ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่30ก.ค.ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นระยะสั้นจากนั้นทยอยปรับตัวลดลงเคลื่อนไหวในแดนลบจนกระทั่งปิดตลาดโดยดัชนีปรับตัวพักฐานต่อเนื่อง หลังไร้ปัจจัยใหม่เข้าหนุนประกอบกับวานนี้นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันเทขายอย่างหนักกระทบบรรยากาศการลงทุนพอสมควร ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด1,500.05 จุด และทะยานขึ้นสูงสุด1,529.04 จุด จนมาปิดตลาดที่1,518.79 จุด ลดลง 1.76 จุด หรือ0.12%ด้วยมูลค่าซื้อขาย66,044.55 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด5อันดับแรก 1.ทรู ปิดที่11.00บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง 2.ช.การช่าง ปิดที่26.50บาท เพิ่มขึ้น 1.50บาท3.บีแลนด์ ปิดที่2.14บาท ลดลง 0.06 บาท4.จัสมิน ปิดที่7.35 บาท ลดลง0.25บาท5.ธ.กสิกรไทย ปิดที่207.00เพิ่มขึ้น 4.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยปิดลบ 1.76 จุด
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

หุ้นไทยปิดลบ 1.76 จุด
-

สทบ.ชงบอร์ดขับเคลื่อนโครงการกองทุนหมูบ้าน
นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เปิดเผยว่า สทบ.เตรียมเสนอโครงการกองทุนหมู่บ้าน ให้ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ เร็วๆนี้ พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ หลังจากที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการต่อ เบื้องต้นการจัดสรรเงินให้กับหมู่บ้าน ต้องผ่านการพิจารณาความเหมาะสมก่อน จะไม่จัดสรรเงินให้เหมือนแนวทางเดิม โดยเฉพาะหมู่บ้านที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินเพิ่มทุนในระยะสุดท้ายที่มีเหลืออยู่ประมาณ 30%“การจัดสรรเงินครั้งนี้จะไม่ได้แจกเหมือนเดิม แต่จะขอดูแผนงานและศักยภาพของกองทุนในหมู่บ้านนั้นๆ มีผลสำเร็จเพียงใด ส่วนการเพิ่มทุนเดิมได้ให้หมู่บ้านนั้นๆ ส่งเอกสารยืนยันการขอรับการเพิ่มทุนมาที่สทบ. เพื่อพิจารณาจัดสรรเงินให้ แต่ครั้งนี้คงต้องมาทบทวนโครงการใหม่ตามความเหมาะสม และอาจต้องให้ยืนยันโครงการมาใหม่ ซึ่งทุกโครงการตอนนี้คงต้องเสนอให้บอร์ดกองทุนฯ และคสช. พิจารณาด้วยว่า จะเห็นชอบการจัดสรรเงินให้กองทุนหมู่บ้านในรูปแบบไหน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อหมู่บ้านและงบประมาณที่จัดลงไปมากที่สุด”อย่างไรก็ตามในระยะแรกสทบ. จะเน้นการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้กองทุนหมู่บ้านเฉลิมพระเกียรติ 84 แห่ง ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการสานต่อโครงการเดิมให้เดินหน้าต่อ โดยเบื้องต้นจะออกกิจกรรมของสถาบันดังกล่าวในแต่ละพื้นที่ โดยให้กองทุนหมู่บ้านที่มีศักยภาพมาเป็นพี่เลี้ยงแนะนำแนวทางการดำเนินงานของกองทุนให้ประสบความสำเร็จ และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันในส่วนของกองทุนที่มีปัญหา จะมอบหมายให้กองทุนหมู่บ้านที่มีศักยภาพเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาด้วยเช่นกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทบ.ชงบอร์ดขับเคลื่อนโครงการกองทุนหมูบ้าน -

ทุบจีดีพีเหลือ 2% หั่นส่งออกเหลือ 1.5%
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 57 ลงเหลือ 2% หรืออยู่ในกรอบ 1.5-2.5% ซึ่งลดจากประมาณการณ์เดิมที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวที่ 2.6% โดยมีสาเหตุมาจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ทำให้อัตราการเจริญเติบโตไตรมาสแรกของปีหดตัวมากกว่าคาดไว้ที่ -0.6% และปรับลดมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.5 หรืออยู่ในกรอบ 0.5-2.5 จากเดิมที่ประมาณการณ์ที่ 5% เนื่องจากมูลค่าการส่งออกสินค้าในครึ่งปีแรกจะลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้ทั้งนี้ การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ 0.2% ส่งผลครึ่งปีแรก เศรษฐกิจจะขยายตัวติดลบ 0.4% เนื่องจากผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นในการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง การเบิกจ่ายของภาครัฐหยุดชะงัก แต่หลังสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายดีขึ้น การส่งออกเริ่มกลับมา โดย สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวได้ในครึ่งปีขยายตัวได้ 4.3% รวมทั้ง การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 0.3% การบริโภคภาครัฐ ขยายตัวได้ 4.6% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวติดลบ 3.5% การลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 4% ส่วนการนำเข้าขยายตัวติดลบ 5.2% อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ระดับ 2.4% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.5% ส่วนอัตราการว่างงาน อยู่ที่ 0.9%“ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่า ทิศทางที่ชัดเจนขึ้นของสถานการณ์ทางการเมืองจะส่งสัญญาณที่ดีต่อระดับ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนตามนโยบายเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและมาตรการที่ให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน รวมทั้ง นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐรวมทั้งการเร่งรัดการใช้จ่ายภายใต้แผนการลงทุนภาครัฐที่แต่เดิมมีแนวโน้มล่าช้ากว่าแผนที่กำหนด รวมถึงการเร่งกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้อุปสงค์ภายในประเทศขยายตัวได้ต่อเนื่อง”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทุบจีดีพีเหลือ 2% หั่นส่งออกเหลือ 1.5%