รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยแจ้งว่า จากการสำรวจ “ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมใหญ่ปีนี้ ของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ1” ในช่วงระหว่างวันที่ 25 เม.ย. – 3 พ.ค. ที่ผ่านมาจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ช่วงเปิดเทอม คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ 23,900 ล้านบาท ทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีมูลค่า 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเทอม 9,000 ล้านบาท ค่าเรียนกวดวิชา เสริมทักษะต่างๆ 7,000 ล้านบาท ค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน 4,600 ล้านบาท ค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน 3,000 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น ค่ารถรับ-ส่งโรงเรียน ค่าชุดกีฬา 300 ล้านบาทสำหรับการวางแผนการใช้จ่ายให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนของค่าเล่าเรียน (ค่าเทอม) และค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน เช่น เรียนพิเศษในโรงเรียน สอนเสริมทำการบ้าน ค่าเรียนดนตรีหรือกีฬา รวมถึง กิจกรรมระหว่างปีการศึกษา เช่น ซัมเมอร์แคมป์ ส่วนภาระค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มลดลง เช่น ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน รวมถึงการเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะต่างๆนอกจากนี้ ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ระบุว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณสำหรับการศึกษาของบุตรหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยด้านราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น 42% รองลงมาคือ ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น 22 % และเงินอุดหนุนจากภาครัฐที่ได้รับลดลง 15% สำหรับทางเลือกกรณีที่งบประมาณไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ กว่า44% เลือกที่จะนำเงินออมหรือเงินเก็บที่สำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินออกมาใช้ รองลงมา คือ การกู้ยืมจากสถาบันทางการเงิน 16% ยืมญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท 14% และโรงรับจำนำ 12% “ปัญหาทางด้านกำลังซื้อของผู้ปกครองที่ยังคงชะลอตัวในปัจจุบัน ทำให้ผู้ปกครองจำเป็นต้องมีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น แต่เนื่องจากปีนี้ค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเทอมและค่ากิจกรรมพิเศษกับทางโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนมีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องจ่าย ส่งผลให้ผู้ปกครองพยายามประคับประคองและจัดสรรงบประมาณให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรือมีการปรับลดค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น การลดค่าใช้จ่ายในส่วนของชุดนักเรียนลงเหลือเพียง 1-2 ชุดต่อคน จากเดิมที่อาจจะซื้อ 3-4 ชุด เป็นต้น”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คาดเปิดเทอมเงินสะพัดกว่า 23,900 ล้านบาท
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

คาดเปิดเทอมเงินสะพัดกว่า 23,900 ล้านบาท
-

เตรียมรับนักธุรกิจจีน100ล้านรายลุยลงทุนต่างแดน
นายวิกรม กรมดิษฐ์ รองประธานสภาธุรกิจไทย-จีน และประธานมูลนิธิอมตะ เปิดเผยว่า ขณะนี้นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีนคนใหม่มีนโยบายในการส่งเสริมให้นักธุรกิจของจีนซึ่งมีอยู่ 100 ล้านคนไปขยายการค้าและการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอาเซียนใกล้กับจีน และมีดินแดนที่เชื่อมโยงกัน ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องหามาตรการและจัดทำแผนต่างๆในการดึงนักธุรกิจจีนเข้ามาร่วมทุนทั้งอุตสาหกรรม, เกษตรแปรรูป, การค้าขายและบริการ เพื่อนำสินค้าส่งออกไปยังตลาดจีนและตลาดอาเซียนที่มีประชากรรวมกันกว่า 1,900 ล้านคนทั้งนี้ที่ผ่านมาจีนได้เข้ามาลงทุนในประเทศต่างๆที่หลากหลายทั้งการลงทุนในด้านเกษตรกรรมในประเทศลาว กัมพูชา และ พม่า หรือกลุ่มอุตสาหกรรม, การเงิน ที่มีทั้งในอาเซียน และ แอฟริกา ด้วย ซึ่งในส่วนของนิคมฯอมตะนั้นก็เป็นลูกค้าของธนาคารไอซีบีซี ของประเทศจีน เพราะมีอัตราดอกเบี้ยถูกสุดและมีเงื่อนไขไม่มากและที่สำคัญลูกค้าที่เข้ามาตั้งโรงงานในอมตะฯก็มีนักลงทุนจากจีนจำนวนมากเช่นกัน“เชื่อว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้านักธุรกิจจีนพร้อมด้วยเม็ดเงินมหาศาลจะทะยอยเข้ามาลงทุนในประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งอาเซียนจะเป็นเป้าหมายหลัก ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรหาวิธีในการดึงดูดจีน โดยเฉพาะนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ค่อนข้างจะได้รับการส่งเสริมให้ขยายธุรกิจในต่างแดนมากขึ้น ดังนั้นหากผู้ประกอบการไทยไม่พร้อมก็จะสูญเสียโอกาสอย่างมาก”นายวิกรม กล่าวว่า ในปี 60 ประเทศได้ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 400,000 ล้านเหรียญฯต่อปี เป็น 1 ล้านล้านเหรียญฯต่อปี หรือเพิ่มประมาณปีละ 10 %นายไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร เลขาธิการสภาธุรกิจไทย-จีน กล่าวว่า ปัจจุบันการค้าขายจีนกับอาเซียนพบว่าจีนมีการค้าขายกับมาเลเซียมากที่สุด รองลงมาเป็น อินโดนีเซีย, สิงคโปร์และ ไทย หากไม่มีการหามาตรการในการดึงนักธุรกิจจีนมาร่วมทุนในอนาคตอาจทำให้มูลค่าการค้าขายไทยกับจีนถูกประเทศเพื่อนบ้านแย่งสัดส่วนได้ ดังนั้นที่ผ่านมาทางสภาฯ มีนโยบายที่จะนำนักธุรกิจไทยไปพบปะกับนักธุรกิจจีนที่เป็นคนรุนใหม่ตามคำเชิญของรัฐบาลจีน เพื่อปูทางธุรกิจให้นักธุรกิจได้ร่วมทุนในการทำตลาดสินค้าด้วยกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตรียมรับนักธุรกิจจีน100ล้านรายลุยลงทุนต่างแดน -

นักวิชาการชี้รถคันแรกทำรัฐขาดทุนยับ
นายภาวิน ศิริประภานุกูล นักวิชาการ โครงการส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา (ไทยพีบีโอ) เปิดเผยว่า ได้จัดทำตัวอย่างการวิเคราะห์ผลกระทบทางการคลังของนโยบายรถใหม่คันแรก พบว่า การคืนภาษีสรรพสามิตในโครงการดังกล่าว จะทำให้ขาดทุนสุทธิประมาณ 28,000 ล้านบาท เพราะกรมสรรพสามิตจะมีรายได้จากการเก็บภาษีรถยนต์เพิ่มขึ้นเพียง 54,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลยังมีรายจ่ายที่ต้องตั้งงบเพื่อคืนภาษีถึง 82,000 หมื่นล้านบาท โดยจากการประเมินภาพรวม คาดว่า ต้นทุนสุทธิของโครงการอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 55 จนถึงการส่งมอบต่อเนื่องในปี 56 พบว่า จำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ประเภท รย.1 ได้ปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่จำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ปีงบประมาณ 57 ซึ่งมีรถยนต์ประเภทรย.1 อยู่ที่ 690,000 คัน ลดลงจากปีก่อน 36% แต่หากนำจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่ รย.1 มาเปรียบเทียบเรื่องการจัดเก็บภาษีสรรสามิตรถยนต์ในปีงบประมาณ 57 พบว่า การจัดเก็บได้ปรับลดลงประมาณ 7,000 ล้านบาท ส่งผลต่อเนื่องถึงปีงบประมาณ 58 ที่การจัดเก็บภาษีจะปรับลดลงจากระดับปกติอีกประมาณ 7,000 ล้านบาทด้วย นายภาวิน กล่าวว่า หากวิเคราะห์ถึงผลการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กลับไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งผลกระทบของโครงการดังกล่าวที่จะส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้สรรพสามิตรถยนต์ของรัฐบาลนั้น ยังสร้างความแตกต่างจากตัวเลขประมาณการในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลชัดเจน โดยตามผลวิเคราะห์ของไทยพีบีโอ พบว่า มูลค่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรวม ในปีงบประมาณ 57 ปรับเพิ่ม 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ตัวเลขในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.2%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักวิชาการชี้รถคันแรกทำรัฐขาดทุนยับ