เดือน: สิงหาคม 2014

  • คลังตามติดบริหารความเสี่ยง

    คลังตามติดบริหารความเสี่ยง

    นายกฤษฎา  จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ประชุมคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ด้านการคลังปีงบประมาณ 57 ที่มีนายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อติดตามข้อมูลครึ่งปีที่ผ่านมา และกำหนดรูปแบบการทำงานรายความเสี่ยงด้านการคลัง ซึ่งมีทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นโยบายของรัฐบาล รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ซึ่งจะมีการทำงานฉบับสมบูรณ์ในปลายปีงบประมาณนี้ ทั้งนี้ ข้อมูลครึ่งปีที่ผ่านมา ยังไม่มีอะไรที่เป็นความเสี่ยงกับฐานะการคลัง แม้ว่าเศรษฐกิจครึ่งปีแรกจะขยายตัวได้น้อย แต่คาดว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ดี ส่วนความเสี่ยงการคลังที่เกิดจากรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ขณะนี้ได้ดำเนินแก้ไขจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงได้ติดตามข้อมูลเพื่อมาปรับปรุงทำเป็นรายงานความเสี่ยงทางการคลังตอนสิ้นปีงบประมาณอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม รายงานความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ 56 ของ สศค. ประมาณการฐานะการคลังระยะปานกลางและประเมินความเสี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อฐานะการคลังระยะปานกลาง ตั้งแต่ปี 57-63 โดยประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ปีละ 4.5% โดยมูลค่าจีดีพีจากปี 57 อยู่ที่ 12.8 ล้านล้านบาท จะเพิ่มเป็น 19.8 ล้านล้านบาท ในปี 63 ส่วนด้านรายได้จะเพิ่มจาก 2.27 ล้านล้านบาท ในปี 57 เป็น 3.58 ล้านล้านบาท ในปี 63 ขณะที่รายจ่ายจาก 2.52 ล้านล้านบาท ในปี 57 จะเป็น 3.58 ล้านล้านบาท ในปี 63 ซึ่งเป็นปีแรกที่งบประมาณเข้าสู่สมดุล หลังจากเป็นงบประมาณจาดดุลมานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ ยังประเมินหนี้สินของประเทศจาก 5.91 ล้านล้านบาท หรือ 47.1% ของจีดีพี ในปี 57 จะเป็น 8.85 ล้านล้านบาท หรือ 47.3% ของจีดีพี ในปี 63 แม้ว่าจำนวนหนี้จะเพิ่มขึ้นมาก แต่มูลค่าจีดีพีเพิ่มทำให้สัดส่วนหนี้ลดลง อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าว มีการร่วม พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่เป็นโมฆะไปแล้ว  รวมถึง พ.ร.ก.เงินกู้บริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท ที่ฝ่ายนโยบายยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้กู้ต่อไปหรือไม่ ขณะเดียวกัน สศค. ได้ประเมินความเสี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อฐานะการคลังระยะปานกลาง โดยประเมินในกรณีสถานการณ์ดีขึ้น หากเศรษฐกิจในปี 58-63 ขยายตัวได้ปีละ 6.5% จะทำให้นี้สาธารณะของประเทศไม่เพิ่มสูงมาก โดยปี 63 หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 7.01 ล้านล้านบาท หรือ 34.2% ของจีดีพี หากกรณีที่สถานการณ์แย่ลง เศรษฐกิจปี  58-63 ขยายตัวได้ปีละ 2.5% จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 10.9 ล้านล้านบาท หรือ 59.8% ของจีดีพี ใกล้กับกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี ขณะที่ความเสี่ยงทางการคลัง ที่เกิดจากรัฐวิสาหกิจ คาดว่า จะต้องเข้าไปรับความเสียหายจากดำเนินการรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่ขาดทุน ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีขาดทุนสะสม 70,000 ล้านบาท การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มีขาดทุนสะสม 37,000 ล้านบาท และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ มีขาดทุนสะสม 86,000 ล้านบาท นอกจากนี้ รายงานมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ว่า รัฐบาลควรบริหารเศรษฐกิจยังยืดหยุ่น หากเศรษฐกิจถดถอย ควรดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว โดยการลดภาษี เพิ่มรายจ่าย แต่หากเศรษฐกิจขยายตัวดี ก็ควรเพิ่มภาษี และลดรายจ่าย รวมถึงรัฐบาลควรควบคุมรายจ่ายประจำโดยการควบคุมเป็นสัดส่วนต่องบประมาณรวม รวมทั้ง รัฐบาลควรเน้นการลงทุนไม่ควรต่ำกว่า 25% ของงบประมาณ หากไม่สามารถเพิ่มงบลงทุน ก็ควรให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน รวมถึงให้รัฐบาลกำหนดขอบเขตภาระการคลังที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล ให้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี และเพิ่มความน่าเชื่อถือของกรอบความยั่งยืนทางการคลัง โดยออกกฎหมายมารองรับ 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังตามติดบริหารความเสี่ยง

  • เล็งขึ้นบัญชีดำสายการบินทิ้งผู้โดยสาร

    เล็งขึ้นบัญชีดำสายการบินทิ้งผู้โดยสาร

    นายวรเดช   หาญประเสริฐ อธิบดีกรมการบินพลเรือน เปิดเผยถึงการแก้ปัญหากรณีเกิดสายการบินทิ้งผู้โดยสารว่า กรมฯ กำลังรวบรวมสถิติการกระทำความผิดของสายการบินต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อจัดทำเป็นบัญชีดำ และจะมีการส่งข้อมูลรายชื่อสายการบินที่ถูกขึ้นบัญชีไปให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค นำไปเผยแพร่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไปได้รับทราบ เพื่อเป็นการเตือนภัยไม่ให้หลงไปเลือกใช้บริการสายการบินที่มีปัญหาอีก ซึ่งเชื่อว่าการใช้มาตรการทางสังคมลงโทษสายการบินที่มีพฤติกรรมทิ้งผู้โดยสาร  จะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้โดยสาร ได้ และยังทำให้สายการบิน เพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดมากขึ้นอีกด้วย ส่วนความคืบหน้าการสอบข้อเท็จจริงกรณีสายการบินแบบเช่าเหมาลำ (ชาเตอร์ไฟลต์)  ซิตี้แอร์เวย์ และ เอเชี่ยนแอร์ ที่ไม่สามารถนำเครื่องขึ้นบินได้ตามกำหนดตารางบินและเกิดปัญหาทิ้งผู้โดยสาร ว่า  อยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดทั้ง2 กรณี    ทั้งนี้จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่ากรณีซีตี้แอร์เวย์ มีความผิดค่อนข้างชัดเจนคือ ไม่สามารถนำเครื่องขึ้นบินตามเวลาที่กำหนด และไม่มีการแจ้งเตือนผู้โดยสารล่วงหน้า แม้สายการบินจะรู้ก่อนแล้วว่าไม่สามารถนำเครื่องขึ้นบินได้ หลังถูกสั่งพักทำการบิน เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบมาตรฐานความปลอดภัย เกี่ยวกับการซ่อมบำรุงตามที่ กฎหมายการบินพาณิชย์กำหนดไว้   นอกจากนี้ผู้โดยสารที่ได้รับความเสียหายจากเที่ยวบินดังกล่าวยังสามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับสายการบินได้ด้วย  โดย กรมฯ มีเงินค้ำประกันของซิตี้แอร์เรียกเก็บไว้เพื่อใช้เป็นเงินสำรองช่วยเหลือผู้โดยสาร กรณีสายการบินหยุดทำการบินกะทันหันอยู่แล้ว 2 ล้านบาท ซึ่งหากผู้โดยสารรายได้ฟ้องร้องและชนะคดีก็สามารถนำงเนิส่วนนี้ไปจ่ายชดเชยได้ทันที นายวรเดช  กล่าวต่อว่า  ส่วนกรณีเอเชี่ยนแอร์ จะต้องพิจารณาถึงเจตนาของบริษัทว่าจงใจทิ้งผู้โดยสารหรือไม่  เพราะเบื้องต้นบริษัทแจ้งว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เนื่องจากเกิดปัญหาดีเลย์ทำให้เครื่องบินเดินทางถึงปลายทางที่ประเทศเกาหลีล่าช้า จนไม่สามารถนำเครื่องบินบินออกจากสนามบินอินชอนได้ทันเวลา 22.00 น.ซึ่งเป็นเวลาสิ้นสุดการทำการบินประจำวัน  ส่วนกรณีที่ผู้โดยสารร้องเรียนว่าไม่มีที่พักอาศียต้องนอนภายในสนามบินนั้น สายการบินแจ้งว่าพยายามจัดหาที่พักแล้ว แต่ที่พักเต็มทุกที่ “กรมฯจะต้องสอบข้อเท็จจริงทั้ง2 กรณี ให้ละเอียดว่ามีความผิดหรือไม่อย่างไร คาดว่าจะเสนอผลสอบข้อเท็จจริงให้ ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งทำหน้าที่เทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาตัดสินในสัปดาห์ นี้ หากพบว่าสายการบินไหนมีความผิดร้ายแรง อาจมีโทษรุนแรงถึงขั้นยึดใบอนุญาตการทำการบินทันที”   

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งขึ้นบัญชีดำสายการบินทิ้งผู้โดยสาร

  • คตร. สั่งล้มประมูลโครงการ 8 พันล้าน

    คตร. สั่งล้มประมูลโครงการ 8 พันล้าน

    นายประสงค์  พูนธเนศ  อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ได้รับทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายโครงการของรัฐ (คตร.) พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบกเป็นประธาน ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกร่างทีโออาร์ในการประกวดราคาโครงการประมูลติดตั้งระบบตรวจสอบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (เอพีพีเอส) มูลค่ากว่า 8,313 ล้านบาท ของ ทอท. เนื่องจากขัดระเบียบพระราชบัญญัติการเงินการคลัง กรณีมีการจ่ายเงินส่วนแบ่งค่าตอบแทนจากโครงการนี้ให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) รวมทั้งวิธีการกำหนดราคากลาง   นายประสงค์  กล่าวว่า ประเด็นหลักเรื่องการจ่ายเงินส่วนแบ่งค่าตอบแทนให้กับ ตม. ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ เพราะเงินรายได้ในส่วนนี้จะต้องนำส่งเข้ารัฐ ไม่สามารถจ่ายให้กับทาง ตม.ได้ ดังนั้นรายละเอียดในการดำเนินโครงการนี้จะต้องมีการทบทวนใหม่ และขณะนี้อยู่ระหว่างรอหนังสือตอบกลับจาก คตร.ที่ส่งไปยังกระทรวงคมนาคมคาดว่าจะยังไม่มีการนำเข้ามาหารือในที่ประชุมบอร์ด ทอท.ในวันที่ 21 ส.ค.นี้ด้วย “ตอนนี้การดำเนินโครงการต่างๆของ ทอท.ถูกตรวจสอบอยู่ เพราะโครงการที่เกิน 100 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)ตรวจสอบก่อนทั้งหมด ดังนั้นการอนุมัติหรือดำเนินโครงการในขณะนี้จึงไม่สามารถทำได้ง่าย เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบทั้งหมด”   นายเมฆินทร์  เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า โครงการนี้จะต้องกลับมารื้อใหม่ทั้งหมด ทั้งการกำหนดราคากลาง การคำนวณราคาต่างๆ ตลอดจนเงื่อนไขการดำเนินโครงการที่จะต้องแก้ไขตามคำแนะนำของ คตร. โดยเฉพาะประเด็นการจ่ายเงินตอบแทนให้กับ ตม. มีข้อจำกัดในระเบียบ ซึ่งต้องไปดูว่าจะปรับแก้ไขอย่างไร เพราะที่ผ่านมา ทอท.ได้ดำเนินการตามข้อเสนอของ ตม. ส่วนกรณีมีข่าวว่า บอร์ด ทอท.จะพิจารณาต่อสัญญาสัมปทานให้บริการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้กับกลุ่มบริษัทล๊อซเลย์ ฯ ผู้รับสัมปทานรายเดิมอีก 5 ปี โดยไม่ผ่านการประกวดราคา ว่า ไม่เป็นความใจจริง เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากอายุของสัมปทานยังเหลืออีก 2 ปี ดังนั้นยังไม่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นมาหารือหรือกำหนดรายละเอียดใดๆ เพราะยังมีเวลาที่จะพิจารณาก่อนที่สัญญาจะสิ้นสุดลง ด้านนายกาญจน์ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัทเอเชีย ซิเคียวริตี้ เมเนจเมนท์ จำกัด (เอเอสเอ็ม) ในกลุ่มบริษัทล๊อกซ์เลย์ กล่าวว่า ยังไม่มีการเจรจาหรือพูดคุยเรื่องการต่อสัญญาสัมปทานให้บริการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพราะยังเหลืออายุสัญญาอีก 26 เดือน และหากมีการเจรจาต่อสัญญาประเด็นสำคัญที่ต้องพูดคุยกับเรื่องค่าจ้างซึ่งจะสูงกว่าเดิมอย่างแน่นอน เพราะสัญญาเดิม 10 ปี วงเงินค่าจ้าง 5,419.55 ล้านบาท เป็นอัตราที่ต่ำมาก เนื่องจากคำนวณก่อนที่จะมีนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คตร. สั่งล้มประมูลโครงการ 8 พันล้าน