เดือน: กรกฎาคม 2014

  • เสวนาเลื่อน4  จี ใครได้ใครเสียผลประโยชน์

    เสวนาเลื่อน4 จี ใครได้ใครเสียผลประโยชน์

    วันนี้ (30ก.ค.) ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์ โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม(NBTC Policy Watch ) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เสวนาเรื่อง " การเลื่อน-เลิกประมูล 4 จี ใครได้ -ใครเสีย : รัฐ ผู้ประกอบการ ประชาชน ? จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้สั่งชะลอการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิร์ตซ สำหรับให้บริการ 4 จี ออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งให้คงมาตรการเยียวยาดูแลลูกค้าไปจนกว่าการจะมีการประมูลใหม่ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการสาธารณะนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากการเลื่อนประมูลครั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก กสทช. ที่มีความล่าช้าในการนำคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซ โดยกสทช. ควรเร่งดำเนินการประมูลก่อนที่ อายุสัญญาสัมปทานก่อนวันที่ 15 ก.ย.56 จึงประกาศเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาลูกค้าในระบบให้มีการใช้บริการต่อเนื่องอีก1ปี จึงไม่ต่างจากการขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไป อีก 1 ปี ซึ่งส่งผลให้บริษัท ทรูมูฟ และ บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี ) ได้รับผลประโยชน์กว่า 6,800 ล้านบาท โดยจากนี้ต้องพิจารณาการโอนย้ายลูกค้าออกจากระบบให้ง่ายและสะดวกต่อผู้บริโภค รวมถึงการเร่งประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนลูกค้าในระบบเช่นกันนายธีระ กนกกาญจนรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโสด้านไอซีที บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เปิดเผยว่า การเลื่อนประมูล 4 จี ครั้งนี้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของธุรกิจ การแข่งขัน รวมถึงการลงทุนด้านโทรคมนาคม ส่งผลต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการโทรคมนาคมถูกผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการใช้งานด้านข้อมูลมากกว่าด้านเสียง แต่ในขณะเดียวกันการเลื่อนประมูลครั้งนี้ อาจจะช่วยส่งผลดีในแง่ของผู้ให้บริการมีเวลาพัฒนาเทคโนโลยีการลงทุน 4 จี ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก 4 จี ถือว่าเป็นการเปิดทางสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยตัวอย่างในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น เปิดให้บริการ 4 จี ผู้ใช้งานด้านข้อข้อมูลปรับสูงขึ้นเกือบเท่าตัว อาจช่วยเปิดประตูสร้างการพัฒนาด้านดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล เปิดเผยว่า การจัดสรรคลื่นด้วยการประมูลถือว่าเป็นวิธีที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพที่สูงสุด เนื่องจากการประมูลเปิดให้มีการแข่งขันด้านราคา ซึ่งแสดงถึงความต้องการใช้คลื่นที่แท้จริงมากกว่าการจัดสรรคลื่นแบบวิธีคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (บิวตี้ คอนเทสต์) และการใช้รูปแบบบิวตี้ คอนเทสต์ มีความโปร่งใสน้อยกว่า อาจจะไม่มีความเป็นธรรมต่อการคัดเลือกใบอนุญาตประกอบกิจการ และเป็นการใช้ดุลยพินิจที่อาจเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่าย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เสวนาเลื่อน4 จี ใครได้ใครเสียผลประโยชน์

  • นครชัยแอร์ขยายลงทุนรับเออีซี

    นครชัยแอร์ขยายลงทุนรับเออีซี

    นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร กรรมการผู้อำนวยการสายงานบริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า เตรียมลงทุน 1,250 ล้านบาทขยายธุรกิจรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ใน 58โดยจะลงทุนจัดซื้อรถโดยสารใหม่เข้ามาทดแทนรุ่นเก่าที่ปลดระวาง และรองรับการเปิดเส้นทางใหม่1,000 ล้านบาทแบ่งเป็นการจัดซื้อในปีนี้ 78 คัน มูลค่า 500 ล้านบาท ปีหน้าอีก 500ล้านบาทในจำนวนรถที่ใกล้เคียงกัน ส่วนที่เหลืออีก 250ล้านบาทจะใช้รถทุนเพื่อเปิดเส้นทางวิ่งไปต่างประเทศ เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนาม“ในปีนี้ใหม่มีรถทยอยเข้ามาจนครบ78 คัน โดยแบ่งเป็นรถเมอเซเดส เบนซ์ขนาดยาว 15 เมตร 48 คันๆ ละ 7 ล้านบาทซึ่งตอนนี้ทยอยรับรถมาแล้ว 24 คันและช่วงต่อจากนี้จะรับในส่วนที่เหลือให้ครบ 48 คัน ส่วนรถโดยสาร12เมตร จะซื้อมา 30 คันๆ ละ 6ล้านบาท และทยอยรับเข้ามาจนครบในช่วงเดือนต.ค.นี้ ทำให้ถึงสิ้นปีนี้นครชัยแอร์จะมีรถโดยสารเพิ่มขึ้น436 คัน รองรับการขยายตลาดเปิดเออีซีได้อีกทั้งยังจะเข้าไปเพิ่มสถานีให้บริการผู้โดยสาร ที่รังสิต และเอกมัยด้วย”สำหรับแผนการขยายเส้นทางเดินรถในประเทศปีนี้วางเป้าหมายเพิ่มเส้นทางใหม่อีก 6 เส้นทาง ส่งผลให้มีเส้นทางเดินรถเพิ่มจาก 16 เส้นทาง เป็น 22 เส้นทางซึ่งขณะนี้ได้เปิดเป็นทางการไปแล้ว 2 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-มหาสารคามและกรุงเทพฯ-หนองบัวลำพู ส่วนเส้นทาง ต่อจากนี้จะเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ –น่าน ในเดือนต.ค. รวมถึงมีอีก3 จังหวัดในภาคอีสาน ซึ่งกำลังเจรจาอยู่ซึ่งเป็นไปตามแผนที่บริษัทเน้นเปิดเส้นทางไปยังหัวเมืองหน้าด่านที่เดินทางเชื่อมต่อไปประเทศเพื่อนบ้านได้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นครชัยแอร์ขยายลงทุนรับเออีซี

  • เอสซีจีรายได้เพิ่มแต่กำไรหด

    เอสซีจีรายได้เพิ่มแต่กำไรหด

    นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) เปิดเผยว่าได้เพิ่มเป้าหมายรายได้ของเครือเอสซีจีปีนี้อีก 10,000 ล้านบาท เป็น486,000 ล้านบาทเนื่องจากรายได้จากการส่งออก โดยเฉพาะส่งออกไปในประเทศกลุ่มอาเซียนปรับเพิ่มขึ้นแต่กำไรจากการขาย คาดว่า จะปรับลดลง เพราะการแข่งขันต้นทุนการผลิตและแนวโน้มค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นรวมทั้งความต้องการสินค้าในประเทศซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้สูงกว่าส่งออกลดลงทำให้ทั้งปี คาดว่า กำไรจะไม่ขยายตัวตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรกมีรายได้ 246,560 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 14% แต่กำไรอยู่ที่16,913 ล้านบาท ลดลง 10 % เนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าวัสดุในประเทศชะลอตัวลงทำให้ต้องเพิ่มสัดส่วนการส่งออก ซึ่งมีกำไรน้อยกว่า ขณะที่ไตรมาส 2 มีรายได้ 124,795 ล้านบาท กำไรลดลง17% โดยเมื่อแยกตามประเภทธุรกิจพบว่า กลุ่มซิเมนต์และวัสดุก่อสร้าง มีรายได้ในไตรมาส2 คิดเป็น 46,387ล้านบาท เพิ่มขึ้น10% ขณะที่กำไรลดลง2% กลุ่มเคมีภัณฑ์รายได้ 64,958ล้านบาทเพิ่มขึ้น 24% กำไรลดลง14% และกลุ่มกระดาษรายได้ 15,856 ล้านบาทเพิ่มขึ้น11% กำไรลดลง 14%"แนวโน้มราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างในช่วง 5 เดือนที่เหลือจะอยู่ในระดับราคาใกล้เคียงกับปัจจุบัน ประกอบกับปัจจุบันเป็นช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่ราคาวัสดุก่อสร้างลดลงอยู่แล้วสำหรับแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แล้วนั้นเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการแข่งขันของประเทศในระยะยาวที่มีโครงสร้างพื้นฐานเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนผลต่อดีต่อการใช้วัสดุก่อสร้าง , ซิเมนต์นั้น คาดว่า จะเกิดขึ้นในอีก12 –15 เดือน”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสซีจีรายได้เพิ่มแต่กำไรหด