ในทุกวันนี้ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้นจนแทบจะเรียกได้ว่ามองไปทางไหนก็เจอ ขนาดหลับตาก็ยังได้ยินเสียง คุณผู้อ่านเคยนึกกลัวการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ้างไหมครับ เคยนึกกลัวไหมครับว่าการที่ต้องนั่งอยู่แต่หน้าคอมพ์หรือก้มหน้าจิ้มมือถือตลอดเวลาจะทำให้สุขภาพย่ำแย่ สมรรถภาพร่างกายเสื่อมถอยเร็วขึ้น แน่ล่ะครับว่าทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นดาบสองคม มองในคมหนึ่งสิ่งที่กลัวกันนี้ก็ไม่ได้เกินกว่าเหตุเพราะเป็นความจริงที่มีให้เห็นอยู่รอบตัวบ่อย ๆ แต่ถ้ามองอีกคมหนึ่งที่เหลือ และมองในมิติที่กว้างขึ้นด้วยก็จะเห็นนะครับว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้ หลาย ๆ อย่างออกแบบมาเพื่อช่วยในเรื่องสุขภาพและกลายเป็นสิ่งที่เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยแทบทุกกลุ่มมีโอกาสในการใช้ชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้นเช่นกัน คุณผู้อ่านคอลัมน์ประจำวันพุธของผมหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินเรื่องของการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะหรือการปลูกถ่ายอวัยวะผ่านหูผ่านตากันมาบ้างใช่ไหมครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร มีทำกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วในวงการแพทย์ ในหนังในละครหรือแม้แต่ในฟอร์เวิร์ดเมลก็มีพูดถึงกันอยู่บ่อย ๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหามากในการเปลี่ยนหรือปลูกถ่ายอวัยวะก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะหาเนื้อเยื่อหรืออวัยวะเทียมที่เข้ากันได้กับร่างกายของผู้ป่วยคนนั้น ๆ และไม่เกิดผลกระทบข้างเคียงมาได้อย่างไร ถ้าเป็นเนื้อเยื่อหรืออวัยวะจากญาติที่มีสายเลือดใกล้ชิดกันก็มีโอกาสที่จะเข้ากันได้มากขึ้น แต่ก็ไม่การันตีเสมอไปอยู่ดี ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยจริง ๆ แต่อย่าลืมนะครับว่าตอนนี้เราอยู่ในโลกศตวรรษที่ 21 แล้ว โลกที่อะไร ๆ ก็สามารถเป็นไปได้ทั้งนั้น แม้แต่เรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะนี้ก็เช่นกัน ตอนนี้คณะวิจัยจาก Brigham & Women’s Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้คิดค้นเครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิติ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า 3D Bioprinting ขึ้น ทั้งนี้ได้มีการทดสอบสร้างหลอดเลือดเทียมเพื่อใช้กับมนุษย์โดยการใช้เครื่องพิมพ์ชีวภาพสามมิตินี้เป็นตัวช่วย ซึ่งงานนี้สื่อมวลชนต่างประเทศหลายสื่อถึงขนาดกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกของโลกที่มีการทดลองเรื่องนี้เลยทีเดียวครับ ในส่วนหลักการของเครื่องพิมพ์ 3 มิตินั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในแวดวงเทคโน โลยี แต่เมื่อคณะวิจัยนี้นำเครื่องพิมพ์ 3 มิติมาผนวกกับเทคนิคเฉพาะของการสร้างเนื้อเยื่อหรือหลอดเลือดจำลอง ผลที่ได้เลยน่าสนใจไม่น้อยว่าจะออกหัวหรือก้อยยังไง เมื่อพูดถึงเครื่องพิมพ์ สองอย่างแรกที่พวกเรานึกถึงกันก็คือ หมึกพิมพ์กับกระดาษ ใช่ไหมครับ แต่ถ้าจะพิมพ์หลอดเลือดเทียม 3 มิติออกมานี่ล่ะจะเอาอะไรเป็นหมึก เอาอะไรเป็นกระดาษหรือฐานดี สำหรับคณะวิจัยนี้พวกเขาใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้ป่วยซึ่งรวมถึงโปรตีนที่เร่งการเจริญเติบโต แล้วสารเชื่อมโยงที่เป็นไฮโดรเจลต่าง ๆ อย่างเจลาตินหรืออะกาโรสที่ทำให้เซลล์เติบโตได้ดี หรือที่เรียกกันว่า สเต็มเซลล์ ซึ่งเหตุผลที่ใช้สเต็มเซลล์ เพราะว่าเขาเชื่อว่าการใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่เอามาตั้งต้นจากผู้ป่วยเองทำให้เราสามารถลดปัญหาความไม่เข้ากันของอวัยวะได้ นอกจากหลอดเลือดเทียมแล้วทางคณะวิจัยนี้ยังสามารถสร้างโครงสร้างร่างแหที่ทำหน้าที่เป็นหลอดเลือดให้มีลักษณะต่าง ๆ กันได้อีกด้วย ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าในอนาคตเทคโนโลยีของเครื่องพิมพ์ชีวภาพ 3 มิตินี้ จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อให้เป็นไปตามที่ผู้ป่วยต้องการมากขึ้น ในปัจจุบันเราเริ่มเห็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ชีวภาพมากขึ้น อีกทั้งผลการทดลองเพื่อสนับสนุน พัฒนา และปรับปรุงก็มีออกมาเรื่อย ๆ ทำให้พอมองเห็นภาพได้เลยนะครับว่าในอนาคตที่ไม่ไกลนักนี้เครื่อง พิมพ์ชีวภาพสามมิติน่าจะเป็นฮีโร่ขี่ม้าขาวที่มาช่วยเหลือผู้ป่วยซึ่งกำลังรอคอยอวัยวะจากผู้บริจาคอยู่ได้ ช่วยให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขอีกครั้ง เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและยืดอายุขัยของมนุษย์ให้ยาวนานขึ้นได้เลยล่ะครับ เห็นไหมครับว่าโลกแห่งเทคโนโลยียังมีอะไรให้รอค้นพบอีกมากมาย เทคโน โลยีหลาย ๆ อย่างที่อาจจะดูอิ่มตัวแล้ว ธรรมดาแล้ว เป็นของทั่ว ๆ ไปแล้ว แต่พอถูกนำมาบูรณาการกับเทคโนโลยีในอีกสายหนึ่งเท่านั้นเองก็สามารถก่อให้เกิดนวัตกรรม ใหม่ที่หล่อเลี้ยงหรือแม้แต่สั่นคลอนโลกศตวรรษที่ 21 ของพวกเราได้ เพราะฉะนั้นเราคนไทยก็อย่าลืมมาช่วยกันคิด มาร่วมกันบูรณาการ มาแข่งกันสรรค์สร้างนวัตกรรม ใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยของเราให้โดดเด่นขึ้นในเวทีโลกกันเถอะครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เครื่องพิมพ์อวัยวะเทียม 3 มิติ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
เดือน: สิงหาคม 2014
-

เครื่องพิมพ์อวัยวะเทียม 3 มิติ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
-

สร้างแรงบันดาลใจผ่าน‘นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์’
2 เดือนเต็ม คนไทยเตรียมตัวเพลิดเพลิน เปิดโลกทัศน์กับนิทรรศการอวกาศ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” ภายใต้แนวคิดจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ อาสาสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้เด็กและเยาวชน หันมาสนใจด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงนิทรรศการดังกล่าวว่า จะเป็นการกระตุ้นให้เด็ก นักเรียน นักศึกษา เยาวชนชาวไทย ได้เข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง สร้างองค์ความรู้ผ่านจิตนาการ ซึ่งคาดหวังว่านิทรรศการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้สัดส่วนเด็กหันมาสนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้ประเทศต่อไปได้ สำหรับงานนิทรรศการฯ ดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 57–1 ก.พ. 58 บนพื้นที่บางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยเป็นการร่วมมือของ 3 รายใหญ่ นำโดยหัวเรือใหญ่อย่าง บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ภายใต้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ด้านนายเอกชัย ภัคดุรงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อํานวยการอาวุโส ส่วนงานกิจการองค์กร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิทรรศการฯที่จัดแสดงในไทย จะปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับคนไทย โดยการเน้นอินเตอร์แอ๊คทีฟ มีการให้ความรู้ผ่านนักศึกษามาเป็นไกด์ร่วมกับบุคลากรของไทยคม รวมถึงนักเรียนคนหูหนวก เข้ามาร่วมให้ข้อมูล นิทรรศการฯ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม จึงเปิดโอกาศให้นักเรียนพิการด้านหูหนวกได้เข้ามาหาแรงบันดาลใจเหมือนคนปกติ โดยนิทรรศการฯ จะเสนอนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับอวกาศของประเทศไทยมาจัดแสดง อาทิ ชิ้นส่วนดาวเทียมลำแรกของไทย ไอพีสตาร์ และอุปกรณ์ความก้าวหน้าต่าง ๆ ร่วมกับสํานักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ข้อมูลของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาล ตั้งแต่ ดาวพุธ, ดาวศุกร์, โลก, ดาวอังคาร, ดาวพฤหัส, ดาวเสาร์, ดาวยูเรนัส, ดาวเนปจูน และดาวพลูโต ทั้งนี้การแสดงข้อมูลจะเป็นแบบอินเตอร์แอ๊คทีฟสนุกสนานเหมือนการเล่นเกม นอกจากนี้คนไทยจะชมไฮไลต์ชุดนัก บินอวกาศจําลองที่ Neil Armstrong ใส่ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ ประตูยานอพอลโลจําลอง ยานอวกาศ วิวัฒนาการชุดนักบินอวกาศ ดาวเทียม รถยนต์อวกาศ หุ่นยนต์อวกาศ อาหารอวกาศ ห้องน้ําอวกาศ เครื่องมือติดต่อสื่อสาร ความมานะอดทน และนวัตกรรมการ ดํารงชีวิตของมนุษย์อวกาศ ตั้งแต่การแต่งตัว อาหารการกิน และชีวิตประจําวันทั่วไป เด็ดสุดเพื่อเป็นการให้คนไทยใกล้ชิดมากขึ้น จะมีกิจกรรมถ่ายรูปในชุดนักบินอวกาศเป็นครอบครัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้งานนิทรรศการมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (องค์การนาซา) ได้เลือกประเทศไทยให้จัดนิทรรศการเป็นครั้งที่ 6 ต่อจากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเห็นว่ามีศักยภาพและมีความสนใจด้านอวกาศ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” ถือเป็นอีกนิทรรศการระดับโลกที่น่าสนใจ ที่ยกมาไว้ให้คนไทยได้ชม ปลายปีเจอกัน. สุรัสวดี สิทธิยศ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สร้างแรงบันดาลใจผ่าน‘นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์’ -

ทีดีอาร์ไอแนะตั้งวันสต๊อปเซอร์วิสบริการภาครัฐ
นายอิสรกุล อุณหเกตุ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ได้เสนอให้แก้ไขร่างพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ที่ผ่านการเห็นชอบจากครม.มาตั้งแต่ปี 55 แต่ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา โดยให้แก้ไขมาตรา 14 กำหนดให้ครม.ออกพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งศูนย์รับคำขออนุญาต เพื่อช่วยลดต้นทุนปัญหาการขออนุญาตต่าง ๆ ของประชาชน ที่ต้องมาติดต่อกับหน่วยงานหลายแห่งให้เป็นไปในลักษณะคล้ายกับศูนย์บริการออกใบอนุญาตณ จุดเดียวทั้งนี้การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว ควรกำหนดเวลาของการขอรับอนุญาตให้ชัดเจน คู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ขออนุญาตจากภาครัฐ รวมทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เผยแพร่คู่มือสำหรับประชาชน และการยื่นคำขออนุญาตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะการกำหนดเวลา จะช่วยปิดช่องทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ พร้อมให้เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งผู้ขออนุญาตทันที หากรายการเอกสาร หรือหลักฐานไม่ถูกต้อง แต่ไม่ให้เรียกเอกสารเพิ่มเติม หรือปฏิเสธคำขอได้ หากรายการเอกสาร หรือหลักฐานถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ยังกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางวินัย หรือต้องถูกดำเนินคดี หากตรวจสอบคำขอ และรายการเอกสา รหรือหลักฐานโดยประมาทหรือทุจริต“แม้ว่าการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐ กฎหมายจะเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการควบคุมกิจกรรมทางสังคม และเศรษฐกิจ แต่หากควบคุมโดยใช้กฎหมาย และกฎระเบียบมากเกินไป ก็ย่อมสร้างภาระต้นทุนแก่สังคม และส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะขั้นตอนทางกฎหมาย และกฎระเบียบที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานานเกินความจำเป็น ซึ่งในหลาย ๆ กรณีกระบวนการพิจารณาอนุญาต ทำให้เกิดความล่าช้ากับการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ขั้นตอนพิจารณาอนุญาตเหล่านี้ ยุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานาน จึงสร้างต้นทุนมากเกินความจำเป็น และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจมาก ก็จะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นได้”อย่างไรก็ตาม ยังเสนอให้ก.พ.ร.ประเมินต้นทุนการพิจารณาอนุญาตแต่ละแบบ ที่ประชาชนต้องรับภาระ ทั้งต้นทุนที่เป็นตัวเงิน และเวลารวมถึงความถี่ หรือปริมาณการขออนุญาตนั้น ๆ ก่อนเปิดเผยข้อมูลต้นทุนดังกล่าว ให้ประชาชนโดยทั่วไปรับทราบ โดยอาจกำหนดให้ต้องรายงานผลเป็นประจำทุกปี รวมทั้งต้องแก้ไขมาตรา6กำหนดให้ก.พ.ร.ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อยกเลิกการอนุญาต หรือให้มีมาตรการอื่นแทนการอนุญาต โดยรับฟังความเห็นจากหน่วยงานผู้อนุญาต และผู้มีส่วนได้เสีย จากนั้นจึงเสนอให้ครม.พิจารณาสำหรับพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีเป้าหมายที่ต้องการปรับปรุงการขออนุญาตภาครัฐ ทั้งในส่วนการประกอบธุรกิจ และการขออนุญาตต่าง ๆ ที่ประชาชนต้องขอจากภาครัฐ โดยเน้นปรับปรุงสองส่วนคือลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความโปรงใส เพิ่มความรับผิดชอบ ซึ่งการลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพปัจจุบันการประกอบกิจการ หรือการดำเนินการต่าง ๆ ประชาชนต้องดำเนินการผ่านการอนุมัติการอนุญาต การออกใบอนุญาตการขึ้นทะเบียน โดยภาครัฐ เพราะกฎหมายหลายฉบับไม่ได้กำหนดระยะเวลา และขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีดีอาร์ไอแนะตั้งวันสต๊อปเซอร์วิสบริการภาครัฐ