ผู้เขียน: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • สคบ.หวั่นสินค้าเพื่อนบ้านไร้คุณภาพทะลัก

    สคบ.หวั่นสินค้าเพื่อนบ้านไร้คุณภาพทะลัก

    รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าพบการลักลอบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ไม่มีคุณภาพเป็นจำนวนมากมาจำหน่ายในประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก และสินค้าอันตราย ส่วนใหญ่มักไม่แสดงฉลากอย่างถูกต้องตามข้อกฎหมายของสคบ. และมีราคาถูกกว่าราคาขายตามปรกติในตลาดหลายเท่าตัว ทำให้ผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายกับผู้บริโภคอย่างมาก ดังนั้นสคบ.จึงแนะนำให้ผู้บริโภค ตรวจสอบฉลากสินค้าให้ชัดเจนก่อน หากพบว่า เป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศไม่มีฉลากภาษีไทยกำกับอยู่ หรือสงสัยว่าไม่มีมาตรฐานสามารถแจ้งมาที่สคบ.ได้ทันที“สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศกว่า 50% ลักลอบมาทางชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ผ่านตามขั้นตอนถูกต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ ของส่วนใหญ่เหล่านี้มักขายตามตลาดนัด หรือตลาดใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด มีราคาถูกจูงใจผู้บริโภค แต่เมื่อซื้อไปแล้ว กลับพบว่าเป็นของไม่มีคุณภาพ มีความเสี่ยงจะได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทีความเสี่ยงมากที่สุด”ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น หากเจ้าหน้าที่จากสคบ.ตรวจพบ และเห็นว่าเป็นสินค้าที่ลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศ โยไม่แสดงฉลากที่ถูกต้อง ทั้ง วันเดือนปีที่ผลิต การนำเข้า การจัดจำหน่าย วิธีใช้ และข้อควรระวัง จะถือว่ามีความผิดทันที แต่ส่วนใหญ่เมื่อตรวจพบสินค้าประเภทดังกล่าว ก็สามารถจับกุมผู้จำหน่ายเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่สามารถจับผู้ผลิตที่อยู่ในต่างประเทศได้ จึงทำให้เกิดปัญหา ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการหารือกับเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแนวทางการควบคุมที่ชัดเจนต่อไปก่อนหน้านี้ สคบ.ได้ดำเนินคดีกับผจัดจำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะสินค้าเครื่องเล่นช็อตแกล้งคน ที่มีลักษณะเป็นซองหมากฝรั่ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคเพราะมีกระแสไฟฟ้าแรงสูง โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจำหน่ายสินค้าประเภทดังกล่าวมีโทษตามกฎหมายจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของผู้ผลิตหรือนำเข้ามีโทษจำคุกไปเกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตามหากพบเห็นการลักลอบนำเข้าหรือลักลอบจำหน่ายสินค้าที่เข้าข่ายอันตรายสามารถแจ้งสายด่วน สคบ.1166 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.หวั่นสินค้าเพื่อนบ้านไร้คุณภาพทะลัก

  • สสว.เปิด 5 ธุรกิจแชมป์เจ๊งสูงสุด

    สสว.เปิด 5 ธุรกิจแชมป์เจ๊งสูงสุด

    นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า  ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้จดทะเบียนยกเลิกกิจการ จำนวน 1,420 ราย เพิ่มขึ้น 18 % เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากผลการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยกิจการที่ยกเลิกมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การขายสลากกินแบ่ง เพราะเป็นธุรกิจที่เปิด-ปิดได้ง่าย , ก่อสร้างอาคารไม่ใช่ที่พักอาศัย  , อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพื่อพักอาศัย เพราะภาครัฐ ไม่มีการก่อสร้างโครงการใหม่ ๆ  , ขนส่ง และขนถ่ายสินค้า   และให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ สำหรับกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีจำนวน 5,317 ราย ลดลง 35% เพิ่มขึ้น 83% โดยประเภทกิจการที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่อพักอาศัย ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ ให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ และขายส่งวัสดุก่อสร้าง   “ตามปกติกิจการของเอสเอ็มอีจะตั้งใหม่และเลิกกิจการกันง่าย จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเปลี่ยนแปลงทุกเดือน แต่ยอมรับว่าเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เกิดจากผลกระทบทางการเมือง จนกระทบต่อระบอบเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงส่งผลต่อการประกอบธุรกิจของเอสเอ็มอี จึงลดลงกว่าปกติ ” ด้านการส่งออกของเอสเอ็มอี ในเดือน ม.ค. มีมูลค่า 157,396.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีการส่งสินค้าออกไป จีน สูงสุด มีมูลค่า 20,486.23 ล้านบาท รองลงมา คือ ญี่ปุ่น มีมูลค่า 15,936.39 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา มูลค่า 12,927.49 ล้านบาท มาเลเซีย มูลค่า 7,733.55 ล้านบาท และอินโดนีเซีย มูลค่า 7,617.65 ล้านบาท “ตลาดหลักสำคัญของเอสเอ็มอีไทยเกือบทุกประเทศ มีการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยกเว้นอินโดนีเซียที่หดตัวลงเล็กน้อย เป็นผลจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่เริ่มเศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก คือ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ยางและของที่ทำด้วยยาง อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ” ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 188,359.80 ล้านบาท ลดลง 26.96 %  โดยตลาดที่เอสเอ็มอีนำเข้าสินค้ามากที่สุด คือ จีน รองลงมาคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และสาธารณรัฐเกาหลี  สินค้าที่นำเข้ามากที่สุด คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ รองลงมาคือ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยสสว. ร่วมกับสถาบันการเงิน ช่วยเหลือ เช่น ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ การจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งได้เปิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลงทะเบียนรับความช่วยเหลือ คำปรึกษา ด้านการเงินการตลาดจากผลกระทบทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. –  4 มี.ค. มีเอสเอ็มอีลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือประมาณ 39 ราย แต่มีการลงทะเบียนดาวน์โหลดข้อมูลความช่วยเหลือจากเว็ปไซต์สสว.กว่า 10,000 ราย ชี้ให้เห็นว่า เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจริง และมีความสนใจขอรับความช่วยเหลือ โดยอยู่ระหว่างจัดเตรียมเอกสารทำให้การยื่นขอความช่วยเหลือล่าช้า ซึ่งสสว.ได้ตั้งเป้าหมายการช่วยเหลือ 20,000 ราย หากเกินจากนี้จะพิจารณษอีกครั้งหนึ่ง  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สสว.เปิด 5 ธุรกิจแชมป์เจ๊งสูงสุด

  • “ธีระชัย” โพสต์เฟสบุ๊คเตือนใช้งบกลางผิดกฎหมาย

    “ธีระชัย” โพสต์เฟสบุ๊คเตือนใช้งบกลางผิดกฎหมาย

    นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุถึงกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง บอกข้าราชการเกี่ยวกับการใช้งบกลาง 20,000 ล้านบาท ที่ กกต. อนุมัติ โดยเตือนว่าจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ ถ้าไม่ได้เงินมาคืนงบกลาง ภายใน 31 พ.ค.นี้ ว่า เพิ่งเข้าใจความเสี่ยงต่อข้าราชการ ทั้งกระทรวงการคลัง พาณิชย์และสำนักงบประมาณ หากไม่ได้เงินคืนจะผิดเงื่อนไขที่ กกต. อนุมัติทั้งนี้ ข้าราชการจึงต้องคำนวณให้ดี หากไม่แน่ใจก็ควรแจ้งให้รัฐมนตรีรับทราบไว้ก่อน เพื่อรัฐมนตรีจะได้รับผิดชอบ แต่ยังมีปัญหามาตรา 181 (3) อีกด้วย หากได้เงินคืนไม่ครบ ก่อนหน้าที่รัฐบาลนี้พ้นหน้าที่ไป จะมีผลผูกพันรัฐบาลหน้าอัตโนมัติ คือจะผิด มาตรา 181 (3) ทันที นอกจากนี้ ความผิดอาจจะลามไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ด้วย ดังนั้น หากจะปลอดภัย ควรจะรอให้ศาลชี้ขาดเรื่อง 30 วันหลังการเลือกตั้งก่อน“หากรัฐบาลจะเร่งรัดให้ กกต. จัดเลือกตั้งให้เสร็จเร็ว ก็ต้องได้เงินคืนเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้น สำหรับข้าราชการที่เสนอใช้งบกลาง 20,000 หมื่นล้านบาท ตอนนี้ต้องถือว่างานเข้าเสียแล้ว ต้องระมัดระวังเพิ่มอีกมากนะครั้ง ความเสี่ยงข้างต้น ผมเองก่อนหน้านี้มองไม่เห็นเลยครับ”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ธีระชัย” โพสต์เฟสบุ๊คเตือนใช้งบกลางผิดกฎหมาย