เดือน: สิงหาคม 2014

  • ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน

    ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน

    นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ประเทศฟิลิปปินส์ จะเปิดประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% ปริมาณ 500,000 ตัน ซึ่งภาคเอกชนไทยเตรียมเข้าไปร่วมเสนอราคาขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งไทยมีโอกาสมากเพราะเวลานี้ราคาข้าวไทยถูกกว่าเวียดนาม รวมทั้งผลผลิตข้าวเวียดนามมีไม่เพียงพอส่งออก“ปกติฟิลิปปินส์ได้ซื้อข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก แต่เชื่อว่าการประมูลครั้งนี้ไทยมีโอกาส เพราะเวียดนามผลผลิตข้าวไม่ค่อยมี แต่ที่เข้าร่วมประมูลด้วย เพราะต้องการรักษาฐานลูกค้าไว้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าอย่างไรฟิลิปปินส์คงซื้อข้าวจากไทยด้วย โดยการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้เอกชนจะเป็นทัพหน้า และภาครัฐคอยสนับสนุนเอกชนไทย”อย่างไรก็ตาม แนวโน้มข้าวไทยปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เพราะราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด แม้ว่าราคาข้าวไทยต่ำกว่าเวียดนาม แต่ไม่น่าห่วง เพราะประเมินว่าราคาข้าวจะไม่ตกต่ำไปมากกว่านี้แล้ว ถือว่าต่ำที่สุดแล้ว โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยสามารถส่งออกได้แล้ว 5.2-5.3 ล้านตัน และคาดว่าจนถึงปลายปีจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านตันรายงานข่าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) แจ้งว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการนำเข้าข้าวจากประเทศจีนและแอฟริกาใต้ ติดต่อขอซื้อข้าวจากอคส.จำนวนมาก เนื่องจากความต้องการข้าวในตลาดโลกมีเพิ่มขึ้นโดยผู้นำเข้าที่ติดต่อซื้อข้าวกับอคส.ประเมินว่าอาจได้ข้าวราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลรักษาข้าวโดยตรง แต่ในทางปฎิบัติจริงอคส.ไม่มีหน้าที่ระบายข้าว ดังนั้นจึงส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อให้ประสานงานซื้อขายข้าวกันต่อไปด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ไทยจะส่งออกข้าวได้เกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 9 ล้านตัน แต่อาจไม่ถึง 10 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกที่จะออกในช่วงปลายปีขยับได้ถึงราคาตันละ 8,500 บาท ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการได้ โดยประเทศผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องการข้าวที่จะออกมาใหม่ และไม่สนใจข้าวเก่าในสต๊อกมากนักผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ประเทศผู้ส่งออกข้าวในขณะนี้พบว่าหลายประเทศอยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อเข้าสู่การแข่งขันในช่วงครึ่งปีหลัง โดย เวียดนาม อาจพิจารณายกเลิกการกำหนดราคาส่งออกข้าวขั้นต่ำ เพื่อให้ผู้ส่งออกข้าวสารสามารถกำหนดราคาส่งออกเองได้โดยไม่ต้องใช้ราคาส่งออกข้าวขั้นต่ำของสมาคมอาหารเวียดนาม เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการกำหนดราคาส่งออกและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขณะที่ประเทศอินเดีย ล่าสุด องค์การอาหารแห่งชาติของอินเดียรายงานว่า สต็อกข้าวในคลังของรัฐบาล เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีปริมาณ 28.03 ล้านตัน ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากภาวะราคาข้าวในประเทศปรับตัวสูงขั้นทำให้รัฐบาลจัดหาข้าวได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม สต็อกข้าวในปัจจุบันของอินเดียมากเป็น 2 เท่าของระดับสต็อกขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนดไว้ส่วนเมียนมาร์ กำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตข้าวนึ่งในหลายเขตของประเทศเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในต่างประเทศ ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกรรมข้าวพม่าคาดว่าในปี 57 จะส่งออกข้าวนึ่ง 300,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 56 ที่ส่งออก 30,000 ตันโดยตลาดสำคัญอยู่ที่ ยุโรปและรัสเซีย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน

  • ก.อุตฯ ระดมสมองถกรื้อระบบอ้อย

    ก.อุตฯ ระดมสมองถกรื้อระบบอ้อย

    นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเปิดเวทีระดมความเห็นร่วมกัน 3 ฝ่าย ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม โรงงานน้ำตาล และชาวไร่อ้อย เพื่อสรุปแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายตามแผนพัฒนา 8 ปี รวมถึงการปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อสรุปประเด็นเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ได้ภายในส.ค.นี้ทั้งนี้ในปัจจุบันตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและนำ้ตาล จะมีการเพิ่มผลผลิตอ้อย ทำให้โรงงานน้ำตาลทรายหลายรายยื่นขอย้าย และขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม ซึ่งที่รอการพิจารณามี 10 ราย ซึ่งการอนุมัติให้นั้นต้องรอสรุปปัญหาทั้งหมด โดยเฉพาะระยะห่างที่ตั้งโรงงานให้ได้ก่อน เพราะขณะนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก โดยโรงงานบางส่วนต้องการให้ลดระยะห่างของโรงงานน้ำตาลระหว่างกันจากหลักเกณฑ์เดิม 80 กม.ให้เหลือ 50 กม. หรือบางรายให้ยกเลิกการกำหนดระยะห่างออกไปให้ชัดเจนแหล่งข่าวจากโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดจัดสัมมนาวันที่ 16 ส.ค.นี้ แต่ได้เลื่อนออกไป เนื่องจากยังไม่มีความพร้อมในเรื่องข้อมูลรายละเอียดที่ตรงกัน หากเปิดเวทีเพื่อที่จะสรุปในวันดังกล่าว จะใช้เวลาไม่เพียงพอ และกลายเป็นเวทีถกเถียงกัน และไม่มีข้อสรุป โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือระยะห่างโรงงาน รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาที่รายละเอียดระหว่างโรงงานและชาวไร่ยังไม่ได้ข้อสรุปตรงกันอย่างไรก็ยอมรับว่า ปัจจุบันโรงงานน้ำตาล ยังไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ถึงระยะห่างโรงงานน้ำตาลว่าเท่าไร จึงจะเหมาะสม ซึ่งข้อสรุปเบื้องต้นที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำหนด คือ อาจกำหนดให้เป็นเงื่อนไขพิเศษกรณีต่ำกว่า 80 กม. คือ จะต้องได้รับความยินยอมจากทุกฝ่าย ต้องมีปริมาณอ้อยขั้นต่ำที่เหมาะสม เป็นต้น ซึ่งหากยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวได้ปัญหาก็จะได้จบลงเพื่อให้การขยายโรงงานใหม่และเก่าที่ติดเงื่อนไขนี้เดินหน้าได้“บางส่วนติดเงื่อนไขระยะห่างไม่ถึง 80 กิโลเมตร เช่น โรงงานน้ำตาลตั้งใหม่ที่จังหวัดเลย ของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น และโรงงานกลุ่มมิตรผล ซึ่งที่ผ่านมาจุดยืนของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลต้องการยึดมติครม.เดิมที่ต้องห่างกัน 80 กม.แต่ในเมื่อ 2 โรงงานถูกฝ่ายราชการอนุมัติและตั้งโรงงานแล้ว จึงต้องถามฝ่ายราชการว่าปล่อยมาได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้โรงงานที่เตรียมขอย้ายและขยายโรงงานใหม่เขาก็ถามว่าที่ผ่านมายังอนุมัติไปได้แล้วแต่ของใหม่เหตุใดต้องรอกติกาให้ชัดก่อนซึ่งไม่เป็นธรรม”นายสมศักดิ์ สุวัฒิกะ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาทราย กล่าวว่า ในฤดูการผลิต 56/57 ไทยมีผลผลิตอ้อยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 103.66 ตัน และผลิตน้ำตาลได้ 11.29 ล้านตัน หรือ 110 ล้านกระสอบ ค่าความหวานก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 12.56 ซี.ซี.เอส.จากปีก่อนหน้า 10 ซี.ซี.เอส. ส่วนฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง คือ 57/58 นั้น คาดว่าปริมาณผลผลิตอ้อยก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 103 ล้านตันอ้อย เนื่องจากจะมีพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไปตามนโยบายเปลี่ยนนาข้าวเป็นไร่อ้อย โดยคาดว่า พื้นที่ปลูกอ้อยจะเพิ่มเป็น 12 ล้านไร่ จาก 10 ล้านไร่ ในฤดูกาล 56/57 ขณะค่าความหวานก็จะดีขึ้น เพราะได้พัฒนาพันธุ์อ้อยอย่างต่อเนื่องแหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กล่าวว่า ยอดขายน้ำตาลทรายปีนี้ ถือว่า ไม่ดีนัก ทำให้มีน้ำตาลค้างกระดานอยู่กว่า 3 ล้านกระสอบ เทียบกับระดับค้างกระดานปกติที่อยู่ที่ 1.8-2 ล้านกระสอบ โดย เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้อุตสาหกรรมที่มีน้ำตาลเป็นวัตถุดิบทั้งอาหารและเครื่องดื่มมีความต้องการลดลง ส่งผลต่อปริมาณการบริโภคน้ำตาลโดยรวมของทั้งประเทศเนื่องจากในปริมาณโควตาน้ำตาลขายในประเทศ หรือโควตาก. ที่ 2.5 ล้านตัน หรือ 25 ล้านกระสอบนั้นกว่า 80% เป็นการใช้ในภาคอุตสาหกรรม เป็นการบริโภคในครัวเรือนเพียง 20%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.อุตฯ ระดมสมองถกรื้อระบบอ้อย

  • กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เป็นไปได้เหรียญสิบมี 100 เหรียญ

    กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เป็นไปได้เหรียญสิบมี 100 เหรียญ

    เมื่อวันที่ 10 ส.ค. กลายเป็นกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว สำหรับเรื่องเหรียญ 10 บาท ที่ไม่ได้มีมูลค่าแค่ตามจำนวนดังกล่าว หลังหนุ่มเจ้าของร้านปาหนันจิวเวลรี่ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กขอรับซื้อเหรียญ 10 บาท ที่ผลิตเมื่อปี พ.ศ.2533 ด้วยมูลค่า 1 แสนบาทต่อหนึ่งเหรียญ เนื่องจากระบุว่าเหรียญสิบปีนั้นมีผลิตแค่ 100 เหรียญเท่านั้น ทำให้ประชาชนทั่วหองระแหงต่างต้องรีบงัดเหรียญ 10 บาท ที่พกติดตัวอยู่มาตรวจดูว่าเป็นปีอะไร เพื่อหวังจะได้เป็นลาภลอยมีมูลค่ามหาศาล สร้างกระแสข่าวครึกโครมเป็นอย่างมากกระทั่ง นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ให้สัมภาษณ์กลบกระแสไฟลุกโชน ว่า กรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วว่า ปี พ.ค.2533 ไม่ได้มีเหรียญ 10 บาท แค่จำนวน 100 เหรียญเท่านั้น เนื่องจากเมื่อปี 2533 ได้ซื้อเหรียญ 10 บาทสำเร็จรูปมาจาก บริษัทโอลินบราส ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนถึง 50 ล้านเหรียญเลยทีเดียว จึงเป็นแค่ข่าวลือ นอกจากนั้น นายวีระวุฒิ ศรีเปารยะ รองอธิบดีด้านเหรียญกษาปณ์ ยังตอกย้ำเพิ่มเติมอีกว่า การผลิตเหรียญแต่ละครั้ง เฉลี่ยต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าจะมีแค่ 100 เหรียญ คงเป็นเรื่องยากล่าสุดช่วงเย็นวันเดียวกัน นายนริศ ได้ออกมาเปิดเผยกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งต่างจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก โดยกล่าวว่า การผลิตเหรียญกษาปณ์จำนวน 100 เหรียญนั้น มีความเป็นไปได้ หากจำนวนสั่งผลิตในแต่ละรอบมีการผลิตไว้ปริมาณมากๆในปีก่อนหน้า และจำเป็นจะต้องผลิตให้เต็มจำนวนในปีถัดไป โดยบางกรณีอาจเป็นการชดเชยการผลิตเหรียญราคาอื่นได้ ซึ่งขณะนี้ กรมธนารักษ์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ เพราะเจ้าหน้าที่ดูแลสายงานผลิตเหรียญกษาปณ์ติดราชการอยู่ต่างประเทศ สัปดาห์หน้าถึงจะรู้ชัด"แต่เบื้องต้นพบว่า ได้มีการหาแหล่งจัดซื้อจัดหาเหรียญตัวเปล่าและเหรียญสำเร็จรูปชนิดราคา 10 บาท ในปี 2532 เป็นจำนวน 100 ล้านเหรียญ และปี 2533 จำนวน 20 ล้านเหรียญจริง เพียงแต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าการผลิตเหรียญจำนวนนั้น มีการตีตราผลิตไว้ว่าเป็นปีใด อาจไม่ได้ตีตราปี 2533 ไว้ทั้งหมด ดังนั้นข้อสันนิษฐานเหรียญ 10 บาท ปี 2533 มีแค่ 100 เหรียญนั้นก็มีความเป็นไปได้ เพราะบางครั้งการผลิตเหรียญอาจใช้วิธีผลิตให้เต็มจำนวน ยกตัวอย่าง ปีนั้นต้องผลิตเหรียญ 1 ล้านเหรียญ ในส่วนของเหรียญบาท, เหรียญ 50 สตางค์, เหรียญ 25 สตางค์, แต่ปรากฎว่าการผลิตขาดไป 100 เหรียญ ดังนั้นก็เลยผลิตเหรียญ 10 บาท เพิ่มเติมเข้าไปให้เต็ม" อธิบดีกรมธนารักษ์ เผยผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเอกสารการผลิตเหรียญกษาปณ์ย้อนหลังของกรมธนารักษ์ พบว่ายังมีการลงข้อมูลที่ไม่ตรงกันอยู่ โดยรายงานแผนการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนพระบรมรูปรัชกาลที่ 9 รูปพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม มีการลงข้อมูลการผลิตเหรียญ10 บาท เพื่อใช้หมุนเวียนในปี 2533 ที่จำนวน 100เหรียญจริง ตามที่เป็นกระแสข่าวอยู่ในสังคมโซเชียล ส่วนในปี2532 มียอดผลิต 100 ล้านเหรียญ แต่ขณะเดียวกัน รายงานประจำปี 2533 ของกรมธนารักษ์ กลับระบุข้อมูลการผลิตเหรียญกษาปณ์ทั้งหมดในปี 2533 ว่าเหรียญชนิดราคา 10 บาท มีจำนวนผลิตถึง 100 ล้านเหรียญ ทำให้ยังเป็๋นที่สับสนว่าข้อมูลใดถูกต้องกันแน่ ซึ่งกรมธนารักษ์ก็ยังไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงในรายละเอียดได้ และขอเวลาตรวจสอบอีกครั้ง.ข่าวที่เกี่ยวข้อง "ธนารักษ์"ยันเหรียญสิบปี 33 มี 50 ล้านเหรียญ ฮือฮารับซื้อเหรียญ10บาทปี2533 ราคา1แสนบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เป็นไปได้เหรียญสิบมี 100 เหรียญ