ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 16 ต.ค. นายพสุโลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 12.10 น.ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณห้องทดลองวิเคราะห์น้ำเสีย ชั้น 4 ตึกกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งระหว่างนั้นมีการประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตฯ นำโดยนางอรรชกา สีบุญเรืองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯที่ชั้น 5 ในอาคารเดียวกันซึ่งหลังจากทราบข่าวทางโทรศัพท์ ก็ได้แจ้งผู้บริหารให้เดินทางออกจากห้องประชุมส่วนข้าราชการคนอื่นๆ ได้มีการแจ้งเสียงตามสายประกาศให้ออกจากบริเวณตัวตึกซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงพักกลาง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จึงไม่ได้อยู่ในตัวอาคารมากนักอย่างไรก็ตามส่วนที่ไฟไหม้เกิดนอกอาคาร เป็นปล่องระบายความร้อน ที่ต่อมาจากห้องทดลองน้ำเสียที่เก็บตัวอย่างน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ ในส่วนกลางมาทดสอบ โดยภายในห้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์สารเคมีสำหรับการทดสอบอยู่ มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งการจากตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตและได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆว่าได้รับความเสียหายหรือไม่ ส่วนสารเคมีต่างๆ ถูกบรรจุอยู่ในขวด เบื้องต้นไมได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้เพราะไหม้นอกตัวอาคารแต่ได้รับความเสียหายจากน้ำที่ฉีดดับเพลิงบ้างเล็กน้อย สำหรับสาเหตุของเพลิงไหม้สันนิษฐานว่าอาจเกิดจาก 2 กรณีคือ ความประมาณของเจ้าหน้าที่ในห้องทดสอบ หรือเกิดจากระบบอุปกรณ์ขัดข้องเองซึ่งต้องรอการพิสูจน์หลักฐานจากเจ้าหน้าที่อีกครั้งหนึ่งเบื้อต้นจากการเข้าไปตรวจสอบ พบว่ามอเตอร์ดูดอากาศในห้องมีความร้อนเกินทำให้เกิดไฟลุกลามไปยังเตาทดลองส่วนกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นมาจากพลาสติกท่อระบายความร้อนไหม้อีกทั้งยังต้องรอให้เจ้าหน้ามาวิเคราะห์สารเคมี ที่อาจได้รับความเสียหายโดยสามารถระงับเพลิงได้ภายใน 10-15 นาที
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟไหม้กรมโรงงานระหว่างผู้บริหารประชุม
เดือน: ตุลาคม 2014
-

ไฟไหม้กรมโรงงานระหว่างผู้บริหารประชุม
-

แรงงานนอกระบบพุ่งกระฉูด
รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยผลสำรวจแรงงานนอกระบบ ปี 57 ว่า สำนักงานได้สำรวจแรงงานจากจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด 38.4 ล้านคนพบว่ามีผู้ที่เป็นแรงงานนอกระบบถึง 22.1 ล้านคนหรือคิดเป็น 57.6% แยกเป็นแรงงานที่เป็นผู้หญิง54.8% และผู้ชาย 45.2% ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรและประมง รองลงมาเป็นพนักงานบริการพนักงานร้านค้าและตลาด รวมทั้งอาชีพพื้นฐานต่างๆ ในด้านการขายการบริการซึ่งการทำงานด้านเกษตรกรรมของแรงงานนอกระบบถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศที่ต้องพัฒนาเพิ่มมูลค่าการผลิต ดังนั้นรัฐจึงควรดูแลเกี่ยวกับสวัสดิการและให้ความช่วยเหลือด้านการทำงานให้ดีขึ้นทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานนอกระบบกับแรงงานในระบบพบว่า มีสัดส่วนแตกต่างกันถึง 2 เท่าโดยแรงงานในระบบได้รับค่าจ้างเฉลี่ยเดือนละ 14,248 บาท ส่วนแรงงานนอกระบบได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 6,437 บาท และหากพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรม ยังพบว่าค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานนอกระบบน้อยกว่าแรงงานในระบบทุกสาขาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะสาขาเกษตรกรรม ที่มีจำนวนแรงงานนอกระบบมากที่สุดได้รับค่าจ้างเฉลี่ยเพียงเดือนละ 4,950 บาทขณะที่แรงงานในระบบได้รับค่าจ้างเฉลี่ยเดือนละ 6,403 บาท ส่วนสาขาที่แรงงานนอกระบบได้รับค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดคือกิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย ได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,783 บาทส่วนภูมิภาคที่มีจำนวนแรงงานนอกระบบและในระบบรายภาคพบว่า ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ มีแรงงานนอกระบบมากกว่าแรงงานในระบบ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแรงงานนอกระบบ 77.4% แรงงานในระบบ 22.6% ภาคเหนือ มีแรงงานนอกระบบ 72.2% แรงงานในระบบ 27.8% และภาคใต้มีแรงงานนอกระบบ 59.5% แรงงานในระบบ40.5% ขณะที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคกลางมีแรงงานในระบบมากกว่าแรงงานนอกระบบ คือ กทม.มีแรงงานในระบบ 70.5% แรงงานนอกระบบ 29.5% และภาคกลางมีแรงงานในระบบ 56.1% และแรงงานนอกระบบ 43.9%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แรงงานนอกระบบพุ่งกระฉูด -

ดันสินค้าชนเผ่า-โอทอปขายห้างดังทั่วโลก
น.ส.นิสากร จึงเจริญธรรม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่าในปี 58 กรมฯได้รับการจัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา53.5 ล้านบาทตั้งเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 450 รายสูงขึ้นจากปี 57 ที่ได้รับงบประมาณ45.2 ล้านบาท พัฒนาผู้ประกอบการ 400 คน โดยปี 58จะเพิ่มการส่งเสริมผู้ประกอบการที่เป็นชนเผ่าเพิ่มเติมเช่น ชนเผ่ากระเหรี่ยง มีความสามารถในการผลิตผ้าชาวเขา แต่ยังผลิตเป็นผืนทางโครงการฯ จะเข้าไปให้ความรู้ในการยกระดับสินค้าให้สามารถจำหน่ายในระดับสากลมากขึ้นโดยจะนำผ้าชาวเขา ไปพัฒนาผลิตเป็นสินค้าประเภทอื่น เช่น เฟอร์นิเจอร์“โจทย์การพัฒนาชาวบ้านชนเผ่าให้ยกระดับการผลิตสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการในระดับสากลถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการผลิตสินค้าของชนเผ่ามีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นการดีไซด์ การหาช่องทางการตลาด กำลังการผลิต แต่เราก็ต้องทำเพราะเขาถูกทอดทิ้งมานาน ซึ่งทางกรมฯ จะเข้าให้ความรู้ในการพัฒนาสินค้ามากขึ้นเช่น ผ้าชาวเขาจากปกติที่ผลิตเป็นผืนจะให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำการดีไซด์สินค้า นำไปผลิตสินค้าประเภทอื่นมากขึ้นและยังดูแลผู้ประกอบการส่วนกลุ่มโอทอป ก็ยังส่งเสริมต่อไปเช่นกันซึ่งตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการเน้นการกระจายรายได้สู่ชุมชนและสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น” สำหรับโครงการพัฒนาธุรกิจ ฯเป็นการคัดเลือกผู้ประกอบการจาก 4 ภาค ได้แก่เหนือ กลาง อีสาน และใต้ เข้าร่วมโครงการโดยจะร่วมกับสถาบันการศึกษาพัฒนาความรู้รวมทั้งเชิญผู้เกี่ยวข้องโดยตรง พัฒนาช่องทางการตลาดซึ่งล่าสุดได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการจาก 400 รายที่ผ่านการพัฒนาความรู้แล้ว ให้เหลือ 100 รายเข้าสู่กระบวนการตลาดทั้งการทดสอบตลาดจริงและพาพบตัวแทนผู้ซื้อเพื่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ จากทั้งตลาดนิชมาร์เกตและห้างชั้นนำทั่วโลก เช่น ห่างสรรพสินค้าโรสส์ สโตร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ฮาบิแททยูเค ,ฟรานซ์ ฟรานซ์ เจแปน , ห้างสรรพสินค้าคอยน์ ประเทศอิตาลีซึ่งจะสร้างโอกาสในการรับคำสั่งซื้อจากต่างชาติที่จะไปขายในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันสินค้าชนเผ่า-โอทอปขายห้างดังทั่วโลก