กสทช.ส่งหนังสือเตือน อสมท ให้เร่งขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอลที่ล่าช้า 3 จังหวัด อุบลราชธานี อุดรธานี และสิงห์บุรี ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันหลังได้รับหนังสือเตือน เชื่อสิ้นเดือนนี้ อสมท จะติดตั้งแล้วเสร็จ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า กสท. ให้สำนักงาน กสทช.ทำหนังสือเตือนทางปกครองส่งไปยัง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโครงข่ายสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล เพื่อให้เร่งดำเนินการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมตามแผนงานที่กำหนดไว้ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หลังจากที่ได้รับหนังสือเตือนจากสำนักงาน อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. คาดว่า การขยายโครงข่ายของ อสมท จะสามารถแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ โดยสำนักงาน กสทช. จะดำเนินการส่งหนังสือเตือนไปยัง อสมท ให้เร็วที่สุด ซึ่งหากไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามที่กำหนดไว้ จะมีโทษตามกฎหมาย คือเบื้องต้นเป็นการเปรียบเทียบปรับ อย่างไรก็ตาม การที่โครงข่ายของบางบริษัทติดตั้งไม่ครบตามระยะเวลา จะไม่มีผลกระทบต่อกำหนดการแจกคูปองดิจิตอลทีวี “อสมท ได้รายงานความคืบหน้าเข้ามาที่สำนักงานว่า การขยายโครงข่ายในระยะแรก (เฟส 1) จำนวน 11 จังหวัด ซึ่งติดตั้งไปแล้ว 8 จังหวัด คือ กทม. นครราชสีมา เชียงใหม่ สงขลา สุราษฎร์ธานี ระยอง สุโขทัย และขอนแก่น ส่วนที่ติดตั้งล่าช้ามี 3 จังหวัด คือ อุบลราชธานี สิงห์บุรี และอุดรธานี” พ.อ.นที กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.จี้ อสมท ขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอล
เดือน: สิงหาคม 2014
-

กสทช.จี้ อสมท ขยายโครงข่ายทีวีดิจิตอล
-

กสิกรไทยแน่มากจับมือเว็บอาลีบาบา พาเอสเอ็มอีไทยไปลุยตลาดจีน – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ
ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยกำลังขยายตัวต่อเนื่อง หลังจากการเติบโตของเครือข่าย 3 จี และความนิยมใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมีมากขึ้นทั่วประเทศ ล่าสุดธนาคารกสิกรไทยประกาศจับมืออาลีบาบา เว็บไซต์ขายส่งชั้นนำของโลก ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่กำลังแสวงหาตลาดใหม่ในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซจีน และยังร่วมมือกับ Alipay (Alipay.com) ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์สำหรับบุคคลที่สาม นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมกับอาลีบาบาดอทคอม สนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยจำหน่ายสินค้าแก่ผู้ซื้อที่มีศักยภาพในกว่า 240 ประเทศทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมงผ่าน Alibaba.com เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย สามารถขยายไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมสินค้าในหมวดการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร อัญมณี เครื่องประดับ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำ จากข้อตกลงดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจะสามารถสมัครเป็นสมาชิกระดับ Verified Member หรือ Gold Supplier ผ่านธนาคารกสิกรไทย เพื่อรับสิทธิประโยชน์และบริการสุดพิเศษต่าง ๆ ทั้งนี้ ลูกค้าที่เป็นสมาชิกระดับ Verified Member หรือ Gold Supplier ทุกรายจะต้องผ่านการตรวจสอบรับรองจาก Alibaba.com และหน่วยงานที่สาม ทำให้ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เป็นสมาชิกระดับ Verified Member หรือ Gold Supplier ผ่านธนาคารกสิกรไทย ยังสามารถเข้าร่วมการฝึกอบรมด้านการตลาดออนไลน์ที่จัดโดย Alibaba.com ได้ฟรี พร้อมทั้งโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านเว็บไซต์ http://th.alibaba.com นายทิโมที เหลียง ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ เว็บไซต์อาลีบาบาดอทคอม กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้น ผู้ซื้อต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว ซัพ พลายเออร์ไทยจะต้องยอมรับการเปลี่ยน แปลงและเข้าใจความต้องการของผู้ซื้อ จึงจะสามารถยืนในตลาดส่งออกที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงได้ ธนาคารกสิกรไทยได้เชื่อมระบบชำระเงิน K-Payment Gateway กับระบบ Alipay Account เพื่อช่วยเหลือลูกค้าวิสาหกิจของธนาคารกสิกรไทยในการเปิดช่องทางการเรียกเก็บเงินออนไลน์แบบข้ามพรมแดน ในฐานะผู้ให้บริการชำระเงินออน ไลน์ผ่านบุคคลที่สามที่ใหญ่ที่สุดของจีน Alipay ได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน และความสนใจของผู้บริโภคชาวจีนที่มีต่อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบัน มีผู้บริโภคกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกซื้อสินค้าจีนผ่าน Alipay จากตัวเลขของทางการไทย นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยในปี 2556 มีจำนวนถึง 4.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18 ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย สินค้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทยได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน เนื่อง จากมีรูปแบบที่แปลกตาและฝีมือที่ประณีตงดงาม การบรรลุข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง Alipay และธนาคารกสิกรไทย จะทำให้เอสเอ็มอีไทยสามารถนำเสนอสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภคชาวจีนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการ Alipay ของจีนยังสามารถใช้รูปแบบการชำระเงินที่ตนเองคุ้นเคย ซื้อสินค้าประเภทต่าง ๆ ของผู้ประกอบการไทยแบบข้ามพรมแดนได้อีกด้วย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสิกรไทยแน่มากจับมือเว็บอาลีบาบา พาเอสเอ็มอีไทยไปลุยตลาดจีน – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ -

อนาคตหวยไทยจะไปทางไหน? หนีไม่พ้นพายเรือในอ่าง
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่!! ที่คนไทยทุกคนต้องยอมรับความจริงว่า…ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดก็ไม่เคยมีใครสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ! นั่นก็คือ…ปัญหาราคาลอตเตอรี่แพง ที่แม้ราคาที่สำนักงานสลากกินแบ่ง ได้กำหนดราคาขายไว้อย่างชัดเจนว่าฉบับละ 40 บาท หรือคู่ละ 80 บาท ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว บรรดา “เซียนหวย” หรือ “นักเสี่ยงโชค” ต้องควักเงินไม่ต่ำกว่า 100 บาท เพื่อจะได้ลอตเตอรี่สักคู่หนึ่ง และถ้าเป็นเลขเด็ดเลขดัง…อาจต้องควักถึง 120-150 บาทด้วยซ้ำ ดีเดย์รื้อโควตาหวย แม้ว่าความพยายามในการรื้อระบบโควตาลอตเตอรี่จำนวนกว่า 43 ล้านฉบับ ของ “สมชัย สัจจพงษ์” ประธานคณะกรรมการสลากฯ คนใหม่ กำลังจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 ก.ย.นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาแพง ตามแรงกดดันของสังคมและในฐานะประธานคณะกรรมการ ที่ต้องแสดงฝีมือให้เห็น โดยนำมาจัดสรรใหม่ให้กับ พ่อค้า-แม่ค้ารายย่อยตัวจริงเสียงจริง ที่ต้องการขายลอตเตอรี่เพื่อหาเลี้ยงชีพ วิธีการนี้…เป็นการตัดตอนการแสวงหาผลประโยชน์ทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างกระบวนการขาย การกระจายลอตเตอรี่ให้ถึงมือ นักเสี่ยงโชคโดยตรง รวมทั้งเป็นการเพิ่มสัดส่วนยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ให้มากขึ้น แต่ต้องไม่ให้มีการผูกขาดเหมือนอดีตอีก ที่แม้จะอ้างว่ามีการกระจายลอตเตอรี่ไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ไปกระจุกตัวอยู่ที่รายใหญ่รายเดิมเพียงไม่กี่รายเท่านั้น เรียกได้ว่าการรื้อโควตาลอตเตอรี่ที่กำลังจะครบกำหนด จำนวนกว่า 43 ล้านฉบับในครั้งนี้ ถือเป็นการล้างโควตาลอตเตอรี่ครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้งสำนักงานสลากฯ ก็ว่าได้ หวังล้างอำนาจเดิม เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่า สาเหตุหลักที่แท้จริงของการรื้อระบบโควตาลอตเตอรี่ไม่ว่าจะครั้งใดปีใดก็ตาม ก็คือการล้างอำนาจของ “เจ้าพ่อเจ้าแม่” ตัวจริง ที่เป็นผู้กุมอำนาจในการขาย ลอตเตอรี่ ในแต่ละงวด ที่ตั้งตัวกำหนดราคาสลากฯ เสียเอง แม้ในแต่ละงวดผู้ที่มีโควตาจะได้รับส่วนลดจากสำนักงานสลากฯ แล้ว แบ่งเป็น ผู้ค้ารายย่อยได้ส่วนลด 7% หรือคิดเป็น 5.60 บาทต่อใบ และนิติบุคคล ผู้ค้ารายใหญ่ที่ได้ส่วน ลด 9% หรือคิดเป็น 7.20 บาทก็ตาม แต่บรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้ยังตั้งโต๊ะขายลอตเตอรี่ในราคาเฉลี่ยคู่ละ 83-85 บาท เพื่อสร้างกำไรก่อนถึงมือยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่ไม่มีโควตาเป็นของตนเองแต่ต้องมารับซื้อจากคนกลุ่มนี้ไปขายอีกทอดหนึ่ง เรียกได้ว่าต้องยืมจมูกเค้าหายใจไปก่อน ทันทีเมื่อ “ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว” ที่รับลอตเตอรี่ไปขายต่อ ราคาลอตเตอรี่ก็จะแพงมากขึ้นไปอีก เพราะตามธรรมชาติของพ่อค้าแม่ค้าเมื่อขายของไม่ว่าจะเป็นสินค้าใดก็ตามก็ต้องการ “กำไร” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเซียนหวยกว่า 20 ล้านคน จะซื้อลอตเตอรี่จาก “คนเดินขาย” ในราคาที่สูงกว่าฉบับละ 100 บาท ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังสะสมกันมานานหลายสิบปีที่ “ใคร” ก็แก้ไม่ได้เพราะแต่ละขั้นตอนของการขายมีผลประโยชน์คือ “เงิน” เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่ผิดนักที่จะเรียกบรรดาผู้รับผลประโยชน์เหล่านี้ว่าเป็น “เสือนอนกิน” เพราะผู้ที่ได้รับโควตาส่วนใหญ่กลับกลายเป็นผู้ที่ไม่ได้ขายลอตเตอรี่อย่างแท้จริง ช่วงหมดอายุสัญญา สำหรับลอตเตอรี่ที่ใกล้หมดอายุสัญญา ประกอบไปด้วย จำนวน 43 ล้านฉบับ ที่จะครบอายุสัญญาในวันที่ 16 ก.ย.นี้ นอกจากนี้ยังมีอีก 8 ล้านฉบับ ที่จะครบอายุสัญญาในเดือน ต.ค. 57 และอีก 22 ล้านฉบับ ซึ่งเป็นลอตเตอรี่การกุศล จะครบอายุสัญญาในเดือน ส.ค. 58 ซึ่งในส่วนลอตเตอรี่การกุศลนี้ สำนักงานสลากฯ ได้จัดสรรเงินให้กับหน่วยงานทั้ง 10 หน่วยงานที่ได้รับโควตาแล้ว และหากจะต่ออายุการพิมพ์ลอตเตอรี่ในส่วนนี้ให้มีจำนวนเท่าเดิมที่ 22 ล้านฉบับ ก็ต้องเป็นมติจาก ครม.ชุดใหม่ ที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ปัจจุบันการจัดสรรปันส่วนลอตเตอรี่ประเภทปกติ จำนวน 50 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 500,000 เล่ม สำนักงานสลากฯ ได้จัดสรรให้กับรายย่อยและผู้พิการในส่วนกลาง 10,400 ราย จำนวน 145,000 เล่ม ขณะที่ในส่วนภูมิภาคจะจัดสรรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและคลังจังหวัด จำนวน 190,000 เล่ม เพื่อให้กับรายย่อยและผู้พิการ 19,900 ราย นอกจากนี้ยังจัดสรรให้กับองค์กรการกุศลและสมาคมผู้พิการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 95 องค์กร ซึ่งจะจัดสรรให้รายย่อย 10,000 ราย จำนวน 136,000 เล่ม และยังจัดสรรให้กับนิติบุคคลทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคอีก 63 องค์กร รวม 931 ราย จำนวน 18,000 เล่ม และมูลนิธิสลากกินแบ่งรัฐบาล (รับชั่วคราว) 1 ราย จำนวน 11,000 เล่ม 3 หลักการกระจายหวย การรื้อโควตาลอตเตอรี่ทั้ง 43 ล้านฉบับ นั้น ในแง่ของการปฏิบัติแล้วอาจดำเนินการได้ไม่คล่องตัวนัก จึงอาจต้องมีมาตรการชั่วคราวมารองรับไปก่อน ก่อนที่มาตรการถาวรจะได้รับความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. อย่างเป็นทางการต่อไป โดยวิธีการ กระจายลอตเตอรี่กำหนดให้ใช้หลักการใน 3 ส่วนคือ กระจายให้กับผู้ค้าที่ขายจริงในสัดส่วนที่เพียงพอ, จัดสรรให้กับนิติบุคคลเพื่อช่วยกระจายและลดความเสี่ยงต่อการขายไม่หมดในแต่ละงวด แต่ต้องกระจายให้กับนิติบุคคลเพิ่มขึ้นเพื่อลดการผูกขาด และสุดท้ายในส่วนขององค์กรการกุศล มูลนิธิ ยังมีการจัดสรรให้ต่อไป แต่ต้องมีการตรวจสอบมูลนิธิอย่างละเอียดว่าเป็น มูลนิธิที่มีการทำกิจกรรมอย่างแท้จริง มีการจัดทำระบบบัญชีที่ถูกต้อง ไม่ใช่มีสมาชิกแค่ 3-4 คน เท่านั้น แล้วรวมตัวไปจัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อหวังได้โควตา ปี 58 แก้ปัญหายั่งยืน ขณะเดียวกัน สำนักงานสลากฯ กำหนดให้วันที่ 16 ม.ค. 58 เป็นต้นไป จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลอตเตอรี่ทั้งระบบแบบครบวงจรใหม่ทั้งหมด ทั้งการจัดสรรโควตาใหม่ การแก้ไขกฎหมายของสำนักงานสลากฯ ให้ทันสมัย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดปัญหาคนกลางและคนกินส่วนต่างได้อย่างแท้จริง หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาการจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย และผู้พิการที่ต้องการขายลอตเตอรี่ หลังจากการรับโควตาใหม่ไปแล้วด้วย เพราะการรับลอตเตอรี่ไปขายในแต่ละงวดต้องใช้เงินสดซึ่งเป็นวงเงินสูงพอสมควร หากรายย่อยที่ต้องการขายลอตเตอรี่อย่างแท้จริงแต่กลับไม่มีเงิน ก็จะทำให้ลอตเตอรี่ตกไปอยู่ในมือของคนที่มีเงินทุนหรือมีสายป่านยาวมากกว่า… หากยังเป็นเช่นนี้… ระบบเดิม ๆ ก็จะกลับมาเป็นวังวนแบบเดิม คือผู้ที่มีเงินจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจโควตาและกำหนดราคาขายเหมือนเดิม แบบแก้เท่าใดก็ไม่หลุดพ้นปัญหาเหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง หาทางออกไม่ได้ ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่คณะกรรมการสลากฯ และผู้อำนวยการสลากฯ คนใหม่ ต้องเร่งหาทางแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดสรรโควตาทั้งระบบ แม้ว่าในเบื้องต้นแหล่งเงินทุนที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนรายย่อยไปก่อนจะหนีไม่พ้นธนาคารออมสิน ก็ตาม แต่ก็ต้องทำให้ชัดเจน ละเอียดและรอบคอบ ณ เวลานี้ถึงแม้ว่าการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ คนใหม่จะยังไม่แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ผู้ที่มีอำนาจต้องตระหนัก! เพราะไม่ใช่เรื่อง “คนของใคร” อีกต่อไป หากก้าวข้ามไม่ได้ หรือยังตกอยู่ในกับดักเดิม ๆ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องเดินตามรอยนักการเมืองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาอีก โดยปัจจุบันภาพรวมของลอตเตอรี่ที่มีขายอยู่ในระบบมีมากถึง 74 ล้านฉบับ แบ่งเป็นลอตเตอรี่ปกติ 52 ล้านฉบับ ลอตเตอรี่การกุศลอีก 22 ล้านฉบับ ถือเป็นจำนวนลอตเตอรี่ที่มีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังเป็นจำนวนที่มากกว่าความต้องการซื้อที่มีเพียง 20 ล้านคน เท่านั้น ซึ่งลอตเตอรี่ถือเป็นสินค้าพิเศษที่ไม่สามารถใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาบริหารจัดการเพื่อลดราคาลอตเตอรี่ได้ เพราะใน 1 เล่มใหญ่ จะมีลอตเตอรี่เพียงไม่กี่ใบเท่านั้นที่สามารถขายได้ เพราะตามธรรมชาติแล้วเลขเด็ดเท่านั้นที่สามารถขายได้ดี ทั้งหมด…จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า จากนี้ไปอนาคตของลอตเตอรี่ไทย จะเดินหน้าอย่างไร ทั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และผู้อำนวยการคนใหม่ สามารถสางปัญหาได้อย่างไร หรือสุดท้าย…ปัญหาก็วนกลับมาอยู่ในวังวนเดิม ๆ!!. วุฒิชัย มั่งคั่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อนาคตหวยไทยจะไปทางไหน? หนีไม่พ้นพายเรือในอ่าง