รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยผลสำรวจข้อมูลศักยภาพพื้นฐานระบบโลจิสติกส์การค้า ปี 56 โดยสุ่มตัวอย่างจากสถานประกอบการธุรกิจการค้า 13,607 แห่ง ทั่วประเทศ ยกเว้น ธุรกิจซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และแผงลอย พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ประกอบธุรกิจนำเข้าและส่งออก ได้ร้องเรียนถึงการดำเนินพิธีการศุลกากรของภาครัฐ โดยเฉพาะปัญหาความล่าช้าในการดำเนินงานมากที่สุดถึง 74.6% รองลงมาเป็นเรื่องข้อกฎหมาย หรือระเบียบต่างๆ ความซ้ำซ้อนของกระบวนการ และสุดท้ายคือเรื่องความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่ ซึ่งภาครัฐต้องเร่งแก้ไข สำหรับภาพรวมของการสำรวจข้อมูลครั้งนี้ พบว่า สถานประกอบการทั่วประเทศมีบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ งานด้านโลจิสติกส์อยู่ถึง 196,150 คน หรือคิดเป็น 23.2% ของจำนวนบุคลากรทั้งหมดกว่า 846,8128 คน แบ่งเป็น พนักงานหรือลูกจ้างรายเดือน 148,058 คน และพนักงานหรือลูกจ้างรายวัน 48,092 คน ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับต่ำกว่า ปวช.ทั้งสิ้น โดยเฉพาะพนักงานจัดส่งและพนักงานคลังสินค้า ที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่า ปวช.สูงถึง 50% ขณะที่การจัดการงานด้านโลจิสติกส์ของสถานประกอบการนั้น จากการสำรวจ พบสถานประกอบการมากกว่า 60% ดำเนินกิกรรมด้านโลจิสติกส์เอง ส่วนสถานประกอบการที่ว่าจ้างผู้ประกอบการภายนอกให้นั้น ส่วนใหญ่จะให้ดำเนินงานเรื่องของการจัดส่งสินค้า การจัดการคลังสินค้า และพิธีศุลกากร ซึ่งถือเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ในการดำเนินงาน นอกจากนี้ในเรื่องของความต้องการที่จะให้ภาครัฐให้ความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่ได้แสดงความเห็นว่า ต้องการให้รัฐจัดให้มีการฝึกอบรม และให้ความรู้ด้านโลจิสติกส์แก่บุคลากร พัฒนาระบบและอุปกรณ์ด้านโลจิสติกส์ และจัดหาผู้ที่เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษา อย่างไรก็ตามในด้นการลงทุนอุปกรณ์เครื่องมือด้านโลจิสติกส์ และเทคโนโลยีเพื่อจัดการระบบโลจิสติกส์นั้น พบว่า มีสถานประกอบการเพียง 20% เท่านั้นที่ลงทุนในอุปกรณ์ โดยส่วนใหญ่มีสัดส่วนลงทุนน้อยกว่า 10% ส่วนการลงทุนด้านการใช้เทคโนโลยี พบว่า มีสถานประกอบการเพียง 16.4% ลงทุนในเรื่องดังกล่าว โดยสถานประกอบการในกลุ่มนี้ มีสัดส่วนลงทุนในซอฟต์แวร์ด้านโลจิสติกส์น้อยกว่า 10% และหากพิจารณาการลงทุนในฮาร์ดแวร์ด้านโลจิสติกส์ พบว่า ส่วนใหญ่เลือกลงทุนเรื่องดังกล่าวน้อยกว่า 10% เช่นเดียวกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สสช.พบปัญหาด่านศุลกากรอื้อซ่า
เดือน: กรกฎาคม 2014
-

สสช.พบปัญหาด่านศุลกากรอื้อซ่า
-

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ปิดบวก 5.14 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 21 ก.ค. ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นสดใสในแดนบวกตลอดวัน โดยมีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว และรับเหมาก่อสร้าง หลังจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกอบกับกระแสเงินทุนต่างชาติทยอยเข้าซื้อสุทธิต่อเนื่อง ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุด 1,542.88 จุด และลดลงต่ำสุด 1,534.10 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,538.55 จุด เพิ่มขึ้น 5.14 จุด หรือ 0.34% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 52,236.37 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก1.อินทัช ปิดที่ 70.50 บาท ลดลง 0.50 บาท2.ธ.กรุงไทย ปิดที่ 22.40 บาท ลดลง 0.70 บาท3.เอไอเอส ปิดที่ 214.00 บาท ลดลง 1.00 บาท4.บีแลนด์ ปิดที่ 2.22 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาท5.ช.การช่าง ปิดที่ 22.90 บาท เพิ่มขึ้น 1.40 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ปิดบวก 5.14 จุด -

ราคาทอง21ก.ค.57 ปรับครั้งที่3 รูปพรรณขาย20,350บาท
วันที่ 21 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13:52 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 3 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,350 บาท รับซื้อ 19,556.40 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,950 บาท รับซื้อ 19,850 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 3 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,350 บาท รับซื้อ 19,556.40 บาท ทองแท่งขาย 19,950 บาท รับซื้อ 19,850 บาท เวลา 13:52 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,300 บาท รับซื้อ 19,510.92 บาท ทองแท่งขาย 19,900 บาท รับซื้อ 19,800 บาท เวลา 12:41 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,350 บาท รับซื้อ 19,556.40 บาท ทองแท่งขาย 19,950 บาท รับซื้อ 19,850 บาท เวลา 09:22 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง21ก.ค.57 ปรับครั้งที่3 รูปพรรณขาย20,350บาท