บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มาหาชน) หรือ ดีแทค ประกาศผลกำไรงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.57 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากงวดเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ไตรมาส 3 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการ ส่วนรายได้จากการบริการเสียงและข้ามแดนอัตโนมัติลดลง กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) สำหรับงวด 9 เดือนของปี 57 เท่ากับ 2.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 9% ในขณะที่อัตรา EBITDA (EBITDA margin) เพิ่มขึ้น 36.8% จาก 31.6% ในปีก่อน และจ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล 1.57 บาทต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นในไตรมาสที่ 3 เทียบเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 144%ส่วนฐานลูกค้าผู้ใช้บริการรวมเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 3 อยู่ที่ 28 ล้านเลขหมาย โดยเป็นผู้ใช้บริการที่ย้ายไปยังเครือข่าย 2.1GHz ภายใต้ใบอนุญาตจาก กสทช. แล้วจำนวน 20 ล้านเลขหมาย นอกจากนี้ ดีแทคยังคงพัฒนาเครือข่าย 3จี อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การเข้าถึงการใช้งานสมาร์ทโฟนของลูกค้าเท่ากับ 41% เพิ่มขึ้นจาก 29% ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้บริการข้อมูลบนเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์การเมืองได้กลับสู่ความมั่นใจมากขึ้น แต่แนวโน้มทางเศรษฐกิจได้เริ่มชะลอตัวลง ดีแทคได้เปลี่ยนเป้าหมายสำหรับปี 57 ดังต่อไปนี้ 1.รายได้จากการให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย จะลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย 2. EBITDA margin จะอยู่ในช่วง35 – 37% และ 3. เงินลงทุนในเครือข่ายและทรัพย์สินถาวรอื่นไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาทนายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า สาเหตุที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงที่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ไร้สายและบริการข้อมูลบนอุปกรณ์ไร้สายยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านการทำงานหรือส่วนตัว ดีแทคจึงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วยการสร้างเครือข่าย 3จี 4จี ที่ดีที่สุดให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงอีก 30 เมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยภายในเดือนมี.ค.58 เพื่อที่จะมอบประสบการณ์การใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมที่สุด 20 อันดับแรกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้านอกเหนือจากการลงทุนด้านโครงข่ายแล้ว ดีแทคยังมีความร่วมมือกับผู้ผลิตมือถือชั้นนำโดยเน้นสเป็กสูงในราคาเบาๆมาจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ดีแทคโฟน และแฮปปี้โฟนซึ่งมียอดขายที่ดีมาก พร้อมกับความพยายามที่จะร่วมมือกับผู้ให้บริการคอนเท้นท์ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าบนโครงข่ายดีแทค
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ดีแทค”จ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล 1.57 บาทต่อหุ้น
เดือน: ตุลาคม 2014
-

“ดีแทค”จ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล 1.57 บาทต่อหุ้น
-

โอกาสทอง – พลังงานรอบทิศ
ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง 10 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปภายในสองสัปดาห์นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นมา มีผลให้ราคาน้ำมันในบ้านเราลดลงไป 1.50 บาท/ลิตร สำหรับน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ และ 1.50 บาท/ลิตรสำหรับน้ำมันดีเซล แต่หลายท่านยังบ่นว่าลดน้อยเกินไป ก็คงเป็นเพราะมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันไปบางส่วน แทนที่จะลดให้ประชาชนทั้งหมดนั่นเองทำไมราคาน้ำมันจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นขาลงอย่างรวดเร็วอย่างนี้ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลงไปอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี WTI ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี น้ำมันเบนซินและดีเซลที่ตลาดสิงคโปร์ลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในครั้งนี้มีอยู่เรื่องเดียว คือ มาจากปัจจัยพื้นฐานเกี่ยวกับความต้องการ และการจัดหาน้ำมันในตลาดโลกนั่นเอง
โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกมาปรับลดการคาดการณ์ความเติบโตของเศรษฐกิจโลกทั้งในปีนี้และปีหน้าลดลงจากเดิม ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ช้าลงของจีน ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจในยุโรป และการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ทำให้องค์กรและสถาบันด้านพลังงานของโลกอย่างเช่น IEA, EIA และ OPEC พากันลดประมาณการความต้องการน้ำมันของโลกทั้งในปีนี้และปีหน้าลงจากเดิมที่เคยคาดการณ์เอาไว้ค่อนข้างสูงตรงกันข้ามกับการจัดหา ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกกลับผลิตน้ำมันได้มากขึ้น โดยสหรัฐผลิตน้ำมันดิบได้มากที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี รัสเซียก็ทำสถิติผลิตน้ำมันดิบสูงสุดได้ในเดือนที่แล้ว และกลุ่มโอเปกก็ผลิตน้ำมันดิบออกมามากกว่าโควตาที่กำหนดไว้ จากการที่ลิเบียกลับมาผลิตน้ำมันดิบได้เหมือนเดิมแล้ว
ทำให้เกิดสภาพน้ำมันล้นตลาดขึ้น สหรัฐซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบอันดับหนึ่งของโลก ได้ลดปริมาณนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางลง ทำให้ประเทศในกลุ่มโอเปกต้องผลักดันน้ำมันส่วนเกินมาขายยังตลาดในแถบเอเชีย ความต้องการน้ำมันจากจีนและญี่ปุ่นก็ลดลง ทำให้เกิดสงครามราคาระหว่างผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่มโอเปกคือ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และอิรัก
ผลของสงครามตัดราคายิ่งทำให้ราคาน้ำมันลดต่ำลง จึงทำให้กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund) และกองทุนเก็งกำไรต่าง ๆ พากันเทขายสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ที่กองทุนเหล่านี้ถือครองเอาไว้เป็นจำนวนมากออกมา จึงยิ่งกดดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวลดลงไปอีกอย่างรวดเร็วและรุนแรงสถานการณ์อย่างนี้นักวิเคราะห์คาดว่า น่าจะยืดเยื้อไปจนกว่าจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในราวปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะตรงกับกำหนดการประชุมของกลุ่มโอเปกในวันที่ 27 พ.ย. พอดี ซึ่งกลุ่มโอเปกอาจมีการพิจารณาทบทวนโควตาการผลิตในการประชุมครั้งนี้
ดังนั้นรัฐบาลน่าจะฉวยโอกาสที่ราคาน้ำมันกำลังเป็นขาลงนี้ รีบปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบโดยรีบด่วน เพราะจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริโภคมากนัก ถ้าไม่ทำตอนนี้ แต่ไปทำตอนราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปี ก็จะเกิดผลกระทบที่สูงขึ้นอันอาจนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์และการคัดค้านที่รุนแรงได้
แล้วอย่ามาหาว่าผมไม่เตือนไม่ได้นะ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โอกาสทอง – พลังงานรอบทิศ -

ประกันยิ้มรับสังคมสูงอายุ อัดกลยุทธ์ชิงลูกค้าวัยเก๋า
การก้าวย่างสู่สังคมผู้สูงอายุของไทยเริ่มมีภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการสะท้อนจากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขที่ระบุว่า ไทยมีประชากรทั้งหมด 64.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 9.4 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 14.5% ของประชากร เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 500,000 คน คาดว่า ภายในปี 2568 ไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ด้วยจำนวนผู้สูงอายุ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกิน 20% ของประชากรทั้งหมดธุรกิจที่ได้รับความคาดหมายว่าจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มไม้เต็มมือกับฐานผู้สูงอายุที่กำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ นี้ ก็คือ ธุรกิจประกัน เนื่องจากประชากรสูงอายุจัดเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพโรคเรื้อรังที่เกิดจากการเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ขณะที่สวัสดิการที่ผู้สูงอายุได้รับจากภาครัฐ องค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ ในปัจจุบัน ยังไม่ทั่วถึง ประกอบกับ ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลต้องมีค่าใช้จ่ายการจัดสรรสวัสดิการให้ประชาชนสูง ทั้งที่เป็นแรงงานในระบบและนอกระบบจึงเป็นความเสี่ยงทางการคลังที่เกิดจากรายจ่ายสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นการมีแผนรองรับสำหรับการจัดการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ผ่านการถ่ายโอนความเสี่ยงไปสู่บริษัทประกันจึงเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้น และ ทำให้บริษัทประกันมองเห็นถึงก้อนเค้กธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น จึงแข่งขันกันอัดแคมเปญเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่ว่าจะเป็นการดึงนักแสดงหรือพิธีกรรุ่นเก่า ที่เป็นขวัญใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาเรียก “เรตติ้ง” และสร้างภาพจำให้กับแบรนด์ของตัวเองหรือการใช้บุคคลแบบบ้าน ๆ ที่สะท้อนถึงคนส่วนใหญ่ที่มีอยู่จริงในสังคม มาอธิบายขยายความแบบรากหญ้าเพื่อทลายกำแพงความหวาดกลัวที่คนจำนวนมากยังมีต่อบริษัทประกันประเดิมด้วยค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง “เอไอเอ” ที่ชูผลิตภัณฑ์ “ประกันชีวิตเอไอเอ 50 อัพ” หรือสูงวัยตลอดชีพ เพิ่มทุน (ไม่มีเงินปันผล) เจาะกลุ่มผู้สูงอายุระหว่าง 50-70 ปี ซึ่งเพิ่มความคุ้มครองให้ปีละ 10% สูงสุดถึง 150% ในปีที่ 8 โดยความคุ้มครองจะคงที่ 150% จนตลอดอายุสัญญา หรือเมื่อผู้เอาประกันฯมีอายุครบ 90 ปี ค่าเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียงวันละ 9 บาท ความคุ้มครองสูงสุดถึง 450,000 บาท กรณีเสียชีวิต โดยอุบัติเหตุสาธารณะภายใน 2 ปีแรก รับผลประโยชน์สูงถึง 500% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยดึงนักแสดงอาวุโสมากความสามารถ อย่าง นิรุตติ์ ศิริจรรยา มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ตามติดด้วยค่ายเมืองไทยประกันชีวิตที่ส่งเมืองไทยวัยเก๋า ดึง “วิทวัส สุนทรวิเนตร์” พิธีกรรายการวาไรตี้ตีสิบมาเป็นจุดขายของโครงการ ด้วยเหตุผลสั้น ๆ แต่โดนใจว่าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่คนข้างหลัง..โดยให้ความคุ้มครองการเสียชีวิตสูงสุดถึง 500,000 บาท อายุรับประกัน 50-75 ปี เบี้ยประกันเริ่มต้นวันละ 6 บาทนอกจากนี้ยังมี “เมืองไทยคุ้มครองอุ่นใจ” สำหรับอายุ 61-75 ปี ชำระเบี้ยเพียง 10 ปีคุ้มครองชีวิตจนถึงอายุ 90 ปีด้วยเบี้ยประกันเริ่มต้นเพียงปีละ 8,807 บาท ด้วยความคุ้มครองเริ่มต้น 100,000 บาทสูงสุด 200,000 บาท พร้อมทั้ง “เมืองไทย รีไทร์เมนท์ พลัส 60” จุดเด่นของกรมธรรม์อยู่ตรงที่รับเงินคืนในช่วงก่อนเกษียณ 1% ทุก 3 ปีกรมธรรม์ รับเงินเมื่อครบ 24 ปี ถึง 57 ปี สูงสุด 12% อายุครบ 60 ปี รับคืน 40% และรับเงินคืนหลังเกษียณเริ่มต้นที่ 15% หากอายุครบ 61-65 ปี และสูงสุด 40% เมื่ออายุครบ 68-69 ปี แถมอยู่ครบสัญญารับเงิน 100% โดยรับประกันตั้งแต่อายุ 20-50 ปี คุ้มครองชีวิตถึง 90 ปีส่วนบริษัท ไทยประกันชีวิตมี “ทรัพย์มิ่งขวัญ” ชูสโลแกนหลักประกันในยามเกษียณเข้ามาทำตลาด จ่ายเบี้ย 10 ปี คุ้มครอง 90 ปี รับประกันอายุ 60-75 ปี จำนวนเงินเอาประกัน 50,000-300,000 บาท ครบสัญญาอายุ 90 ปีรับเงินคืน 150% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยและถือเป็นเงินก้อนสำหรับใช้จ่ายช่วงบั้นปลายชีวิตสามารถเลือกชำระเบี้ยเป็นราย 3 เดือน 6 เดือนหรือรายปีก็ได้ รวมทั้งเกษียณบำนาญ 2 อายุรับประกัน 20-55 ปี ชำระเบี้ย 60 ปี คุ้มครองถึงอายุ 90 ปีจำนวนเงินเอาประกันขั้นต่ำ 50,000 บาท รับเงินบำนาญทุกปี ปีละ 12% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีเสียชีวิตโดยที่ยังรับเงินบำนาญไม่ครบ 15 ปี จะจ่ายเป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญที่เหลืออยู่ขณะที่อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต เปิดตัว “สูงวัย โรคร้าย หายห่วง” เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่มีอายุ 50-70 ปีหรือลูกที่ต้องการซื้อประกันให้กับพ่อแม่ ซึ่งกรมธรรม์จะครอบคลุมทั้งโรคร้ายแรง ประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิต พร้อมทั้งดึงนักแสดงและพิธีกรชื่อดัง “จอนนี่ แอนโฟเน่” เป็นพรีเซ็นเตอร์หนังโฆษณาชุดใหม่ สำหรับลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์หากตรวจพบโรคร้ายจะได้รับวงเงินสูงสุด 150,000 บาท และถ้าเสียชีวิตจากเจ็บป่วยและอุบัติเหตุคุ้มครองสูงสุด 350,000 บาท ครบสัญญาลูกค้ามีสิทธิรับเงินคืนสูงสุด 240,000 บาทด้านไทยสมุทรประกันชีวิตมีบำนาญ 85/55 รับประกันภัยตั้งแต่ 30-50 ปีระยะเวลาคุ้มครอง 85 ปี ชำระเบี้ย 55 ปี จำนวนเงินประกันภัยชั้นต่ำ 100,000 บาท จำนวนเงินประกันสูงสุดไม่จำกัดด้วยความหลากหลายและสิทธิประโยชน์ที่บริษัทประกันแต่ละแห่งพยายามนำเสนอออกมาเพื่อแย่งชิงลูกค้า ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยชรามีทางเลือกในการสร้างหลักประกันให้ชีวิต รวมถึงช่องทางในการแบ่งเบาภาระทางการเงินจากความเจ็บป่วยและอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ เพียงแต่ก่อนที่จะยกหูเลือกเป็นลูกค้าค่ายไหนขอให้ศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลต่าง ๆ ให้รอบด้าน เพื่อให้ชีวิตในวัยเก๋าได้รับการประกันที่คุ้มค่า อุ่นใจ และหายห่วง สมกับชื่อโครงการประกันที่เลือกสรรกันไว้จริง ๆ.สุกัญญา สังฆธรรม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประกันยิ้มรับสังคมสูงอายุ อัดกลยุทธ์ชิงลูกค้าวัยเก๋า