นายวิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ต้องการให้ภาครัฐเข้มงวดเรื่องการบังคับใช้กฎกระทรวงเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ให้มากขึ้น เพราะขณะนี้มีชาวต่างชาติที่เข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยว และจากนั้นจะเข้ามารับอาชีพเสริมเป็นไกด์ต่อ ซึ่งทำให้ไกด์ไทยตกงาน ขณะเดียวกันยังร่วมกับบริษัททัวร์ข้ามชาติ ที่เปิดร้านในรูปแบบจดทะเบียนแทน หรือ นอมินี พาลูกทัวร์ จากประเทศจีน เกาหลีใต้ และรัสเซีย ไปช็อปปิ้งและพำนักในกลุ่มธุรกิจที่บริษัทข้ามชาติเป็นเจ้าของ จนในที่สุดรายได้ทางการท่องเที่ยวจะไม่หมุนเวียนอย่างที่รัฐบาลต้องการ “ปัจจุบันไกด์ต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน เข้ามาหากินในแหล่งท่องเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก คาดว่าในปี 56 มีอัตราส่วนเติบโตขึ้นกว่า 100% จากปี55 ซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้ทำงานแบบผิดกฎหมายก็มาจาก การที่เห็นว่ามีรายได้ดี เป็นงานสบาย รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากนายหน้าที่เป็นบริษัทนอมินีรายใหญ่ที่ทำทัวร์ท่องเที่ยวครบวงจรมาสนับสนุน ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น แต่พวกนี้ก็ได้รับการสนับสนุนต่อมาอีกจากกลุ่มบางกลุ่มที่มีอำนาจปราบปราม ทำให้ไม่มีทางหมดได้สักที แล้วต่อจากนี้เราจะหวังเพิ่งรายได้จากภาคการท่องเที่ยวตามที่หวังได้อย่างไรในเมื่อสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้” นอกจากนี้ในเรื่องของการทำวีซ่า ที่รัฐบาลไทยมีความคิดหลายครั้งที่จะปล่อยฟรีวีซ่าให้กับหลายๆประเทศ ซึ่งมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวแทบจะไม่ได้รับรายได้ที่เป็นทางตรงอยู่แล้ว เนื่องจากมีกลุ่มแฝงเข้ามาหากินในไทย ดังนั้น วีซ่าจึงเป็นรายได้ทางตรงที่สร้างมูลค่าได้โดยไทยไม่ต้องเสียทั้งความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว และยังช่วยตรวจหากลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วอนรัฐเข้มงวดกฎหมายมัคคุเทศก์
ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

วอนรัฐเข้มงวดกฎหมายมัคคุเทศก์
-

ยอดนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยปี 56 พุ่ง
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังได้รายงานครม.ถึงการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย ไตรมาสที่ 4 ปี56 และทั้งปีงบประมาณ 56 พบว่าในปีงบประมาณ 56 สินค้าฟุ่มเฟือยทั้ง 17 กลุ่มสินค้า มีมูลค่ารวมถึง 3,203 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 102,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 413ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 13,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.82%โดยสินค้าที่มีมูลค่านำเข้าสูงที่สุด คือ น้ำหอมและเครื่องสำอางมีมูลค่านำเข้าประมาณ 19,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น35.63% รองลงมาเป็นผลไม้และนาฬิกาและอุปกรณ์ ทั้งนี้สินค้าฟุ่มเฟือย 5 อันดับแรก ที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น คือเครื่องแก้วชนิดใช้บนโต๊ะอาหาร หรือใช้ตกแต่งภายในที่ทำด้วยคริสตัล ขยายตัว 49.1%น้ำหอมและเครื่องสำอาง ขยายตัว 35.63% ไฟแช็คและอุปกรณ์ ขยายตัว 29.52%นาฬิกาและอุปกรณ์ ขยายตัว 25.67% สูท เสื้อ กระโปรง กางเกง สำหรับบุรุษ สตรีเด็กชาย และเด็กหญิง และเนคไท ขยายตัว 21.151% ส่วนในไตรมาสที่4 ปี 56 สินค้าฟุ่มเฟือยทั้ง17 กลุ่มสินค้า มีมูลค่านำเข้า 794 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 25,408 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.3% ของมูลค่านำเข้ารวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน32 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,024ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2%โดยสินค้าที่มีมูลค่านำเข้าสูงที่สุด คือ น้ำหอมและเครื่องสำอางมีมูลค่านำเข้าประมาณ 5,024 ล้านบาทรองลงมาเป็นนาฬิกาและอุปกรณ์ และผลไม้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยปี 56 พุ่ง -

แบงก์ดาหน้าหั่นเป้าสินเชื่อ
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดเป้าสินเชื่อในปีนี้ลงเหลือ 4.5% เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปีนี้ที่คาดว่าจีดีพีเติบโตเพียง 3.3% จากเดิมที่ประเมินไว้ว่าสินเชื่อโต 7-10% จากจีดีพีอยู่ที่ 4.5% เป็นผลมาจากการใช้จ่าย การลงทุนที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้การที่ร่างพรบ.การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาดหุ้นและนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศ แต่เชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ เพื่อไม่ให้โครงการลงทุนสะดุด และเห็นว่าหากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศจะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและขยายการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งเห็นว่าการส่งออกจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลปัจจุบันอยู่ที่ 1.49% และสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.3% “การใช้จ่ายคงจะชะลอตัวไปถึงครึ่งปีหลัง ยกเว้นมีรัฐบาลขับเคลื่อนการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้การปล่อยสินเชื่อกลับคืนมาปกติ อย่างไรก็ตาม ธนาคารพร้อมปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงในอีก 1-2 วันนี้ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยอาร์พีลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2% ในวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าการลดดอกเบี้ยลงจะลดต้นทุนให้กับภาคเอกชน และทดแทนการลงทุนภาครัฐได้ในระดับหนึ่ง หลังจากร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญ” นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับลดเป้าสินเชื่อปีนี้โตเพียง 8% ขณะที่จีดีพีโต 2.9% จากเดิมที่คาดว่าสินเชื่อโตไม่ต่ำกว่า 10% และจีดีพีโตประมาณ 3-4% เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านที่ตกไปทำให้การบริโภคและการผลิตชะลอตัวลง แต่หวังว่าส่งออกจะเป็นแรงสนับสนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยปีนี้ส่งออกโตประมาณ 5% อย่างไรก็ตาม ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของธนาคารด้วย ส่วนถานการณ์ทางการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหนี้เสียเพิ่ม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ดาหน้าหั่นเป้าสินเชื่อ