นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการฝ่ายการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากการคำนวณอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน พบว่า หากประเทศไทยยังมีอัตราเจริญเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4-5% ต่อไป คงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 20 ปี เพื่อที่จะก้าวพ้นกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ดังนั้นในแนวทางแก้ไข รัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการกำหนดว่าประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางไหน เช่น การกำหนดภาคการผลิต หรือภาคบริการเป้าหมายที่ไทยโดดเด่นในจำนวนที่จำกัด ไม่ใช่การเหวี่ยงแห สนับสนุนทุกอุตสาหกรรมแบบที่เป็นอยู่ขณะเดียวกันเมื่อได้เป้าหมายหลักจำนวนหนึ่งแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การกำหนดนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เหมาะสม การกำหนดนโยบายสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนา การพัฒนาคนให้ตอบโจทย์ต่อการพัฒนาเป้าหมาย รวมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนาด้วย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลางไปได้อย่างมั่นคง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยหนีไม่พ้นกำดักประเทศรายได้ปานกลาง!
เดือน: ตุลาคม 2014
-

ไทยหนีไม่พ้นกำดักประเทศรายได้ปานกลาง!
-

อัดงบจัดงานแสดงสินค้าในภูมิภาค
นางศุภวรรณ ตีระรัตน์รองผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่าเตรียมจัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น)ให้กับผู้ประกอบการที่เลือกจัดงานในเมืองไมซ์ซิตี้ ได้แก่ กทมฯ พัทยา เชียงใหม่ภูเก็ต และ ขอนแก่น เพื่อกระจายงานและสร้างรายได้ในพื้นที่ภูมิภาค ซึ่งจะสอดรับกับแผนอัดฉีดเศรษฐกิจของภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน สำหรับการอัดงบประมาณช่วยเหลือ หรืออินเซนทีฟ จะสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าประเภทยกระดับ สูงสุดถึงงานละ 500,000 บาท และสูงสุดถึง1,000,000 บาท สำหรับงานประเภทสร้าง โดยเพิ่มให้เป็นพิเศษจำนวน 100,000 และ 200,000 บาทตามลำดับ “การส่งเสริมและสนับสนุนงานแสดงสินค้าและนิทรรศการหรือ เอ็กซิบิชั่น เป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของทีเส็บมาตั้งแต่แรก โดยในปี 56กลุ่มอุตสาหกรรมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์) มีสัดส่วนรายได้จาก งานแสดงสินค้า13,750 ล้านบาท และนับเป็นการขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง10.93%”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อัดงบจัดงานแสดงสินค้าในภูมิภาค -

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหั่นเป้าจีดีพีเหลือ1.6%
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ได้ปรับลดเป้าจีดีพีในปีนี้เหลือ 1.6% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจีดีพีโต 2.3% เป็นผลมาจากการส่งออกที่ติดลบถึง 0.3% และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงเห็นจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 5.8% แต่เชื่อว่าการเมืองที่มีเสถียรภาพจะช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น หลังจากในช่วงครึ่งปีแรกการบริโภคหดตัวถึง 1.4% นอกจากนี้เงินช่วยเหลือภาคเกษตรกรในเรื่องต้นทุนการผลิต และการเบิกจ่ายงบจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจปลายปี ส่วนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 300,000 ล้านบาทของรัฐบาลจะใช้ในปีนี้เพียง 100,000 ล้านบาท ที่เหลือ 200,000 ล้านบาทจะเป็นปีหน้า เพราะบางโครงการต้องใช้เวลาจึงจำเป็นต้องทำโครงการเร่งด่วนก่อน น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศีลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหาภาค บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือนในเดือนก.ย.อยู่ที่ 45.3 สูงสุดในรอบ 8 เดือน จากเดิมเดือนส.ค.อยู่ที่ 43.8 เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มลดความกังวลในเรื่องภาวะค่าครองชีพ หลังจากที่ราคาสินค้าปรับตัวลดลง ส่วนแนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้ายังเป็นห่วงในเรื่องราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค เช่น พลังงานปรับตัวสูงขึ้น สำหรับทิศทางค่าเงินบาทของไทยมีความผันผวน หากเฟดยุติคิวอีในสิ้นเดือนต.ค.นี้ อาจทำให้ค่าเงินบาทผันผวนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.9% และสิ้นปีนี้แตะที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปีหน้าถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้เงินทุนไหลออกทำให้ค่าเงินบาทผัวผน 5.5% และกดดันให้บาทอ่อนค่าไปแตะที่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหั่นเป้าจีดีพีเหลือ1.6%