วันนี้(25มิ.ย.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ( สำนักงาน กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช.เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.(บอร์ดกสทช.) เห็นชอบนำโครงการแจกคูปองส่วนลดเงินสดสำหรับแลกซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิตอลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีอะนาล็อกไปสู่ดิจิตอล ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ 4 ภูมิภาคโดยเริ่มจาก จ.เชียงใหม่ วันที่ 4 ก.ค.57 จ.ขอนแก่น วันที่ 5 ก.ค. 57 จ.สงขลา วันที่ 8 ก.ค. 57 และกรุงเทพฯ วันที่ 10 ก.ค. 57เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนทั่วถึง ในขณะเดียวกันจะได้เชิญตัวแทนคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ(คตร.)ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาร่วมรับฟังตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นเพื่อร่วมพิจาณาข้อเสนอแนะร่วมกันสำหรับประเด็นที่จะนำไปรับฟัง ได้แก่มูลค่าราคาคูปองเริ่มต้น 690 บาท ตามประกาศราคาขั้นต่ำการประมูล จำนวนครัวเรือนที่แจกระหว่าง 22 ล้านครัวเรือน หรือ 25 ล้านครัวเรือน วงเงินที่ใช้สำหรับการสนับสนุนจำนวน 25,000 ล้านบาท คูปองส่วนลดสามารถนำไปแลกอะไรได้บ้าง โดยคาดว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นจะแล้วเสร็จภายในวันที่15 ก.ค. 57 และจะแจกจ่ายให้แก่ประชาชนได้ภายในเดือนก.ย. นี้“บอร์ด กสทช. 10 ท่าน ลงมติให้นำโครงการฯได้เปิดรับฟังความคิดเห็นฯ ซึ่งเข้า ม.28 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 ยกเว้น พ.อ.ดร. นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. และบอร์ดส่วนใหญ่เห็นว่าราคาคูปองควรตามประกาศฯ ราคาขั้นต่ำ 690 บาท แม้ว่าทางกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธาณะ หรือ กทปส. จะเห็นชอบราคาที่ 1,000 บาทแล้วก็ตาม ซึ่งบอร์ด กสทช.รับทราบมติ แต่ไม่ได้รับทราบราคาดังกล่าว ในขณะเดียวกันบอร์ดกสทช.บางท่าน มองว่าการแจกจ่ายคูปองควรให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อได้ทุกอย่าง อาทิ กะปิ น้ำปลา เพราะบางคนซื้อทีวีหรือกล่องเซต ทอป บ็อกซ์ มาแล้ว ดังนั้นคูปองต้องสามารถแลกคืนได้ทุกอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะแลกได้ตามที่เคยกำหนด” นายฐากร กล่าวอย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ กทปส.ได้เคยเห็นชอบโครงการคูปองในราคา 1,000 บาท และเห็นชอบแนวทางการแลกซื้อ โดยสามารถแลกซื้อกล่องเซตทอป บ็อกซ์ อุปกรณ์รับส่งสัญญาณเสาดิจิตอลเครื่องทีวีดิจิตอลที่มีตัวรับในตัว และกล่องทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี หลังจากนั้นจึงจะนำเข้าให้ บอร์ด กสทช.พิจารณาแต่ปรากฎว่าโครงการดังกล่าว ถูกคำสั่งจาก คสช. ให้ระงับเพื่อขอตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสก่อนหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้มีคำสั่งให้ปลดล็อกเพื่อดำเนินการต่อไปได้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.ฟังความเห็นฯคูปองทีวีดิจิตอลส่อแว่วปรับลดเหลือ 690 บาท
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

กสทช.ฟังความเห็นฯคูปองทีวีดิจิตอลส่อแว่วปรับลดเหลือ 690 บาท
-

สหภาพฯ กสท ยื่นหนังสือขอ คสช.สั่งยกเลิกดูงานตปท.ของบอร์ด
วันนี้ (25 มิ.ย.) สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.ธนะศัพดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ขอให้ คสช.พิจารณาการบริหารงานคณะกรรมการ (บอร์ด) กสท ที่มีนายไกรสร บารมีอวยชัย เป็นประธานให้ยกเลิกการใช้เงินเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศโดยด่วนเนื่องจากความไม่เหมาะสมที่จะใช้จ่ายเงินในสถานการณ์ปัจจุบันทั้งนี้ บอร์ด กสท เตรียมใช้งบประมาณ จำนวน 11.4 ล้านบาท ไปศึกษาดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 6 – 16 ก.ค. 2557และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดจ้าง บริษัท จัดการท่องเที่ยว ซึ่งสหภาพฯ กสท เห็นว่าไม่ได้ประโยชน์จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ตามภาวะการณ์ปัจจุบันแต่บอร์ดเพียงเพื่อต้องการท่องเที่ยวในภาพการศึกษาดูงานมาเพื่ออ้างการพัฒนาองค์กรอย่างไรก็ตาม มีบอร์ดจำนวน 4 ท่านที่เป็นข้าราชการไม่เห็นด้วยในการเดินทางในครั้งนี้ และได้ขอถอนตัวจึงขอให้ คสช. ยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของบอร์ดทั้งคณะนอกจากนี้ยังต้องการให้บอร์ด กสท แสดงสปิริตลาออกทั้งคณะ เพื่อเปิดทางให้มีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากบอร์ดชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งมาจากการเมืองรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งมีความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ กับนักการเมืองแต่ละกลุ่มแต่ละพรรคทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการให้บริการ ไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควรรวมทั้ง พิจารณาการบริหารงานของ นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท ที่เข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ 21 มี.ค. 2555 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏผลงานตามที่ได้แสดงวิสัยทัศน์หรือประโยชน์ต่อองค์กร ไม่มีการสร้างรายได้ เพื่อทดแทนรายได้สัมปทานที่หมดไปและการบริหารงานที่ผ่านมาเกิดปัญหามาก เช่น กรณีปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานบุคคลทำให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กรรวมทั้งไม่มีการวางแผนในการตรวจสอบและการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานและปัญหาข้อสัญญาตามกฎหมาย กรณีสัญญาสัมปทาน ระหว่าง บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ ดีพีซี ทำให้ กสท ไม่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพย์สินที่ควรจะได้ตามสัญญาสัมปทาน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สหภาพฯ กสท ยื่นหนังสือขอ คสช.สั่งยกเลิกดูงานตปท.ของบอร์ด -

ใช้เครือข่ายทรูมูฟ 3จี เก็บข้อมูลสุขภาพโครงการ ‘24DHS’
การเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพื้นที่ที่ห่างไกล ถ้าไม่มีผู้ที่สนับสนุนและผลักดันที่แท้จริง กลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมไทยสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีตลอดมา ผ่านโครงการ 3 จี เพื่อโรงเรียนและชุมชน ขณะที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีเพื่อการแพทย์ จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอเพื่อมุ่งสู่อำเภอสร้างเสริมสุขภาพ หรือที่เรียกกันว่า 24 DHS เพื่อพัฒนาศักยภาพของทีมผู้บริหาร ทีมบริการสาธารณสุข ภาคประชาชน และภาคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความสามารถบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อก่อให้เกิดความเข้มแข็งของการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร กลุ่มทรู เล่าว่า ด้วยนโยบายขององค์กรที่ต้องการให้ประชาชนในประเทศไทยได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้ประโยชน์จากโครงข่ายและศักยภาพของกลุ่มทรูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผ่านเครือข่าย 3 จี ของทรูมูฟเอช ทั้งนี้ 24 DHS ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทรูสนับสนุนแอร์การ์ด พร้อมซิม 3 จี โดยใช้งานดาต้าไม่จำกัด บนคลื่น 850 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ ให้กับเจ้าหน้าที่โครงการเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างดำเนินงาน นอกจากนี้ ทรู ยังสนับสนุนโซลูชั่นในการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพประกอบด้วย เซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บฐานข้อมูลของ 24 อำเภอ และแท็บเล็ตในการเก็บข้อมูลจำนวน 240 ชุด ให้ใช้งานอย่างเรียลไทม์ทั้ง 24 อำเภอ และความร่วมมือของนักเรียนในโครงการทรูปลูกปัญญาในพื้นที่ 24 อำเภอ กว่า 111 โรงเรียน เข้าร่วมเป็นจิตอาสาในการเก็บข้อมูล ซึ่งเด็กนักเรียนจะรับรู้และเข้าใจในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ได้ดี “ถือเป็นการสานต่อความตั้งใจนำเทคโนโลยีมาช่วยในโครงการ เพราะบางพื้นที่ห่างไกลไม่มีแพทย์ประจำ แต่มีชาวบ้านจำนวนมาก มีเพียงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเท่านั้น เมื่อเราสามารถสื่อสารแบบเห็นหน้าติดต่อกับหมอโดยตรง จะทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินทางของชาวบ้านด้วย” ดร.กันทิมา เล่าว่า เรามีแอพพลิเคชั่นวัดหัวใจคนไข้ไว้บนรถพยาบาล สามารถส่งคลื่นหัวใจได้ทันที เพราะด้วยการที่มีเทคโนโลยี ทำให้สามารถส่งข้อมูลและอัพเดทข้อมูลในชุมชนต่าง ๆ ทันที สามารถวิเคราะห์ความเป็นอยู่ของแต่ละพื้นที่ได้ ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ คณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และผู้จัดการโครงการ 24 DHS เล่าว่า ต้องการให้ได้ข้อมูลที่รู้จริงในพื้นที่ทั้งภาควิชาการและทฤษฏี เพราะจะมีผลต่อการปฏิบัติงานจริง จึงได้ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สสส.เพื่อบริหารจัดการปัญหาสำคัญของข้อมูลสุขภาพในอดีตจากตำบลไปสู่อำเภอ เขต จังหวัด การเก็บข้อมูลด้วยกระดาษ ได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ดังนั้น แนวคิดการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาจัดเก็บข้อมูลถือว่าสำคัญ ซึ่งทางกลุ่มทรูได้สนับสนุนอุปกรณ์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการจัดเก็บข้อมูล อีกทั้งยังได้เด็กนักเรียนในโครงการทรูปลูกปัญญามาเป็นอาสาสมัครช่วยเก็บข้อมูลด้วย เมื่อได้ข้อมูลการวางแผนร่วมกันเกิดข้อมูลที่เป็นจริงสามารถสร้างแผนปฏิบัติงานร่วมกันในทุกพื้นที่ เราจะเห็นข้อมูลภาพรวมประชากรสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่มองเห็นถึงปัญหาช่วยเหลือตรงจุดที่สุด สำหรับลักษณะข้อมูลที่ใช้ อาทิ ที่เป็นตารางหลายรูปแบบ แยกตามตำบล และสามารถเปรียบเทียบ ข้ามตำบล ข้ามอำเภอได้ เจอข้อมูลแต่ละตำบลได้อย่างละเอียด สามารถกำหนดคำถามแต่ละพื้นที่ได้ โดยคำถามแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่นั้นด้วย ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับ กูเกิล แม็พ เมื่อคลิกเข้าไปยังบ้านเลขที่ไหน ก็จะทราบและเห็นถึงข้อมูลลักษณะของบ้านที่ชัดเจนว่าบ้านหลังนี้มีประชากรอยู่กี่คน มีโรคประจำตัวหรือไม่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่องภาคเหนือตอนล่าง 10 จังหวัด 24 อำเภอ เขตพื้นที่เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 2 และ3 (พิษณุโลก-นครสวรรค์) ตั้งเป้า 3 ปี จะเห็นผล 100% โดยจะประเมินผลทุก 6 เดือน เน้นความร่วมมือและการมีส่วนร่วมและการบริหารของชุมชนว่ามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน มีการเก็บข้อมูลที่ตรงจุด ทำให้ทราบปัญหาที่แท้จริง เชื่อว่าการผลักดัน “เครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอที่เข้มแข็ง” น่าจะเห็นผลในไม่ช้า. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ใช้เครือข่ายทรูมูฟ 3จี เก็บข้อมูลสุขภาพโครงการ ‘24DHS’