียม-เคเบิลครองพื้นที่มากกว่า

    แม้กสทช. แจกคูปองให้แลกเฉพาะกล่องเซต ท็อป บ็อกซ์  และทีวีดิจิตอล  ก็ไม่กระทบไทยคม เหตุทีวีผ่านเคเบิลดาวเทียมออกอากาศครอบคลุมพื้นที่กว่า 70% นางศุภจี  สุธรรมพันธุ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันยอดการรับชมทีวีผ่านระบบดาวเทียมและเคเบิลทีวี มีจำนวนกว่า 70% ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเข้าถึงและครอบคลุมประชากรได้ทั่วถึง การที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอล ผ่านการแจกจ่ายคูปองเงินสดส่วนลดราคา 690 บาท เพื่อแลกซื้อทีวีดิจิตอล ที่มีจูนเนอร์ในตัวเครื่อง และกล่องเซต ท็อป บ็อกซ์ ดิจิตอล (ดีวีบี ที 2 ) นั้น  ไม่กระทบธุรกิจของไทยคม ทั้งนี้ กรณีที่ กสทช.ไม่สนับสนุนให้การแลกกล่องทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี เข้าร่วมโครงการด้วย ไทยคม มองว่าอาจทำให้คนดูรับชมไม่ทั่วถึง เนื่องจากการออกอากาศทีวีดิจิตอลในขณะนี้ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่  เป็นไปตามการขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอล หรือในขณะที่โครงข่ายที่ให้บริการแล้ว แต่ประชาชนยังไม่สามารถรับชมได้เนื่องจากอาจมีจุดอับสัญญาณ มีตึกสูงบังสัญญาณ  ส่งผลให้เกิดความไม่เสถียรในการรับชมทีวีดิจิตอล ปัจจุบันไทยคมดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป(มัสต์ แคร์รี่) ที่บังคับให้ผู้ประกอบการช่องรายการทีวีดิจิตอล ต้องส่งสัญญาณขึ้นดาวเทียม เพื่อให้ผู้ให้บริการทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีออกอากาศทีวีดิจิตอล ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการทีวีดาวเทียม  เพื่อจัดระเบียบการใช้งานช่องสัญญาณที่ออกอากาศในระบบความคมชัดสูง (เอชดี) บนดาวเทียมไทยคมดวงต่าง ๆ เพื่อหาพื้นที่ว่างรองรับการส่งสัญญาณออกอากาศทีวีดิจิตอลในระบบเอชดีผ่านทีวีดาวเทียมทุกโครงข่าย เพื่อให้ประชาชนที่รับชมผ่านดาวเทียมและเคเบิลรับชมระบบเอชดีได้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยคมเผยทีวีดาวเทียม-เคเบิลครองพื้นที่มากกว่า

  • จะยื้อการขึ้นราคาแอลพีจี ไปถึงไหน? – พลังงานรอบทิศ

    จะยื้อการขึ้นราคาแอลพีจี ไปถึงไหน? – พลังงานรอบทิศ

    ข้อโต้แย้งของฝ่ายที่คัดค้านการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือนและขนส่งที่ใช้อ้างมาตลอดก็คือภาคปิโตรเคมีมาแย่งก๊าซประชาชนใช้ ทำให้ประชาชนต้องไปใช้ก๊าซนำเข้าจากตลาดโลกที่มีราคาแพง ถ้าให้ภาคปิโตรเคมีเปลี่ยนไปใช้ก๊าซนำเข้าแทนประชาชนก็จะได้ใช้ก๊าซถูก ๆ จากโรงแยกก๊าซ โดยไม่ต้องขึ้นราคา คำกล่าวหรือข้อโต้แย้งดังกล่าวนี้ฟังดูดีน่าเชื่อถือและสามารถชักจูงใจให้ประชาชนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของข้อมูลด้านพลังงานเห็นคล้อยตามได้เป็นจำนวนมากแต่ผมจะบอกให้ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง! วันนี้เราไม่ต้องไปพูดถึงภาคปิโตรเคมีมาแย่งก๊าซประชาชนใช้ก็ได้ไม่ต้องไปพูดถึงราคาก๊าซนำเข้าที่สูงถึง 800-900 $/ตัน ก็ได้ เรามาพูดกันแค่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เอามาใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงแยกก๊าซแล้วผลิตออกมาเป็นก๊าซแอลพีจีให้เราได้ใช้กันทุกวันนี้ก็พอ เมื่อปีพ.ศ.  2547 ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย (ราคา ณ ปากหลุม) อยู่ที่ 236 $/ตัน ตอนนั้นรัฐบาลตั้งราคาขายแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซที่ 333 $/ตัน เวลาผ่านไปสิบปี ปีนี้ พ.ศ. 2557 ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย (ราคา ณ ปากหลุม) ขึ้นมาอยู่ที่ 360 $/ตัน (ตามสูตรราคาซื้อขายที่อิงราคาน้ำมันเตาและอัตราเงินเฟ้อ)แต่ราคาแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซยังอยู่ที่ 333 $/ตันเหมือนเดิม ดูตัวเลขแค่นี้เด็กป.สี่ก็วิเคราะห์ได้ว่า โรงแยกก๊าซขาดทุนแน่นอนเพราะต้นทุนวัตถุดิบสูงกว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ผลิตได้ นอกจากนั้น ต้นทุนวัตถุดิบ (ก๊าซธรรม ชาติ) ที่ว่า ยังไม่รวมค่าผ่านท่อจากปากหลุมมาถึงโรงแยกก๊าซและยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตของโรงแยกก๊าซอีกด้วย ซึ่งถ้ารวมทั้งหมดแล้วต้นทุนที่แท้จริงของโรงแยกก๊าซจะอยู่ที่ 555 $/ตัน (ตามผลการศึกษาของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย-PTIT) ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าในเมื่อต้นทุนโรงแยกก๊าซสูงแต่ต้องมาขายในราคาต่ำตามที่รัฐบาลกำหนดนับเป็นสิบปีอย่างนี้รัฐบาลได้นำเงินมาอุดหนุนโรงแยกก๊าซให้อยู่ได้บ้างหรือไม่ถ้าไม่ได้อุดหนุนโรงแยกก๊าซอยู่ได้อย่างไร คำตอบก็คือโรงแยกก๊าซไม่ได้รับเงินอุดหนุนใด ๆ จากรัฐบาลเลย แต่โรงแยกก๊าซอยู่ได้จากการขายก๊าซในราคาที่สูงกว่า (590 $/ตัน) ให้กับภาคปิโตรเคมี เมื่อนำมาเฉลี่ยกับภาคครัวเรือนก็แค่ทำให้พออยู่ได้เท่านั้น ดังนั้นถ้าปฏิบัติตามข้อเสนอของฝ่ายที่คัดค้านการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีโดยการให้ภาคปิโตรเคมีไปใช้ก๊าซนำเข้าแล้วให้ประชาชนมาใช้ก๊าซจากโรงแยกก๊าซทั้งหมด โรงแยกก๊าซก็จะอยู่ไม่ได้รัฐบาลก็ต้องปรับราคาแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซขึ้นไปจาก 333 $/ตันเป็น อย่างน้อย 555 $/ตัน อยู่ดี ซึ่งจะมีผลให้ราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีขึ้นไปอีกก.ก.ละ 7 บาท ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะทุกวันนี้รัฐบาลไปตรึงราคาขายหน้าโรงแยกก๊าซให้ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงนั่นเองไม่ได้มีอะไรไปเกี่ยว ข้องกับเรื่องการแย่งใช้ก๊าซของภาคปิโตรเคมีหรือราคาก๊าซในตลาดโลกอย่างที่มีผู้พยายามบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิดกันแต่อย่างใด ผมจึงไม่เข้าใจว่าจะพยายามยื้อการขึ้นราคาแอลพีจีกันไปถึงไหนทั้ง ๆ ที่เห็นกันอยู่ว่า ทุกวันนี้ก็ขายต่ำกว่าต้นทุนกันอยู่แล้ว!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จะยื้อการขึ้นราคาแอลพีจี ไปถึงไหน? – พลังงานรอบทิศ