การแพร่หลายของยูทูบทำให้การชมวิดีโอคลิปกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกแล้ว แม้กระทั่งเด็กอายุสองหรือสามขวบก็เปิดยูทูบเพื่อชมการ์ตูนเป็นแล้วครับ ดังนั้นการศึกษายุคใหม่ก็ต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีหรือการใช้ชีวิตของนักเรียน นักศึกษารุ่นใหม่เช่นกันเมื่อวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2557 ผมได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปเรื่อง Flipped Classroom หรือห้องเรียนกลับทาง ในงาน EDUCA 2014 ซึ่งเป็นงานมหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูที่อิมแพ็คครับ วิทยากรของเวิร์กช็อปเรื่องนี้ชื่อคุณ Aaron Sams ซึ่งผมขอเรียกสั้น ๆว่า ครูแซม เพราะครูแซมเป็นครูสอนวิชาเคมีในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่สหรัฐอเมริกา และครูแซมใช้ห้องเรียนกลับทางมาใช้ในการสอนวิชาเคมี จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงเขียนหนังสือสองเล่มเกี่ยวกับห้องเรียนกลับทางและได้รับรางวัลมากมาย ดังนั้นผมขอเล่าเกร็ดความรู้จากเวิร์กช็อปนี้ให้ผู้อ่านฟังครับหลักการคร่าว ๆ ของห้องเรียนกลับทางคือ ครูเตรียมวิดีโอการสอนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้นักเรียนชมที่บ้าน จากนั้นนักเรียนมาทำกิจกรรมหรือการบ้านในห้องเรียนแทน ครูแซมได้สาธิตว่า การชมวิดีโอคลิปมีข้อดีกว่าการสอนสดในห้องเรียนบางครั้งคือ ครูแซมเปิดวิดีโอคลิปเรื่องการพับกระดาษญี่ปุ่นเป็นรูปกบกระโดดให้ทุกคนดูและทำตามพร้อมกัน ซึ่งบางคนทำไม่เสร็จ เพราะดูบางขั้นตอนไม่ทัน จึงทำขั้นตอนที่เหลือไม่ได้ ครูแซมบอกว่า วิธีนี้คือการสอนแบบดั้งเดิมซึ่งเวลาเป็นเส้นตรงและผ่านไปเรื่อย ๆ ถ้านักเรียนบางคนติดตามบทเรียนไม่ทัน ก็จะไม่เข้าใจส่วนที่เหลือและเบื่อหน่ายการเรียน แต่ถ้าชมวิดีโอแทน ก็หยุดวิดีโอเพื่อดูเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ และดูซ้ำจนกว่าจะเข้าใจผู้อ่านลองทำกิจกรรมนี้ก็ได้ครับ คือค้นหาคลิปในยูทูบเรื่อง Origami Jumping Frog ซึ่งมีมากมาย จากนั้นเลือกหนึ่งคลิปที่ถูกใจ แล้วพับกระดาษทำตามคลิปโดยไม่หยุดคลิปเพื่อดูว่า พับเป็นกบกระโดดได้สำเร็จหรือไม่ จากนั้นเปิดคลิปเดิม และพับกระดาษเป็นกบอีกครั้ง แต่หยุดคลิปในช่วงที่ไม่เข้าใจหรือทำตามไม่ทันและดูซ้ำได้จนกว่าจะพับกระดาษสำเร็จปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ทำให้ครูยุคใหม่สร้างบทเรียนทางวิดีโอได้อย่างสะดวก โดยใช้อุปกรณ์เช่น โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ไอแพด และซอฟต์แวร์หรือแอพที่มีจำนวนมาก ซึ่งผู้อ่านดูข้อมูลเหล่านี้ได้ที่ Bit.ly/dvsflip ดังนั้น ในช่วงบ่าย ครูแซมจึงให้ทุกคนลองสร้างบทเรียนทางวิดีโอความยาว 1 นาที ด้วยตนเอง โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องมีรูปขบวนการนินจาเต่าและพริกอยู่ในบทเรียนนั้น และให้เวลาพวกเราหนึ่งชั่วโมงในการทำกิจกรรมนี้ครับ ความสนุกสนานก็บังเกิดขึ้น เพราะแต่ละกลุ่มจะต้องสร้างบทเรียนให้เชื่อมโยงกับภาพนินจาเต่าและพริก!
ครูแซมสาธิตเทคนิคการสอนอีกอย่างหนึ่งคือ peer in struc-tion หรือการสอนกันระหว่างเพื่อน ครูแซมเปิดวิดีโอคลิปเรื่องแรงโน้มถ่วงในยูทูบความยาวประมาณ5นาทีเรื่อง “How to thinkabout grav- ity-Jon Bergmann”จากนั้นมีโจทย์ปรนัยถามว่า “ถ้าระยะห่างระหว่างโลกและดวงจันทร์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แรงดึงดูดระหว่างโลกและดวงจันทร์จะเป็นอย่างไร” มีคำตอบให้เลือกคือ เพิ่มขึ้น ลดลงสองเท่า ลดลงสี่เท่า เท่าเดิม ไม่ทราบ และให้ทุกคนยกมือเลือกคำตอบที่คิดว่าถูกต้อง จากนั้นแต่ละคนอธิบายให้เพื่อนในโต๊ะฟังว่า ทำไมจึงเลือกตอบข้อนั้น และให้ทุกคนยกมือเลือกคำตอบที่ถูกต้องอีกครั้งถ้าผู้อ่านที่เป็นครู อาจารย์ วิทยากรต้องการนำวิดีโอคลิปมาใช้ประกอบการเรียน การสอน ก็มีเว็บไซต์ระดับโลกมากมายครับ เช่น www.KhanAcademy.com,Ed.TED.com และแหล่งวิดีโอคลิปที่รวบรวมองค์ความรู้ระดับสุดยอดของโลกคือ www.TED.com ซึ่งผมได้นำวิดีโอคลิป TED Talk หลายเรื่องมาใช้ประกอบการสอน เช่น วิชาการคิดเชิงนวัตกรรม วิชาการรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ แต่ครูแซมบอกว่า วิดีโอบทเรียนที่ดีที่สุดคือ วิดีโอคลิปที่เราสร้างเองครับ เพราะทำให้ผู้เรียนรู้สึกผูกพันกับครูผู้สอนมากกว่าการชมวิดีโอคลิปของคนอื่นที่ไม่รู้จักหลังจากที่อ่านบทความนี้แล้ว ถ้าผู้อ่านอยากทดลองสร้างบทเรียนทางวิดีโอบ้าง ผมขอแนะนำแอพชื่อ ExplainEverything (www.explainevery thing.com) ซึ่งทำงานได้ทั้งบนไอโอเอส แอนดรอยด์ และวินโดวส์ ครับ ถึงแม้ว่าผู้อ่านจะไม่ได้เป็นครู อาจารย์ วิทยากร แต่การถ่ายทอดความรู้ทางวิดีโอก็เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ครับ ลองสร้างบทเรียนสั้น ๆ หรือถ่ายทอดความรู้ ทักษะหนึ่งเรื่องความยาว 1นาที เพื่อหาประสบการณ์ก่อน แล้วค่อย ๆ พัฒนา ใครจะไปทราบได้ว่า สักวันหนึ่ง อาจมีผู้ติดตามชมบทเรียนวิดีโอคลิปของเราเป็นล้านคนก็ได้ครับ!อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Thongchai.R@chula.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห้องเรียนในยุควิดีโอครองโลก – 1001


นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการส่งเสริมการลงทุน ได้ประชุมพิจารณาโครงการลงทุนในเดือน ต.ค. แล้วจำนวน 115โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 102,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการพิจารณากลั่นกรองโครงการ เพื่อนำเสนอที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิจารณาอนุมัติครั้งต่อไป รวม 24 โครงการ เงินลงทุนกว่า 90,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีมูลค่าโครงการมากกว่า 750 ล้านบาท เช่น การผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ระยะที่ 2 และโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าชธรรมชาติ นอกจากนี้ยังพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกิจการขนาดเล็ก และขนาดกลาง ที่มีขนาดเงินลงทุนไม่เกิน 750 ล้านบาท ซึ่งคณะอนุกรรมการฯบีโอไอ มีอำนาจอนุมัติ โดยไม่ต้องเสนอบอร์ดบีโอไอ จำนวน 91 โครงการ เงินลงทุนรวม 12,425 ล้านบาท ซึ่งกระจายหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล กิจการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัด กิจการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของประเทศ และบีโอไออยู่ระหว่างกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมของประเทศ ขณะเดียวกันได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตเครื่องผลิตน้ำมันจากพลาสติกและเครื่องคัดแยกขยะ รวมทั้งกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกในด้านแผงวงจรพิมพ์และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ โทรคมนาคม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งผู้ประกอบการมีแผนจะเข้ามาผลิต เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด เครื่องปั้มหัวใจ เครื่องวิเคราะห์ก๊าชในปอด เครื่องวิเคราะห์ระบบประสาท ในไทย รวมทั้งได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุน กิจการที่มีการใช้วัตถุดิบในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ การแปรรูปจากผลิตยางในโครงการผลิตเส้นยางยืด การผลิตยางแท่งและหรือยางผสม การผลิตถุงมือยางสังเคราะห์ “ที่ผ่านมา บีโอไอได้เร่งพิจารณาโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานของคณะอนุกรรมการฯและคณะทำงานฯ ซึ่งสามารถอนุมัติหรือไม่อนุมัติโครงการที่อยู่ภายใต้อำนาจการพิจารณาได้ทันที โดยที่ผ่านมาทั้ง 2 คณะได้มีการประชุมเพื่ออนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนทุกสัปดาห์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้สามารถเร่งให้การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ และขณะนี้นักลงทุนมีความาเชื่อมั่นขอลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมั่นใจว่า ทิศทางการลงทุนจะยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ภาพรวมการลงทุนของไทยปีนี้อาจสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ระดับ 700,000 ล้านบาท” 
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพาสามิต เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเสนอปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตกลุ่มเบนซินและดีเซลให้อยู่ในระดับเดียวกัน ว่า ขณะนี้ กรมฯ ยังไม่ได้พิจารณาในรายละเอียดเพื่อปรับโครงสร้างภาษีนน้ำมันให้เหลือเท่ากันที่ 3 บาทต่อลิตร เพราะยังไม่ได้รับนโยบายมาโดยปัจจุบันเบนซินจัดเก็บภาษีอยู่ที่ 5.60 บาทต่อลิตร,แก๊สโซฮอลล์ 91 และ 95 จัดเก็บภาษีอยู่ที่ 5.04 บาทต่อลิตร ส่วนภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 0.75 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ กรมฯ กำลังชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมต่อกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแนวทางการแก้กฎหมายสรรพสามิตจาก 7 ฉบับ ให้เหลือ 1 ฉบับ เพื่อทำให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเปลี่ยนฐานการเก็บภาษีที่ปัจจุบันเก็บจากฐานราคาหน้าโรงงานสำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ และเก็บจากฐานราคาสำแดงนำเข้า (ซีไอเอฟ) กรณีสินค้านำเข้าให้มาเป็นการเก็บภาษีจากฐานราคาขายปลีกหมดทุกชนิดสินค้า โดยหลังจากนี้จะเสนอให้กฤษฎีกาพิจารณา ก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ได้ภายในปีงบประมาณ 58