เดือน: ตุลาคม 2014

  • ไมโครซอฟท์ยูธสปาร์ค ปี3

    ไมโครซอฟท์ยูธสปาร์ค ปี3

    สานต่อโครงการไมโครซอฟท์ ยูธสปาร์ค จากการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับเยาวชนไทย ต่อยอดให้เป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ เอาไอทีช่วยธุรกิจในชุมชนนางสุภารัตน์ จูระมงคล ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมเพื่อชุมชน บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย บอกว่า ไมโครซอฟท์ได้ริเริ่มโครงการ “ยูธสปาร์ค” (YouthSpark) เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสให้กับเยาวชน 300 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2015เน้นเพิ่มศักยภาพให้กับเยาวชนด้วยการขยายการเข้าถึงการเรียนรู้และไอที สร้างผู้สร้างนวัตกรรมในอนาคตด้วยการให้แรงบันดาลใจและเครื่องมือช่วยเหลือเพื่อสร้างจินตนาการใหม่ ๆ ในการช่วยเหลือสังคม และช่วยให้เยาวชนตระหนักถึงโอกาสในการเติบโตเป็นผู้ประกอบการและเข้าถึงการจ้างงานได้มากขึ้นสำหรับประเทศไทย คุณสุภารัตน์ บอกว่าไมโครซอฟท์ร่วมกับพันธมิตรจุดประกายและเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชนไทยไปแล้วกว่า 16,000 คน มีตั้งแต่อบรมไอทีให้กับเยาวชนที่ด้อยโอกาส เพื่อให้เป็นตัวแทนไปสอนต่อในชุมชน มีการอบรมให้เยาวชนเกิดความคิดสร้างสรรค์พัฒนานวัตกรรมของตนเอง รวมถึงมีการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยีด้าน รศ.ดร.กมลรัฐ อินทรทัศน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการจัดการความรู้การสื่อสารและการพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (CCDKM) และประธานเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APTN) หนึ่งในพันธมิตรหลักของโครงการฯ บอกว่า ได้มีการถ่ายทอดความรู้ด้านไอซีทีไปยังกลุ่มที่ด้อยโอกาสผ่านศูนย์ไอซีทีชุมชนทั่วประเทศที่ปัจจุบันมีกว่า 2,000 แห่ง ทำมาแล้วเกือบ 10 ปี ยูธสปาร์คเป็นการมาต่อยอด โดยใช้ไอทีในการนำความรู้ที่ทางศูนย์มีอยู่ไปสู่ชุมชนที่ขาดโอกาส และเป็นแบบเพื่อนสอนเพื่อนซึ่งตัวอย่างความสำเร็จอย่างเช่น โครงการของ “น้องกิ๊บ” เกษราภรณ์ นามมุลตรีปัดตา เยาวชนผู้ประกอบการและผู้นำเยาวชนในชุมชนบ้านโคกเมือง อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ที่เข้าร่วมโครงการ ไมโครซอฟท์ ยูธสปาร์ค และได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการไปนำเสนอแนวคิดการนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อการประกอบธุรกิจในชุมชน ที่ประเทศอินโดนีเซียในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้น้องกิ๊บ เล่าว่า หลังจากได้รับการอบรมจากยูธสปาร์ค โดยได้รับการฝึกอบรมด้านการทำโบรชัวร์ การประชาสัมพันธ์สินค้า การทำบัญชีขั้นพื้นฐานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการสร้างเว็บหรือบล็อกด้วยเวิร์ดเพรส ได้ร่วมกับเยาวชน ซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านกว่า 2,000 ครัวเรือนใน 6 ชุมชนในบุรีรัมย์ จัดตั้งเป็นกลุ่มแฮนด์ทูแฮนด์ ขึ้น เพื่อเป็นช่องทางในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน เช่น ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ ผ้าไหมลายปราสาทเมืองต่ำเครื่องจักสาน
    โดยนำเสนอผ่าน http://handto handgroups.wordpress.com และ https://www.facebook.com/handto handbykhokmuangน้องกิ๊บบอกว่า หลังจากเอาไอซีทีไปใช้ทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าจากเดิมไม่เกิน 5 ออร์ดอร์ต่อเดือน เพิ่มเป็น 30 ออร์เดอร์ต่อเดือน สามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนได้สำหรับการสานต่อโครงการในปีที่ 3 นี้ คุณสุภารัตน์ บอกว่า จะมีกิจกรรมยูธสปาร์ค # วีสปีดโค้ด ซึ่งจะให้เยาวชนมีประสบการณ์และเรียนรู้ทักษะด้านการเขียนโค้ดและผลักดันให้เกิดการตื่นตัว สนใจด้านการเขียนโปรแกรมและวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มากขึ้นเพื่อรองรับการเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน สร้างอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไทยกำลังจะเข้าสู่การสร้างเศรษฐกิจดิจิตอล.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไมโครซอฟท์ยูธสปาร์ค ปี3

  • ประสิทธิภาพกองทุนยังต่ำ (8) – โลกาภิวัตน์

    ประสิทธิภาพกองทุนยังต่ำ (8) – โลกาภิวัตน์

    ในสหรัฐอเมริกา การจัดการกองทุนทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กก็ยังส่อถึงประสิทธิภาพต่ำหลายกองทุน วิธีการจัดการความชัดเจน เลยทำให้ผลลัพธ์อัตราการตอบแทนหรือไออาร์อาร์ (IRR) รวมกันแล้วยังเป็นศูนย์บทความที่แล้วได้เขียนถึงกองทุนขนาดใหญ่ที่สุดของอเมริกาเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญยังมีพฤติกรรมเป็น “กองทุนผู้ป่วย” เพราะเกิดการลงทุนที่มุ่งแต่หวังเงินคืนกำไรระยะสั้นจึงขาดการลงทุนระยะยาวที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และก็มาดูกองทุนขนาดเล็กทั่วไปว่ามีการลงทุนเพื่อนวัตกรรมการตลาดเพื่อสร้างงานอย่างไรบ้างในปัจจุบันทางรัฐบาลสหรัฐให้แบงก์จ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินเก็บสะสมต่ำเกือบศูนย์ เพื่ออยากให้เกิดการลงทุนมากขึ้น แต่บริษัทและนักลงทุนต่าง ๆ ก็ยังมักจะลงทุนโดยเสนอแผนธุรกิจซึ่งมักจะสามารถคืนทุนได้ถึง 5 เท่าขึ้นไป และนักลงทุนมืออาชีพทั้งหลายจริง ๆ แล้วก็อยากได้เงินคืนบวกกำไรที่สูงมากกว่านี้อีกโดยทั่วไป แผนธุรกิจบริษัทก็มักจะเสนอคืนกำไรประมาณ 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งมักจะคิดคำนวณการลงทุนในอนาคตจากมูลค่าในปัจจุบัน (Present Value) แล้วปรับความเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อก่อให้เกิดกำไรของปีต่าง ๆ ในอนาคต (Future Value) แต่แท้จริงแล้วไม่ว่าราคาของกองทุนจะมีมูลค่าเท่าไร อัตราการคืนกำไรของกองทุนก็ยังคงเป็นศูนย์ ซึ่งนักลงทุนมักจะไม่ยอมสังเกตเห็นตรงนี้นักลงทุนมักจะมองว่าหลายบริษัทที่แข่งขันหากำไรให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งโดยมากมักจะเป็นสูตรหรืออัตราคืนกำไรประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรวมกับทุนบริษัทและนักลงทุนทุกรายรวมกัน อัตราคืนกำไรก็จะใกล้เคียงศูนย์อยู่ดี ซึ่งตรงนี้ ศาสตราจารย์ วิลเลี่ยม ซาลแมน ได้เรียกปัญหาตรงนี้ว่า “ตลาดลงทุนแบบสายตาสั้น”เมื่อเข้าไปศึกษาถึงตลาดการลงทุน และศึกษาลึกไปถึงการลงทุนและเพื่อการวิจัยและพัฒนา จะเห็นได้ว่ามีจำนวนน้อยบริษัทมากที่ใช้เงินเพื่อสร้างนวัตกรรมเพื่อให้เกิดการจ้างงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มักจะเป็นบริษัทที่มุ่งผลกำไรระยะสั้นและเป็นบริษัทที่เป็นนวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพ คือลดค่าใช้จ่ายเพื่อก่อให้เกิดกำไรในระยะสั้น การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดนวัตกรรม ตลาดการจ้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จึงมักจะไม่ค่อยมีบรรดาศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดซึ่งได้มาร่วมสัมมนาศึกษาต่าง ๆ รู้สึกทุกข์ใจเพราะกระบวนการจัดสรรทรัพยากรก็ยังมุ่งสู่ผลกำไร โอกาสการเติบโตเร็วและมักจะมุ่งสู่ลูกค้าในอนาคต ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดทางตัน เพราะนักลงทุนทั้งหลายมักจะแข่งขันกันเพื่อหาผลสำเร็จง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่มีหลายบริษัทแข่งขันกันอย่างดุเดือดให้เลือกในตลาดการลงทุน การลงทุนเพื่อทำให้เกิดตลาดใหม่จึงเป็นไปได้ยากศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดหลายคนที่เป็นซีอีโอของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นนิวยอร์กก็ยอมรับว่า “เราลืมเรื่องการลงทุนในพอร์ตหลายรูปแบบแต่มักจะมุ่งตรงไปถึงการใช้มาตรวัดทางการเงินเพื่อกำไร” ซึ่งก็ยอมรับว่ามักจะพุ่งตรงไปที่ประสิทธิภาพในการคืนกำไรในระยะสั้น ซึ่งถ้าหากมีรูปแบบของการลงทุนที่แตกต่างจากนี้ เขามักจะไม่สนใจ และธนาคารก็มักจะถูกรุมเร้าด้วยการขอกู้ยืมเงินจากบริษัทต่าง ๆ ที่มุ่งหวังผลประโยชน์ระยะสั้นซึ่งทำให้เกิดปัญหาระยะยาว แม้ว่าทางกองคลังกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Re serve) จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการลงทุนด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารให้ต่ำแต่ดูเหมือนไร้ความหมาย เพราะนักลงทุนเขาไม่สนใจอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้วปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากวิธีการอัตราของทุนเหล่านี้จึงถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำ เพราะไม่สามารถทำให้เกิดการจ้างงานขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดผู้ประกอบการที่สามารถเคลื่อนเศรษฐกิจมาก ๆ ได้จนกระทั่งเกิดคำว่า “มือที่มองไม่เห็น (invisible hand)” ของอดัม สมิธ ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง“มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิธทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปั่นป่วนอยู่ในปัจจุบันจึงต้องมีการจัดระบบทุนนิยมแบบใหม่ของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาแข็งแกร่งจริงจากนวัตกรรมการเสริมสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งผมจะเขียนในบทความต่อไป.รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล
    อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
    boonmark@stamford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประสิทธิภาพกองทุนยังต่ำ (8) – โลกาภิวัตน์

  • ดีแทคหวังดัน 4 จีเป็นบริการหลัก

    ดีแทคหวังดัน 4 จีเป็นบริการหลัก

    ดีแทคระบุบริการ 4 จี จะเป็นบริการหลักสำหรับลูกค้า โดย 4 จี จะช่วยหนุนลูกค้า 3 จี ปัจจุบันได้ใช้งานที่ดีขึ้น ตั้งเป้าภายใน 2 ปี การใช้งานดาต้าของลูกค้าจะเพิ่มเป็น 80% จากปัจจุบันอยู่ที่ 40%นายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทค ต้องการให้บริการ 4จี เป็นบริการหลักสำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้งานดาต้าที่มีประสิทธิภาพ โดยจะใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มสถานีฐานให้ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 30 เมืองใหญ่ ภายในวันที่ 31 มี.ค.58 นี้ ซึ่งบริการ 4จี จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอลที่สำคัญของการพัฒนาสู่นโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลของไทยแผนการให้บริการ 4จี ทั่วประเทศต่อจากนี้นั้น จะต้องพิจารณาแผนลงทุนที่ต่อเนื่อง และคำนึงถึงความพร้อมของผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนที่รองรับ 4จี มีอยู่ที่ 20% ในขณะที่การใช้งานดาต้าของลูกค้าดีแทคที่มีการใช้งานอย่างต่อเนื่องทุกเดือนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 40% ของลูกค้า 28 ล้านราย และตั้งเป้าดึงลูกค้าใช้งานดาต้า 80% ภายใน 2ปีต่อจากนี้“การลงทุน 4จี ของดีแทค ถือเป็นการตอบสนองการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้นในไทยจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ เพิ่มการแข่งขันระยะยาวให้ประเทศ ทั้งนี้ การให้บริการ 4จี จะไม่ใช่ให้แค่ลูกค้าที่มีมือถือ 4จี แต่จะช่วยให้คนที่ใช้ 3จี ได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ดีขึ้นด้วย”.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดีแทคหวังดัน 4 จีเป็นบริการหลัก