น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนที่จะขยายการให้บริการขอหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้เพิ่มมากขึ้น โดยในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถขอผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส และเคาท์เตอร์เซอร์วิสของร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการขอหนังสือรับรอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ให้บริการผ่านสาขาต่าง ๆ ของธนาคารไปแล้วทั้งนี้ในปัจจุบัน กรมฯ ได้ให้บริการขอหนังสือรับรองนิติบุคคลผ่านธนาคาร 6 แห่ง ได้แก่ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย ออมสิน กสิกรไทยไทยพาณิชย์ และธนชาตมีรวมกว่า 3,900 สาขาทั่วประเทศ โดยเริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ม.ค.55 ซึ่งปี 55 ที่ผ่านมา มีการให้บริการออกหนังสือรับรอง 41,016 ฉบับ, ปี 56 จำนวน 80,438 ฉบับ เพิ่มขึ้น 96% และช่วง 3 เดือนของปี57 (ม.ค.-มี.ค.) มี 25,788 ฉบับ“กรมฯ ต้องการพัฒนาการให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล ให้สามารถขอได้ง่ายขึ้น และหลากหลายมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการของไทย ทำให้ดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น โดยยืนยันว่าหนังสือที่ออกผ่านหน่วยงานที่ กรมฯมีข้อตกลงด้วย ถือเป็นเอกสารที่ใช้ได้ตามกฎหมาย 100%”นอกจากนี้กรมฯ ยังได้ขยายของเขตการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะจดทะเบียนนิติบุคคล สามารถยื่นจดทะเบียนที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย ตามที่มีสำนักงานสาขาของกรมฯ ตั้งอยู่ซึ่งแตกต่างจากเดิม คือ นิติบุคคลมีสถานที่ตั้งอยู่จังหวัดใด ก็ให้จดทะเบียนที่จังหวัดนั้น จดจัดตั้งนิติบุคคลที่จังหวัดอื่นไม่ได้ แต่จากนี้ไปสามารถจดได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการในการอีกทางหนึ่ง แต่หากภายหลัง มีความประสงค์ที่จะแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดการจัดตั้งนิติบุคคล ก็ให้ไปขอแก้ไขที่สำนักงานของกรมฯที่นิติบุคคลตั้งอยู่น.ส.ผ่องพรรณ กล่าวว่า กรมฯ ขอเตือนนิติบุคคลที่มีอยู่ในประเทศไทยกว่า 500,000 ราย ให้ส่งงบการเงินภายในกำหนดซึ่งปีนี้กำหนดไว้วันที่ 2 มิ.ย. 57 เป็นวันสุดท้ายเพราะหากไม่ส่งงบการเงินตามที่กฎหมายกำหนด จะมีโทษปรับ และถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยนิติบุคคล ที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.จะต้องจัดทำงบดุล และให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ และนำเสนออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ ภายใน 4 เดือนคือ วันที่ 30 เม.ย. และเมื่อที่ประชุมอนุมัติแล้ว ก็ต้องนำส่งงบการเงินต่อกรมฯ ภายใน 1 เดือน หากส่งล่าช้า จะมีโทษปรับบริษัทไม่เกิน 50,000 บาท และปรับกรรมการบริษัทปรับไม่เกิน 50,000 บาทเช่นเดียวกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมเปิดให้ขอหนังสือรับรองในห้างได้
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

เตรียมเปิดให้ขอหนังสือรับรองในห้างได้
-

นักค้าทองชี้ราคาทองคำปีนี้แผ่ว
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัดเปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดทองคำมีการเก็งกำไรเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้ปรับลดปริมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจ(คิวอี) ที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในเชิงลบ แต่คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง เนื่องจากอัตราการว่างงาน และเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดทองคำรวมทั้งแนวโน้มในระยะกลาง หากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้ดีขึ้นภายใน 2-5 ปี อุปสงค์ด้านทองคำในตลาดจีนจะเพิ่มขึ้นถึง 20% จากปัจจุบันการอ่อนค่าของเงินหยวน และเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแรงของจีน ฉุดความต้องการด้านการสะสมทองคำภายในประเทศลดลงน.ส.ณัฐฑี จุฑาวรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทคลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ราคาทองในปีนี้เคลื่อนไหวไม่รุนแรงนัก จากการปรับลดคิวอี ที่ส่งผลกระทบถึงตลาดทองคำในปีนี้ลดลง เห็นได้จากการที่เฟดประกาศลดมาตรการดังกล่าว แต่ละครั้งราคาทองคำจะเคลื่อนไหวเฉลี่ย 30 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หากเทียบกับปีที่ผ่านมามีเคลื่อนไหวสูงถึง 100 ดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยปัจจัยที่ต้องจับตาในระยะต่อไป คือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยบวกที่จะส่งผลต่อราคาทองคำในระยะนี้ ยังมีเพียงปัญหาข้อพิพาทยูเครน หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น อาจทำให้ราคาทองดีดตัว แต่คงเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มองว่าราคาทองในตลาดโลกภายในปีนี้กรอบบนยังอยู่ที่ 1,400 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ด้านนายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ บริษัทโกลเบล็ก โฮลดิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ จีบีเอ็กซ์ กล่าวว่า กรอบการลงทุนทองคำในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาทองคำระยะกลางอยู่ที่ 1,260-1,330 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หรือบาทละ 19,450-20,530 บาท โดยอ้างอิงค่าเงินบาทที่ 32.56บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มพักตัวในกรอบดังกล่าว ซึ่งราคาทองคำโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลงจากแรงกดดัน หลังจากเฟดจะเดินหน้าปรับลดวงเงินการซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวตามเป้าหมาย คาดว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในปี 58 หรือ 59
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักค้าทองชี้ราคาทองคำปีนี้แผ่ว -

จี้รัฐแก้ปัญหาห้องเช่ารายวัน หวั่นฉุดภาพลักษณ์ท่องเที่ยว
ถือเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน…สำหรับปัญหาที่พัก และสิ่งปลูกสร้างที่ถูกนำมาใช้อย่างผิดประเภทและผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์” ที่ได้ระบุไว้ใน พ.ร.บ.โรงแรมปี 47 ว่า หากผู้ประกอบการจะสร้างเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ต้องมีรายได้จากการจ่ายค่าห้องเป็นแบบรายเดือนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเราทุกคนต่างมีความอยากมีอยากได้อยู่คู่กับตัวอยู่แล้ว จึงได้ค้นหาวิธีที่จะหาหนทางทำให้ตัวเองมีรายได้ มีกำไรและได้เงินลงทุนคืนกลับมาโดยเร็ว ดังนั้น เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์.. จึงผุดกันขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แทนที่จะปล่อยห้องให้เช่าเป็นรายเดือน แต่กลับกลายเป็นว่าเวลานี้บรรดาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ได้เปิดให้บริการทั้งรายวันและรายเดือนกันไปซะแล้ว ตาม พ.ร.บ.โรงแรม ปี 47 ได้กำหนดไว้แล้วว่าผู้ใดจะจดทะเบียนทำการค้าเปิดธุรกิจโรงแรม ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายและทำตามข้อบังคับให้ถูกต้องทั้งการเสียภาษีการจ้างพนักงานให้ครอบคลุมทุกการบริการภายในโรงแรมรวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของโครงสร้างที่ต้องป้องกันภัยพิบัติในเบื้องต้นได้ เช่น อุทกภัย ลมพายุ หรือแผ่นดินไหว แต่เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์รายวันไปแล้วข้อกำหนดต่าง ๆ จึงไม่ต้องถูกบังคับใช้ทันที ดังนั้น ราคาห้องพักแบบรายวันของเหล่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในปัจจุบัน จึงถูกกว่าการไปเช่าโรงแรมไม่ต่ำกว่า 30-50% ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหันมาสนใจที่จะใช้บริการเป็นอย่างมากจนโรงแรมในจังหวัดโดยเฉพาะในเมืองหลักที่มีมหาวิทยาลัย และเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวจะมีมากเป็นพิเศษเทียบอัตราส่วนได้ถึง 1 ต่อ 3 หรือ เมื่อมีการสร้างโรงแรม 1 แห่ง จะมีเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ผุดขึ้นไม่ต่ำกว่า 3 แห่งทันที เมื่อโรงแรม! ถูกลดทอนรายได้ลงไปมาก จนสุดท้ายต้องงัดกลยุทธ์ด้านราคาออกมาแข่งขัน สุดท้าย…อัตราเฉลี่ยของราคาค่าเช่าโรงแรมของประเทศไทยกลับต่ำที่สุดในเอเชีย!! ที่แย่ไปกว่าเดิมคือ เมื่อนักท่องเที่ยวหันไปเช่าเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แทนการคุ้มครองและการดูแลนักท่องเที่ยว จะลดลงทันทีเพราะตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองนักท่องเที่ยวเมื่อเข้าพักต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนไปให้ทางโรงแรมเก็บข้อมูลรายชื่อเพื่อส่งไปที่อำเภอ หรือ สำนักงานเขตแต่เมื่อไม่ได้พักที่โรงแรมจึงไม่มีชื่อในสารบบบัญชีอย่างเป็นทางการ ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์อันตรายใด ๆ กับตัวนักท่องเที่ยวจะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวได้เพราะนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ ถือว่าทำผิดกฎหมายตั้งแต่แรกแล้วประกอบกับในเวลานี้ประเทศไทยก็เกิดปัญหาอาชญากรเป็นรายวันโดยเฉพาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวสาเหตุนี้จึงหนีไม่พ้นซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ๆ สิ่งที่เสียหายที่สุดคือภาพลักษณ์ของประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความคุ้มครองจากการที่มีจำนวนห้องพักผิดกฎหมายล้นตลาด นอกจากนี้ยังทำให้ภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวแห่งความมีน้ำใจ รักการบริการหายไปด้วยเพราะหากนักท่องเที่ยวไปเข้าพักแบบเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ก็จะได้รับการบริการไม่เทียบเท่าโรงแรม ทั้งด้านความสะอาดของที่พัก อาหารการกินที่ถูกสุขลักษณะซึ่งหากปล่อยไว้ต่อไปในอนาคตเชื่อว่า…นักท่องเที่ยวจะเลือกกล่าวขานประเทศไทยว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูกคุ้มราคา (ชีพเดสติเนชั่น) ได้แน่ ๆ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยต้องเป็นหน่วยงานหลักในการกวดขันและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด แต่สิ่งที่เห็นอยู่ในขณะนี้คือ ตั้งแต่ปี 51 ที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังออกประกาศแจ้งเตือนอย่างชัดเจนว่ากลุ่มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่หากินแบบโรงแรมจะต้องไปจดทะเบียนเปลี่ยนจุดประสงค์ให้สถานประกอบการของตนเองเป็นโรงแรมได้ทันทีหากพบว่าเข้าข่ายประกอบธุรกิจโรงแรมแล้ว จนแล้วจนเล่า…จนเข้าสู่ปี 57 ยังไม่มีความเคร่งครัดใด ๆ เกิดขึ้น กลับกลายเป็นว่ามีกลยุทธ์ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย นั่นคือ การเช่าห้องพักเป็นรายเดือนในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แต่กลุ่มที่เข้าพักเป็นนักท่องเที่ยวแตกต่างกลุ่มไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านที่พักลงได้อย่างมาก แต่ในความจริงการกระทำที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นการหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน เพราะนำนักท่องเที่ยวมาพักอาศัยในห้องพักที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงแรมและทำธุรกิจทางการค้าหรือมุ่งหากำไรจะถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด ทั้งหมดนี้จึงเป็นสัญญาณที่เห็นได้ชัดแล้วว่าหากยังไม่มีกฎหมาย หรือการออก พ.ร.บ.โรงแรมที่ชัดเจนและภาครัฐยังคงรักษาความไม่เข้มงวดไว้เหมือนเดิม ก็เชื่อได้ว่า…บรรดาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ผิดกฎหมาย จะยิ่งได้ใจและยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้าย…ภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวไทยจะไม่สามารถดึงดูดหรือครองใจนักท่องเที่ยวได้อีก เพราะนักท่องเที่ยวต้องถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนที่ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายและในที่สุด “สยามเมืองยิ้ม” คงไม่อยู่ในใจนักท่องเที่ยวอีกต่อไป! เอวิกานต์ บัวคง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้รัฐแก้ปัญหาห้องเช่ารายวัน หวั่นฉุดภาพลักษณ์ท่องเที่ยว