เดือน: สิงหาคม 2014

  • จับตาสินค้าพาเหรดปรับราคา รับคสช.ขึ้นเงินเดือนราชการ

    จับตาสินค้าพาเหรดปรับราคา รับคสช.ขึ้นเงินเดือนราชการ

    แม้..นโยบายการปรับขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย 8% พร้อมกับการปรับขึ้นเงินค่าครองชีพเป็น  2,000 บาท ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ที่ต้องการคืนความสุขให้กับบรรดาข้าราชการชั้นผู้น้อย จะมีอันต้องเลื่อนออกไปก่อน ด้วยเป็นเพราะการจัดทำข้อมูลและกระบวนการขั้นตอนที่อาจยุ่งยากมากมาย จนหน่วยปฏิบัติอย่างกระทรวงการคลัง ไม่สามารถดำเนินการได้ทันในต้นปีงบประมาณ 58 หรือภายในวันที่ 1 ต.ค. 57 ก็ตาม  แต่ใช่ว่า! การคืนความสุขในครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่อาจต้องใช้เวลาสักระยะ โดยสามารถดำเนินการได้ในเดือนเม.ย.58 หรือต้นไตรมาสสาม ของปีงบประมาณ 58 ซึ่งก็ทำให้บรรดาข้าราชการชั้นผู้น้อยได้วาดฝันล่วงหน้าไปแล้วว่าจะมีเงินออมในการสร้างอนาคตให้ตัวเอง…หรืออย่างน้อยก็สามารถนำเงินเดือนและเงินค่าครองชีพที่ได้รับขึ้นรอบนี้ ไปปลดหนี้ เพราะจากผลสำรวจของหลายสำนักต่างพบว่า ครอบครัวข้าราชการไทยจะมีหนี้สินเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าครัวเรือนละ 1 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก หวังเศรษฐกิจพุ่ง 5%  ต้องยอมรับว่า “คสช.” ได้คืนความสุขให้กับคนในชาติ เพราะการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทั้งนี้ข้อดีของผลที่ตามมาจากการปรับเงินเดือนข้าราชการ นอกเหนือจากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้วยังพบว่า ยังมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตรง ๆ กว่า 20,000 ล้านบาท ที่สำคัญเงินที่ว่ายังเข้าไปหมุนในระบบอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 รอบ สุดท้ายแล้วเมื่อมีเงินหมุนในระบบก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 58 เติบโตมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเท่าที่ประเมินเชื่อกันว่าจะเติบโตได้ถึง 5% อย่างไรก็ตามหากพิจารณาภาพรวมของการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ในแต่ละครั้งใช่ว่าจะมีแต่ผลดีเท่านั้น เพราะเวลานี้ในแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้เงินภาษีจ่ายเงินเดือนข้าราชการในแต่ละปีประมาณ 6 แสนล้านบาท จึงมีการตั้งคำถาม? ว่า การทำงานที่ผ่านมามีความคุ้มค่าหรือไม่?  เพราะหากข้าราชการทำงานดี…ทำงานเต็มที่…แล้ว คนไทยคงไม่มีใครติดใจ กระทบเงินเฟ้อน้อย  แต่ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องของแหล่งเงินที่ใช้แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องของผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาหรืออัตราเงินเฟ้อของประเทศ โดยการปรับขึ้นเงินเดือนในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาประเมินไว้เบื้องต้นว่าเป็นปัญหาน้อยมาก เพราะมีผลเพียง 0.05%  เท่านั้น  แม้เป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก เพราะการคำนวณเงินเฟ้อน้ำหนักส่วนใหญ่ อยู่ที่ราคาน้ำมันและอาหารสด แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าสูตรการคำนวณเงินเฟ้อ…คือ เรื่องของจิตวิทยาและการฉวยโอกาส ที่เชื่อได้ว่าจากนี้ไปไม่นาน ราคาสินค้าโดยเฉพาะพวกอาหารจานด่วน ขนมนมเนยต่าง ๆ จะพาเหรดปรับขึ้นราคาไปรอก่อนหน้าแน่นอน จานด่วนขึ้นราคาแน่  โดยเฉพาะอาหารจานด่วน หรือ ก๋วยเตี๋ยว เวลาปรับราคาคงไม่มีพ่อค้าแม่ค้ารายใดปรับครั้งละ 1 สลึงหรือ 2 สลึงต่อจานตามสัดส่วนที่กระทรวงพาณิชย์นำมาคำนวณเงินเฟ้อ แต่เวลาปรับราคาครั้งหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องแตะหลัก 5 บาท หรือ 10 บาทต่อจาน ซึ่งเรียกว่าการค้าแบบกำไรเกินควรและมีให้เห็นกันบ่อยครั้งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย         ขณะที่สินค้าจากโรงงานอุตสาห กรรม ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ยาสีฟัน ครีมนวดผม ครีมอาบน้ำ และอาหารแปรรูปอื่น ๆ ที่บรรจุในซองหรือกระป๋อง เป็นต้น ก็จะมีวิธีการที่ปรับตัวแบบชาญฉลาดในการหลีกเลี่ยงนโยบายการควบคุมราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์แบบเนียน ๆ และกว่าที่ผู้บริโภคได้รู้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะผู้บริโภคจำนวนมากไม่ค่อยได้อ่านฉลากสินค้าที่ติดไว้ข้างกล่องหรือซอง เร่งปรับกลยุทธ์ใหม่  ส่วนกลยุทธ์นั้นผู้ผลิตบางรายใช้วิธีปรับลดขนาดบรรจุและเปลี่ยนหีบห่อสินค้าให้เล็กลงแต่คงราคาขายเดิม เช่น สินค้าบรรจุซอง  1 แพ็ก จะมี 20 ซองลดเหลือ 18 ซองแล้วขายราคาเท่าเดิม หรือลดปริมาณสินค้าแต่ขายในราคาเดิม ซึ่งตรงนี้ผู้บริโภคมีแต่ขาดทุนอย่างเดียว ทั้งนี้เท่าที่สอบถามผู้ที่อยู่ในวงการผลิตสินค้าต่างยอมรับว่าในกลยุทธ์ลดขนาดเริ่มทำกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น เมื่อมีการเฝ้าจับตาของสื่อและผู้บริโภคเกี่ยวกับราคาสินค้า ทำให้ผู้ผลิตเริ่มปรับลูกเล่นหนีไปอีก อาทิ ปรับสูตร เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนรุ่น เพื่อตั้งราคาขายใหม่ที่ดีกว่าเดิม หรือราคาเดิมแต่ปริมาณลดลง สาเหตุที่ผู้ผลิตสินค้าแจ้งการปรับลดขนาดสินค้าลง และขึ้นราคาขายส่งในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยควบคุมราคาสินค้าหรือไม่ให้มีการปรับราคาสินค้า แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามลดขนาดสินค้า  ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น  แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น…ประชาชนที่มีรายได้น้อยคือ การนำนวัตกรรมเข้ามาเสริมการพัฒนาสินค้าและผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้า หรือเพิ่มปริมาณสินค้าแล้วปรับราคา จากนั้นจะลดปริมาณการผลิตสินค้าเดิมลงจนผู้บริโภคหาซื้อได้ลำบาก สุดท้าย…ต้องจำใจควักเงินในกระเป๋าเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าที่ผู้ประกอบการบวกนวัตกรรมทั้งที่สินค้าบางประเภทมีคุณภาพและรสชาติไม่ต่างจากเดิม  ผู้บริโภครับกรรมเสมอ  ดังนั้นภาพรวมจึงหนีไม่พ้นว่าผู้บริโภคต้องแบกรับกรรม เพราะแม้ว่าราคาจะไม่ขึ้นแต่เมื่อปริมาณสินค้าลดลงก็เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แม้ผู้ประกอบการต่างยืนยันไม่ขึ้นราคาสินค้าเพราะให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อตรึงราคาสินค้า แต่หากผู้บริโภคติดตามอย่างใกล้ชิดก็จะเห็นกลยุทธ์มากมาย ทั้งการออกสินค้าใหม่ บรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้งใหม่ สินค้ารสชาติใหม่ และเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่สู่ตลาดที่มีลูกเล่นอื่น ๆ อีกมากที่ยังไล่ไม่ได้ตามไม่ทัน  วิธีการเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายใน เพื่อขอปรับราคาขาย เพียงแต่แจ้งไปที่กรมการค้าภายในว่าเป็นสินค้าใหม่ที่ต้องกำหนดราคาขายใหม่ก็แค่นั้น…จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นบรรดาผู้ประกอบการต่างออกสินค้าใหม่กันจำนวนมาก พร้อมกับการกำหนดราคาขายใหม่ที่แพงขึ้น จากการเป็นสินค้านวัตกรรม สุดท้ายทั้งหมดแล้ว เงินเดือนข้าราชการที่ปรับขึ้นแม้จะเป็นผลดีกับข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ขณะเดียวกันก็ซ้ำเติมประชาชนคนไทยเข้าให้ด้วยเช่นกัน! และยังไม่นับรวมถึงการที่สินค้าที่ถูกตรึงราคาไว้ก่อนหน้านี้ ที่เชื่อว่าเมื่อหมดสัญญาใจกับ คสช.หมดสัญญาใจกับกระทรวงพาณิชย์ ในสิ้นปี 57 ต้องพาเหรดปรับราคาเพิ่มขึ้นไปแน่นอน ทั้งนี้ ต้นปีหน้าก่อนการปรับขึ้นเงินเดือน 3 เดือน ดูเหมือนทุกสิ่งจะเปิดทางให้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น จากเหตุผลเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่ารัฐบาลใหม่คงมีโครงการลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ขณะที่ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจซบเซา ทำให้สินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมไม่กล้าปรับราคา เพราะเกรงว่าจะขายไม่ได้ เมื่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับคืนมาสินค้าเหล่านี้ก็พร้อมที่จะขึ้นราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนจากวัตถุดิบและการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน นอกจากนี้จากการขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย ก็หนีไม่พ้นที่ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ต่างต้องร้องขอด้วยเช่นกัน ซึ่งจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งเพิ่มต้นทุนให้กับราคาสินค้า โดยเฉพาะค่าจ้างในส่วนของภาคเอกชนหากปรับแบบก้าวกระโดดอีกครั้งเชื่อได้แน่ว่าอนาคตของอุตสาหกรรมไทยอาจพลิกผัน และเชื่อได้แน่ว่าผู้ประกอบการเหล่านี้คงหันไปหาแรงงานจากที่อื่นที่มีราคาถูกกว่า สุดท้ายหนีไม่พ้นการย้ายฐานการผลิตออกไปจากไทย มาถึงจุดนี้! ไม่มีใครปฏิเสธว่า “การขึ้นเงินเดือน” ไม่ใช่เรื่องดี แต่การคืนความสุขเพียงเท่านี้คงไม่พอ แต่ต้องคำนึงถึงโครงสร้าง คำนึงถึงระบบแบบครบวงจร เพราะไม่เช่นนั้นการคืนความสุขที่ว่า…คงไม่ได้ช่วยให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ได้. มนัส แวววันจิตร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตาสินค้าพาเหรดปรับราคา รับคสช.ขึ้นเงินเดือนราชการ

  • กยศ.ถกจ่ายเงินกู้เรียนใหม่

    กยศ.ถกจ่ายเงินกู้เรียนใหม่

    นายเปรมประชา ศุภสมุทร กรรมการ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกยศ.จะประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดสรรเงินกองทุนกยศ.ให้กับนักเรียน – นักศึกษา ในปีการศึกษา57 ทั้งรายเก่า และรายใหม่ 818,000 ราย หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เห็นชอบให้โอนเงินจากโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน (เอสเอ็มแอล) วงเงิน 5,700 ล้านบาท และกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชน วงเงิน 3,000 ล้านบาท วงเงินรวม 8,700 ล้านบาท มาให้กยศ. ทำให้ในปี 57 กยศ. มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายให้กับผู้กู้ โดยเฉพาะรายใหม่ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา 204,000 รายขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจะสรุปผลการพิจารณารายชื่อผู้กู้ที่ผ่านการพิจารณาในรอบปีการศึกษา 57 หลังผ่านการตรวจสอบ และสัมภาษณ์จากเจ้าหน้าที่ กยศ. แล้ว ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้กู้รายเก่า ทั้งนักศึกษาชั้นปีที่ 2-4 และนักเรียนปวช.และปวส. ที่ยื่นความประสงค์ขอกู้เงินต่อนั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเอกสาร คาดว่าจะสรุปได้ทันและเสนอเข้าสู่ที่ประชุมภายในสัปดาห์หน้าได้“เดิมกยศ.ไม่มีเงินเพียงพอจ่ายให้กับผู้กู้ในปี57 ซึ่งค้างอยู่ 3,600 ล้านบาท ทำให้ต้องไปหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อขอเปลี่ยนแปลงรายงานงบประมาณใหม่ โดยนำงบประมาณเรื่องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่จะทำในปี 57 ประมาณ 3,000 ล้านบาท มาใช้จ่ายก่อน แล้วปี 58 แล้วค่อยตั้งงบประมาณมาคืนให้ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว และเป็นข่าวดีของนักศึกษาใหม่ ที่จะได้เข้ามากู้เงินเรียนได้ ส่วนเงินที่เหลือจากที่ใช้ในปี 57อีก 5,000 บาท ในปี 58 ต่อไปก็ตั้งงบประมาณลดลงตามเงินที่เหลือ”ทั้งนี้ในส่วนของการแก้ปัญหาของผู้ที่ยังไม่ชำระเงินกู้คืนนั้น กยศ.อยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการทวงคืนที่เข้มข้นขึ้น จากเดิมจะแจ้งหนี้ในช่วงที่ผู้กู้ยืมจะครบกำหนดที่ต้องชำระหนี้คืนเท่านั้น และถ้าไม่จ่ายจะมาตามอีกครั้ง โดยกยศ.จะมีใบแจ้งหนี้ผู้ครบชำระทุกปี เพื่อเป็นการเตือน และในอนาคตอาจต้องกำหนดให้ผู้ที่ยืนเรื่องขอกู้ต้องเข้าเครดิตบูโรด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเบี้ยวจ่ายหนี้เกิดขึ้นนอกจากนี้ยังขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย ในการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครงานใหม่หาก พบว่า ผิดนัดชำระหนี้กองทุน กยศ.ก็อาจพิจารณาไม่รับเข้าทำงาน ขณะเดียวกันกยศ.ยังมีแนวทางจัดอันดับสถานศึกษาโดยใช้ข้อมูลของการชำระเงินกู้คืนของนักเรียน- นักศึกษาที่จบการศึกษาไปแล้ว หากผิดชำระหนี้มากก็จะโดนลดวงเงินที่จะปล่อยกู้ลง ซึ่งทำให้นักเรียน– นักศึกษาที่เป็นรุ่นน้องเสียโอกาสจึงอยากให้ผู้กู้เงินจากกองทุน กยศ.ตระหนักในส่วนนี้ด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กยศ.ถกจ่ายเงินกู้เรียนใหม่

  • เล็งออกพันธบัตรออมทรัพย์ปีงบ 58

    เล็งออกพันธบัตรออมทรัพย์ปีงบ 58

    น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สบน.จะไม่พิจารณาแนวทางการออกพันธบัตรออมทรัพย์เพิ่มเติม ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากช่วงต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ได้ออกพันธบัตรดังกล่าว วงเงิน 30,000 ล้านบาท รวมทั้ง ขณะนี้เป็นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 57 ซึ่งได้วางแผนการระดมทุนโดยการออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้เงินของภาครับไว้หมดแล้วทั้งนี้ เบื้องต้นจะพิจารณาการออกพันธบัตรออมทรัพย์เพิ่มเติมในช่วงปีงบประมาณ 58 แทน โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องให้สอดคล้องกับแผนการใช้เงินและโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐด้วย โดยระหว่างนี้จะมีการศึกษาข้อมูลและรายละเอียดเบื้องต้นก่อนจะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งวงเงิน และอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง“ขณะนี้เป็นไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2557 แล้ว การระดมทุนต่าง ๆ เราวางแผนตายตัวไปหมดแล้ว ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับความต้องการใช้เงินของประเทศ ดังนั้นการจะออกพันธบัตรออมทรัพย์เพิ่มเติมอาจไม่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องเลื่อนระยะเวลาการพิจารณาออกไปเป็นปีงบประมาณหน้า ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องมาดูถึงความเหมาะสม ทิศทางและความต้องการของตลาดด้วย” สำหรับการออกพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปี วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาทนั้น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยสามารถขายพันธบัตรดังกล่าวให้ประชาชนได้หมดภายในระยะเวลา 5 วัน สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นกับพันธบัตรรัฐบาล ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปีนั้น ได้รับการตอบรับสูงสุด โดยมีประชาชนสนใจเข้าซื้อคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% และในส่วนนี้มีผู้สูงอายุสนใจเข้าลงทุนสูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 55% ของยอดเงินที่ระดมทุนทั้งหมด 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งออกพันธบัตรออมทรัพย์ปีงบ 58