เดือน: ตุลาคม 2014

  • ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 20 ตุลาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 7.32 จุด

    ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 20 ตุลาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 7.32 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (20 ต.ค.) ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนบวกคึกคักตลอดช่วงเช้า สอดคล้องทิศทางดียวกันกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการ และตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐออกมาดีกว่าที่คาด ประกอบกับในประเทศมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มสื่อสารผลักดันดัชนีดีดตัวกลับได้ในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,536.03 จุด เพิ่มขึ้น 7.32จุด หรือ 0.48% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย16,510.09 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 20 ตุลาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 7.32 จุด

  • ธ.ก.ส.จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาวันแรก

    ธ.ก.ส.จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาวันแรก

    เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา เวลา 10.00 น. นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า  ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรเป็นวันแรก ตาม ครม.ที่เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะ 3 เดือนแรก ในส่วนมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยทุกครัวเรือนกว่า 3.49 ล้านครัวเรือน พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 63.8 ล้านไร่ คิดเป็นวงเงิน 40,000 ล้านบาท โดยให้เงินช่วยเหลืออัตราไร่ละ 1,000 บาท ตามการปลูกข้าวจริงไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ หรือไม่เกิน 15,000 บาท ที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเปิดบัญชีไว้กับ ธ.ก.ส. ซึ่งนำร่อง 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดลพบุรี ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม พิจิตร กำแพงเพชร และพิษณุโลก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,311 ราย วงเงิน 176.1 ล้านบาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการจ่ายเงิน เพื่อช่วยเหลือให้ชาวนามีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ โดยเริ่มจ่ายเงินให้ชาวนาที่ได้จดทะเบียนไว้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว นำร่อง 8 จังหวัด แบ่งเป็น จ.ลพบุรี 684 ราย วงเงิน 9.2 ล้านบาท จ.ขอนแก่น 2,407 ราย วงเงิน 26.9 ล้านบาท จ.ศรีสะเกษ 5,223 ราย วงเงิน 60.6 ล้านบาท จ.มหาสารคาม 1,476 ราย วงเงิน 16.5 ล้านบาท จ.สุรินทร์ 195 ราย วงเงิน 2.3 ล้านบาท จ.พิจิตร 961 ราย วงเงิน 13.5 ล้านบาท จ.กำแพงเพชร 2,990 ราย วงเงิน 42 ล้านบาท และจ.พิษณุโลก 375 ราย วงเงิน 5.1 ล้านบาท  ส่วนจังหวัดอื่นๆ ธ.ก.ส. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะประสานงานเพื่อส่งข้อมูลให้กับ ธ.ก.ส.ดำเนินการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนไว้โดยเร็วที่สุด สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนกับทางเกษตรอำเภอนั้น ธ.ก.ส. ขอให้เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนโดยเร็ว ซึ่งเกษตรกรต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับเกษตรอำเภอในพื้นที่เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและรับรองสิทธิ์ และคณะกรรมการบริหารมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยระดับอำเภอ  จากนั้นให้ชาวนานำสำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝากและสำเนาบัตรประชาชน  มาจัดทำหนังสือแสดงความจำนงขอเข้าร่วมโครงการที่ ธ.ก.ส. สาขาในพื้นที่ หลังจากนั้น ธ.ก.ส.จะตรวจสอบความถูกต้องและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรงต่อไป และหากเกษตรกรดำเนินการถูกต้อง ครบถ้วนตามขั้นตอนดังกล่าวก็จะได้รับเงินภายใน 3 วัน  นับตั้งแต่ยื่นเอกสารที่ ธ.ก.ส. สาขาแต่ละพื้นที่ “เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ธ.ก.ส.จะเร่งดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรทุกรายที่มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ได้รับเงินทุกรายโดยไม่ให้ตกหล่น จึงอยากให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนตามขั้นตอนโดยเร็วเพื่อให้เงินถึงมือโดยเร็ว  ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น และทาง ธ.ก.ส.จะหาแนวทางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาวสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธ.ก.ส.จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาวันแรก

  • สลากฯประสานตร.ขายเกินราคาปรับแน่

    สลากฯประสานตร.ขายเกินราคาปรับแน่

    พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำหรับการออกรางวัล 1 พ.ย.นี้ สำนักงานสลากฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสลากฯขายเกินราคาเป็นขั้นรุนแรง โดยประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่รายวัน เพื่อตรวจสอบผู้ค้าสลากฯ หากพบว่าผู้ค้าสลากฯ ขายสลากฯ เกินกว่าราคาควบคุมไว้ที่ 90 บาท จะให้ดำเนินการปรับตาม พ.ร.บ.สลากฯ พ.ศ.2517 โดยมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาททันที ซึ่งเชื่อว่าการใช้กฎหมายในครั้งนี้จะช่วยให้ราคาปรับลดลงตามราคาที่ควบคุม ไว้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯ ได้ดำเนินมาตรการขึ้นทะเบียนผู้ค้าสลากฯ และการ ปั๊มสัญลักษณ์สี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านขวาสีน้ำเงินบนสลาก เพื่อให้ทราบว่า สลากดังกล่าวเป็นสลากฯของผู้ค้ารายย่อย ที่ต้องนำไปขายเองในราคาที่ควบคุมไว้ที่ 90 บาท  หากพบว่า ผู้ค้าสลากฯ ขายสลากฯ เกินกว่าราคาควบคุมหรือนำสลากฯ ไปรวมชุดก็จดชื่อ เพื่อเรียกให้ผู้ค้ามารับทราบ และหากกระทำผิดเป็นครั้งที่ 2 ก็จะยึดโควตาคืนทันที แต่มาตรการดังกล่าวยังพบว่ามีการขายเกินราคาควบคุมไว้ โดยขายอยู่ที่ใบละ 110 บาท ประกอบกับการนำสลากฯไปรวมชุดต่างสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้สำนักงานสลากฯ จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายเพิ่มเติม ตาม พ.ร.บ.สลากฯ พ.ศ.2517 “สำนักงานสลากฯ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบการขาย สลากฯ ทุกพื้นที่ หากพบว่าผู้ค้าสลากฯ รายใด ขายสลากฯเกินราคาที่ควบคุมไว้ที่ 90 บาท ก็สามารถจับและปรับตามกฎหมายได้ทันที เพราะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.สลากฯ พ.ศ.2517 และเป็นการกระทำผิดซึ่งหน้าต่อเจ้าพนักงาน” สำหรับวันที่ 30 ต.ค. สำนักงานสลากฯ จะหารือ ถึงแนวทางแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ.2517 แบ่งเป็น 3 เรื่องหลัก ทั้งวัตถุประสงค์ ที่จะกำหนดว่าควรมีสลากฯ ประเภทใดบ้าง การจัดสรรรายได้และการนำเงินไปใช้จ่าย เพื่อดูแลสังคมของสำนักงานสลากฯ โดยจะนำ 4 ร่างที่เคยเสนอของผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการ ที่เสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ.2517 ประกอบด้วย ร่างของม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง สมัยปี 49, ร่างของนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 50, ร่างของนายไชยา พรหมา อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงินการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ปี 56 และร่าง พ.ร.บ.กิจการสลากเพื่อสังคม ของ นายมณเฑียร บุญตัน สว.สรรหา ปี 56 มาประกอบการพิจารณา เพื่อประเมินถึงข้อเสนอต่างๆ และนำมาปรับปรุงไว้ในการแก้ไขกฎหมาย เพราะต้องการให้การแก้ไข พ.ร.บ.ครั้งนี้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สลากฯประสานตร.ขายเกินราคาปรับแน่