นายกฤษฎา ตันสกุล นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ภาคใต้ เปิดเผยหลังการหารือกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ว่า ได้เสนอแนวคิดการจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ไม่เพิ่มสูงขึ้นเกินขีดความสามารถในการรองรับ และหันไปส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ในกลุ่มที่นักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายสูงแทน เนื่องจากปัจจุบันภูเก็ตกำลังประสบปัญหานักท่องเที่ยวแออัด และมีการกระทำผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นหลายด้าน “เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้มีการหารือกับภาครัฐของกระทรวงการท่องเที่ยว ถึงปัญหาด้านแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในภูเก็ต และได้เสนอแผนแก้ปัญหาท่องเที่ยวไปหลายแนวทาง หนึ่งในแผนระยะยาว คือการเสนอให้มีการจำกัดนักท่องเที่ยวภูเก็ตในระยะยาว นอกจากนี้ยังพูดคุยถึงการวางทิศทางการท่องเที่ยวภูเก็ตในระยะยาว ที่นอกจากจะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แล้ว ยังรวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายด้วย” ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจน คือ ปัญหาของธุรกิจโรงแรมผิดกฎหมายจำนวนมาก ที่อาศัยความได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ต่ำกว่าเมื่อไม่ต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายกำหนด มาทำราคาแข่งขัน หรือกระทั่งการผูกขาดตลาดกรุ๊ปทัวร์บางกลุ่มไว้ในมือ ซึ่งทำให้โรงแรมไม่สามารถปรับขึ้นราคาห้องพักได้ โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ได้รับความนิยมสูง เพราะต้องลดราคาลงมาขายเท่ากับราคา 3 ดาว เฉลี่ยไม่เกิน 2,500 บาทต่อคืน “ปัจจุบันที่พักทั่วจังหวัดภูเก็ตมีประมาณ 70,000 ห้อง แต่ส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นโรงแรมที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถแบ่งได้เป็นสถานประกอบการที่ติดป้ายการค้าว่าเป็นโรงแรม แต่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายประมาณ 40% ซึ่งแนวโน้มที่พักประเภทนี้เติบโตมาก เพราะเป็นการลงทุนของต่างชาติที่มักควบรวมกิจการนำเที่ยวไว้ในมือ และส่งกรุ๊ปทัวร์ของตัวเองเข้าตามโรงแรมเหล่านี้ และมีตลาดใหญ่อย่างรัสเซีย และ จีน ที่เป็นลูกค้าหลัก ตามด้วยเซอร์วิส อพาร์ทเมนต์ 30%, คอนโดมิเนียมต่างๆ 20% และโครงการวิลล่าริมทะเลต่างๆ อีก 10%” นางละเอียด บุ้งสีทอง นายกสมาคมโรงแรมภาคเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้โรงแรมผิดกฎหมายที่ผุดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่มีกว่า 60% ซึ่งกลายเป็นปัญหาทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคาเกิดขึ้น หลังจากนี้สมาคมจึงต้องเร่งรณรงค์ให้ผู้ประกบการเข้ามาจดทะเบียนให้ถูกต้องเพื่อให้มีข้อมูลในระบบ และในส่วนของภาครัฐก็จะต้องเข้มงวด ทั้งด้านกฎหมาย และด้านการออกใบอนุญาติการก่อตั้งเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ หรือ โรงแรมให้มากขึ้นกว่านี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงรัฐบาล จำกัดนักท่องเที่ยวเข้าภูเก็ต
เดือน: ตุลาคม 2014
-

ชงรัฐบาล จำกัดนักท่องเที่ยวเข้าภูเก็ต
-

บริษัทร่วมทุนไทย จ่อเซ็นลงทุนทวาย 3 หมื่นล.
นายอาคมเติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่าในช่วงการประชุมระดับสุดยอดผู้นำอาเซียน(อาเซียนซัมมิต)ครั้งที่25ระหว่างวันที่12-13พ.ย.นี้ที่กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์คาดว่ารัฐบาลเมียนมาร์จะมีการลงนามในสัญญาร่วมทุนระหว่างบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์(ไอทีดี)กับสวนอุตสาหกรรมโรจนะเพื่อเข้าพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้องในระยะแรก เพราะจากการประมูลเพื่อคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนมีเพียงบริษัทร่วมทุนไอทีดี-โรจนะเพียงรายเดียวเท่นนั้นที่เข้ามายื่นข้อเสนอโดยการพัฒนาพื้นที่ในระยะแรกนั้นจะพัฒนาพื้นที่จำนวน27ตารางกิโลเมตรจากทั้งหมด 196ตารางกิโลเมตรรวมทั้งการลงทุนพัฒนาถนนเชื่อมต่อจากชายแดนประเทศไทยไปยังโครงการด้วย “การเปิดประมูลที่ผ่านมามีเพียงบริษัทร่วมทุนไทยยื่นข้อเสนอเข้ามาจากเดิมที่คาดว่าจะมีทางญี่ปุ่นเข้ามายื่นด้วยแต่สึดท้ายก็ไม่ได้ยื่นข้อเสนอซึ่งตอนนี้ทางเมียนมาร์กำลังอยู่ระหว่างดูรายละเอียดการประมูลคาดว่า จะตัดสินใจได้ภายในปลายเดือนต.ค.นี้และหากถ้าไม่มีอะไรก็คาดว่าจะเซ็นสัญญาได้ในช่วงประชุมอาเซียนซัมมิต โดยการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวนั้นก่อนหน้านี้ทางไอทีดีได้เริ่มลงทุนโครงการไปบางส่วนแล้วแต่หลังจากได้กำหนดให้มีการโอนสัมปทานเดิมของไอทีดีมาให้บริษัททวาย เอส อี แซด ดีเวลล๊อปเม้นท์จำกัดซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการก็ทำให้ไอทีดีต้องหยุดไป” ขณะเดียวกันหลังจากได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการในระยะแรกแล้วในระยะต่อไปจะเริ่มดำเนินการทันทีโดยล่าสุดยังต้องรอผลศึกษาให้เสร็จสิ้นก่อนและคาดว่าในระยะนี้ญี่ปุ่นอาจสนใจเข้ามาร่วมลงทุนด้วยซึ่งการพัฒนาในระยะนี้จะครอบคลุมโครงสร้างหลักต่างๆในโครงการ โดยในภาพรวมทั้งหมดจะครอบคลุม งานก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้าระบบน้ำ การพัฒนาชุมชนการพัฒนาเมืองและการจัดทำแผนโยกย้ายคนออกจากพื้นที่ นายอาคมกล่าวว่า ในด้านกลไกการบริหารโครงการนั้นล่าสุดได้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการร่วมจากที่มีอยู่ทั้งหมด3ระดับในรัฐบาลก่อนคือ คณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย-เมียนมาร์(เจเอชซี)คณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-เมียนมาร์(เจซีซี)และคณะทำอนุกรรมการร่วม6สาขาเหลือเพียงคณะกรรมการระดับนโยบายและคณะอนุกรรมการฯ เท่านั้นซี่งในคณะกรรมการระดับนโยบายได้มอบหมายให้ม.ร.ว.ปรีดิยาธรเทวกุล รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการร่วมกับรองนายกฯของฝ่ายเมียนมาร์ ก่อนหน้านี้นายสมเจตน์ทิณพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทวาย ดีเวลลอปเมนต์จำกัด ผู้บริหารโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวายกล่าวว่า การลงทุนในระยะดังกล่าวจะใช้วงเงินลงทุนประมาณ30,000ล้านบาทโดยไอทีดีจะเป็นผู้ลงทุนหลัก ///////////////
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บริษัทร่วมทุนไทย จ่อเซ็นลงทุนทวาย 3 หมื่นล. -

ไข่ไก่ขึ้น 20 สต เริ่ม 28 ต.ค.นี้
นายอรรณพ อัครนิธิยานนท์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมฯอยู่ระหว่างการหารือกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เพื่อร่วมปรับขึ้นราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มอีก 20 สต.ต่อฟอง หรือจาก 2.60 บาทต่อฟอง (ไข่คละ) เป็น 2.80 บาทต่อฟอง คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 57 เนื่องจากความต้องการไข่ไก่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการของร้านอาหารและโรงแรมรองรับช่วงการท่องเที่ยวไฮซีซั่น ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาราคาไข่ไก่ตกต่ำมาตลอดหรือต่ำกว่าต้นทุนที่เฉลี่ยฟองละ 3 บาท จนส่งผลให้เกษตรกรประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนักในช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาหน้าฟาร์มเป็นมติของสมาคมฯที่มีการประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมาในการแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร อย่างไรก็ตามราคาหน้าฟาร์มใหม่นั้นถือว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคา 3.50 บาทต่อฟอง หรือต่ำกว่า 70 สต.ต่อฟอง ซึ่งราคาหน้าฟาร์ม 3.50 บาทถือว่าเป็นราคาที่สูงประวัติศาสตร์ที่เกษตรกรได้รับ ขณะเดียวกันการปรับราคาหน้าฟาร์มเป็น 2.80 บาทต่อฟองไม่จำเป็นต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในทราบเพราะอยู่ในกรอบราคาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ กำหนดให้ราคาขายหน้าฟาร์มมีกำไรไม่เกิน 20% ของต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตามการปรับราคาหน้าฟาร์มครั้งนี้ก็จะส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มอีก 20-30 สต. ต่อฟอง หรือราคาอยู่ที่ 3.20-3.30 บาทต่อฟอง แล้วต่อระยะทางการขนส่ง เพราะผู้ค้าต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน “อยากให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงต้นทุนของไข่ไก่ที่เกษตรกรต้องรับภาระขาดทุนมาตลอดในช่วง 2 เดือน เพราะที่ผ่านมาราคาหน้าฟาร์มเคยลงไปสู่ระดับ 2.4 บาทต่อฟอง ซึ่งต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะเดียวกันก็อยากให้ผู้บริโภคทราบว่าไข่ไก่เป็นสินค้าที่มีโปรตีนสูงแต่ราคาถูกสุดแล้วเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ นม หรือพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น” นายอรรณพ กล่าวว่า ทางสมาคมยังมีแผนในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ 40,000 – 50,000 รายซึ่งมีการเลี้ยงไก่ไข่เฉลี่ยรายละ 500-1ล้านตัว ทั้งในระยะกลางและระยะยาวด้วย โดยระยะกลาง ทางสมาคมฯจะมีการศึกษาเพื่อวางแผนในการดูแลแม่ไก่ไม่ให้มีปริมาณมาเกินไป โดยหากปริมาณไก่ไข่มีมากเกินไปจนเกินความต้องการของตลาดอาจมีลดปริมาณแม่ไก่ไข่ลง 5-10% เพื่อให้เกิดความเหมาะสม เพราะหากมีปริมาณไข่ไก่ออกมาล้นตลาดก็จะทำให้ราคาตกต่ำลงได้ เนื่องจากการระบายไข่ไก่โดยการส่งออกไปต่างประเทศนั้นยอมรับว่าผู้ส่งออกจะได้กำไรน้อยกว่าการจำหน่ายในประเทศ เพราะต้องมีค่าขนส่ง ภาษี และค่าบริหารจัดการอื่นๆ จำนวนมาก ส่วนแผนระยะยาวก็ต้องเสนอให้ภาครัฐพิจารณาการส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานแปรรูปไข่ไก่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และดึงไข่ไก่ส่วนเกินในท้องตลาดได้ ซึ่งจะช่วยพยุงไม่ให้ราคาไข่ไก่ตกต่ำเหมือนในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาจนเกษตรกรประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนัก นายอรรณพกล่าวว่า ในช่วงเทศกาลกินเจรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 24 ต.ค. – 1 พ.ย. 57 จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาไข่ไก่มากนัก ต่างจากช่วงกินเจรอบแรกระหว่างวันที่ 24 ก.ย. – 2 ต.ค. 57 เนื่องจากการกินเจในรอบ 2 จะมีผู้กินเจไม่มากนักหรือประมาณ 10% ของผู้ที่กินเจรอบแรก ซึ่งผู้ที่กินเจรอบ 2 จะเป็นกลุ่มที่มีความศรัทธาเป็นพิเศษ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไข่ไก่ขึ้น 20 สต เริ่ม 28 ต.ค.นี้