วันนี้ (6 มิ.ย.) ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ นางวิลาสินี พุทธิการันต์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านงานบริการและบริหารลูกค้า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า จากการเปิดบริการคืนสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าเอไอเอสที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ตลอดการให้บริการมากว่า 25 ปี พบว่า ลูกค้าเอไอเอสมีการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะสิทธิพิเศษที่เกี่ยวกับการกิน เที่ยว ดื่ม นอกจากนี้ ยังพบว่าการใช้สิทธ์ชมภาพยนต์ในราคาพิเศษได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยแต่ละปีมียอดลูกค้าใช้สิทธิ์กว่า 5 แสนรายล่าสุดเอไอเอสร่วมกับเอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า เปิดตัว โรงภาพยนตร์ที่หรูที่สุดในโลกระดับ 6 ดาว ครั้งแรกในประเทศไทยชื่อ ‘เอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน " ซึ่งเป็นการรับชมภาพยนตร์ ที่สะดวกสบายและหรูหราเป็นพิเศษ โดยมอบส่วนลดให้ลูกค้าเอไอเอสสูงสุดถึง 25% และเปิดบริการ AIS Lounge ให้แก่ลูกค้า เอไอเอส 3จี ด้วยนายไบรอัน ฮอลล์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็กซ์เซกคิวทีฟ ซีนิม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ได้ลงทุนไปกว่า 120 ล้านบาท ในการสร้าง เอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน ส่งผลให้ต้นทุนการลงทุนต่อที่นั่งสูงที่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะสูงที่สุดในโลก โดยตั๋วชมภาพยนตร์เป็นราคาเหมาะสม โดย ราคาปกติเริ่มต้นที่ 900 บาทต่อที่นั่งและราคาโปรโมชั่น 720 บาทต่อที่นั่งทั้งนี้ ตั้งเป้ายอดผู้ชมในปีแรกที่ 130,000 คน และจะมีการเติบโตปีละ 10% ส่วนรายได้ในปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 140 ล้านบาท ซึ่งรายได้จะมาจากยอดขายตั๋วภาพยนตร์ 100 ล้านบาท ยอดขายที่คอนเซสชั่น 10 ล้านบาท และยอดขายโฆษณา 30 ล้านบาทสำหรับเอ็มบาสซี่ ดิโพลแมทสกรีน โดย เอไอเอส ถือเป็นสุดยอดโรงภาพยนตร์ที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างคลับเอ็กซ์คลูซีฟ และโรงภาพยนตร์ส่วนตัวที่มีบริการส่วนตัวระดับ 6 ดาว จำนวน 5 โรงภาพยนตร์ รวม 203 ที่นั่ง โดยโรงภาพยนต์ที่ 1 จะเป็นคอนเซปต์ที่สุดของเอ็กซ์คลูซีฟ มีเลาน์และบาร์ส่วนตัวเสมือนอยู่ที่บ้าน ส่วนโรงภาพยนต์ที่ 2-5 เหมาะสำหรับการมาชมเป็นคู่ให้ลูกค้ารับชมภาพยนตร์ร่วมกับคนรู้ใจอย่างเป็นส่วนตัว ทั้งนี้ โรงภาพยนต์ดังกล่าวพร้อมเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.57 เป็นต้นไป ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “เอไอเอส”เปิดโรงหนังสุดหรูระดับ 6 ดาวครั้งแรกในไทย
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

“เอไอเอส”เปิดโรงหนังสุดหรูระดับ 6 ดาวครั้งแรกในไทย
-

กฎสามข้อของการเตรียมนำเสนอ – 1001
การเตรียมตัวนำเสนอเป็นเรื่องสำคัญของการนำเสนอทุกครั้ง วันนี้ ผมจึงขอแนะนำกฎสามข้อของการเตรียมนำเสนอซึ่งผมเรียนรู้จากประสบการณ์ส่วนตัว หรือเรียกสั้น ๆ ว่า กฎ 3 ต กฎสามข้อนี้นำไปประยุกต์ได้กับทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพูดในสาธารณะ เช่น การนำเสนอการสอน การบรรยาย รวมถึงการเรียน การสอบ เป็นต้น 1. ตรงเวลา ไม่มีสิ่งใดแย่ไปกว่าผู้นำเสนอมาสาย วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง เหงื่อท่วมตัว และลุกลี้ลุกลนเปิดคอมพิวเตอร์ ในระหว่างที่ผู้ฟังหลายสิบคนกำลังจ้องมองอยู่ ผู้อ่านในกรุงเทพฯ คงทราบดีว่าการเดินทางในกรุงเทพฯ ใช้เวลานานกว่าที่คิด อาจมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันซึ่งทำให้เสียเวลาเดินทางอีกครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง เราจึงควรออกจากบ้านเร็วขึ้น เพื่อไปถึงสถานที่นัดหมายก่อนเวลา ดังนั้นการเดินทางไปถึงสถานที่นำเสนอตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ผมมีคติประจำตัวว่า “ไปก่อนหนึ่งชั่วโมง ดีกว่าไปช้าหนึ่งนาที” ถ้าเราเดินทางไปถึงสถานที่ก่อนเวลา ก็จะทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวทดสอบคอมพิวเตอร์ โปรเจคเตอร์ เครื่องเสียง การจัดโต๊ะ และยังมีเวลานั่งจิบกาแฟคอยผู้ฟังอีกด้วยโดยไม่ต้องกระหืดกระหอบ นอกจากไปถึงสถานที่ก่อนเวลาแล้ว ผู้นำเสนอที่ดีควรเลิกตรงเวลาด้วยครับ ถ้าผู้จัดงานมีเวลาให้นำเสนอ 30 นาที ก็ควรเลิกก่อนเวลาเล็กน้อย เช่น ใช้เวลานำเสนอเพียง 25 นาทีหรืออย่างมากก็ 30 นาทีเต็ม แต่อย่าเกินเวลาเด็ดขาด เพราะถ้ามีผู้นำเสนอคนอื่นถัดจากเรา ก็จะมีผลกระทบต่อคนอื่นด้วย หรือถ้าจัดอบรมหรือสัมมนาในโรงแรม ผมจะให้ผู้เรียนหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันเวลา 11.30 – 11.45 น. แต่จะไม่พักเวลาเที่ยงตรง เพราะอาหารกลางวันของโรงแรมส่วนใหญ่เป็นบุฟเฟ่ต์ ถ้าเราเลิกก่อนเวลา ผู้อบรมก็จะมีเวลารับประทานอาหารกลางวันอย่างสบายโดยไม่ต้องแย่งกับผู้อื่นครับ แต่ถ้าเราคิดเหมือนคนอื่นด้วยการหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันเที่ยงตรง ทุกคนก็จะออกมาเบียดเสียดรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกันครับ 2. เตรียมใจ เวลานำเสนอหรือสอนเรื่องใดเป็นครั้งแรก ทุกคนจะตื่นเต้นหรือประหม่าเสมอ ดังนั้นวิธีดีที่สุดในการควบคุมอารมณ์ตนเองคือการฝึกซ้อมครับ ถ้าการนำเสนอเรื่องนั้นสำคัญมาก ก็ควรฝึกพูดราวกับว่าอยู่ในสถานการณ์จริง เมื่อเรานำเสนอจริง ก็จะไม่ตื่นเต้นอีกต่อไป เพราะได้ฝึกซ้อมมาหลายครั้งแล้ว การนำเสนอสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งซึ่งทุกคนต้องเตรียมตัวคือ การเตรียมสอบวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก ซึ่งเป็นการตัดสินชี้ชะตาของผู้สอบครับ ในทางตรงกันข้าม ครู อาจารย์ วิทยากรหรือผู้นำเสนอที่พูดเรื่องเดิมซ้ำมาร้อยครั้งแล้ว ก็ควรเปลี่ยนแปลงรูปแบบนำเสนอของตนเองไม่ให้ซ้ำซากจำเจ เช่น ถ้ามักนำเสนอด้วยพาวเวอร์พอยต์ ก็อาจลองเปลี่ยนเป็นนำเสนอด้วยกระดานไวท์บอร์ดหรือไอแพด ก็จะไม่เบื่อและรู้สึกท้าทายครับ หรืออาจลองเปลี่ยนรูปแบบเนื้อหา ด้วยการยกตัวอย่างทันสมัยมากขึ้น มีเรื่องเล่าใหม่หรือข้อมูลใหม่ที่แตกต่างจากเดิมครับ สรุปกฎข้อนี้คือ ถ้านำเสนอเป็นครั้งแรก ต้องทำใจเหมือนกับว่านำเสนอเรื่องนี้มาร้อยครั้ง ถ้านำเสนอมาร้อยครั้ง ต้องทำใจราวกับว่า นำเสนอเรื่องนี้เป็นครั้งแรก 3. เตรียมพร้อม ผู้อ่านเคยได้ยินคำว่าแพลนบี (plan b) ไหมครับ แพลนบีคือแผนสำรองในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง การนำเสนอที่สำคัญทุกครั้งต้องมีแพลนบีเสมอ ตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่ผมนำเสนอด้วยพาวเวอร์พอยต์ในสถานที่นอกมหาวิทยาลัย ผมจะเตรียมโน้ตบุ๊กส่วนตัว บันทึกไฟล์พาวเวอร์พอยต์ในสามแห่งคือ โน้ตบุ๊กของตนเอง ทัมบ์ไดร์ฟ และส่งไฟล์ขึ้น Dropbox รวมทั้งแจ้งให้ผู้จัดงานเตรียมโน้ตบุ๊กสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นกับไฟล์หรือคอมพิวเตอร์ของผม อย่างน้อยที่สุด ผมก็ยังเข้าถึงไฟล์ของตนเองได้และยังใช้โน้ตบุ๊กได้ครับ มีวิทยากรระดับประเทศคนหนึ่งเล่าว่า ในขณะสอนนั้น ไฟโรงแรมดับ แต่วิทยากรท่านนั้นมีเทียนไข ก็จุดไฟเทียนไขแล้วสอนต่อทันที นี่คือการเตรียมพร้อมขั้นเทพครับ! สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ความไม่แน่นอน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ผมเชื่อว่า ถ้าผู้อ่านลองนำกฎสามข้อของการเตรียมนำเสนอไปใช้ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพูด การนำเสนอ การบรรยาย หรือการสอบ ก็ช่วยลดโอกาสของความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุดและผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยอารมณ์แจ่มใสครับ. ธงชัย โรจน์กังสดาล ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Thongchai.R@chula.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กฎสามข้อของการเตรียมนำเสนอ – 1001 -

‘บีทอล์ค’ วางเป้าหมายขึ้นแท่น แอพแชตยอดฮิตอันดับ1ในไทย
“บีทอล์ค” เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย ตั้งเป้าหมายขึ้นเป็นแอพแชตอันดับ 1ในไทย เผยปัจจุบันมียอดคนใช้งานแล้ว 4.5 ล้านคน คาดสิ้นปีแตะ 10 ล้านคน ชี้จุดเด่นอยู่ที่ฟีเจอร์ต่างจากแอพแชตอื่น ๆ พร้อมดึงดาราวัยรุ่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ น.ส.รวมพร ศิระธนาพันธ์ ผู้จัดการทั่วไป บีทอล์ค ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแอพพลิเคชั่นบีทอล์ค (Bee Talk) อย่างเป็นทางการในไทย หลังจากที่เปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือน ธ.ค. 56 ซึ่งปรากฏว่าช่วงเวลา 6 เดือน มีผู้ใช้งานในไทยแล้วมากกว่า 4.5 ล้านราย คิดเป็น 40% จากผู้ใช้ทั่วโลกจำนวน 10 ล้านคน และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีผู้ใช้งานในไทยเพิ่มเป็น 10 ล้านคน และผู้ใช้งานทั่วโลกมีมากกว่า 20 ล้านคน การเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ดึง เต้ย-จรินทร์พร และอเล็กซ์ เรนเดลล์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในประเทศไทยด้วย “บีทอล์คถือเป็นแอพพลิเคชั่นแชต ที่แตกต่างจากแอพแชตอื่น ๆ ตรงที่สามารถพูดคุยกับเพื่อนใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้ โดยอาศัยฟังก์ชันในแอพพลิเคชั่น กลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนเจนวาย ที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปี โดยปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานมากที่สุดในเอเชีย รองลงมา คือ ไต้หวัน เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย บริษัทแม่ที่สิงคโปร์จึงให้ความสำคัญในการเปิดตลาดที่ไทย ด้วยการดึงดาราวัยรุ่นทั้ง 2 คน มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยตั้งเป้าหมายขึ้นเป็นแอพแชตอันดับ 1 ของไทยในอนาคต” น.ส.รวมพร กล่าวต่อว่า สำหรับจุดเด่นของบีทอล์ค อยู่ที่ฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Flip ที่เป็นฟีเจอร์ค้นหาเพื่อนและเข้าดูโปรไฟล์ได้อย่างรวดเร็วด้วยการปัดหน้าจอ หรือเป็นฟีเจอร์ Look Around การค้นหาเพื่อนใหม่ที่อยู่รอบ ๆ ตัวหรือฟีเจอร์ Shake ที่ใช้การเขย่าสมาร์ทโฟนเพื่อหาเพื่อน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Whisper ที่เหมือนการกระซิบเมื่อคนที่รับข้อความเปิดอ่าน ข้อความก็จะหายไปในเวลาที่กำหนด ทำให้ที่ผ่านมาบีทอล์คนี้ได้รับความนิยมจนขึ้นอันดับ 1 บน แอพสโตร์ และกูเกิลเพลย์ สโตร์ ได้หลายสัปดาห์ นอกจากนี้ในอนาคตเตรียมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ อาทิ คลับ ที่ดึงเอาคนที่อยู่บริเวณเดียวกันและมีความสนใจเหมือนกันมารวมกลุ่มเป็นคอมมูนิตี้ ฯลฯ ส่วนรูปแบบการหารายได้นั้นในปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดอย่างแน่นอน บริษัทจะเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานให้ได้มากขึ้นก่อน จากนั้นในอนาคตอาจจะนำเกมมาให้บริการบนแพลตฟอร์มบีทอล์คและทำการขายไอเทมในเกม หรือการเปิดออฟฟิเชียล แอคเคานท์ ฯลฯ สำหรับในเรื่องความปลอดภัยและการคัดกรองเนื้อหาไม่เหมาะสมนั้น เนื่องจากใช้เซิร์ฟเวอร์ในไทยจึงมีทีมงานคอยตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับเอไอเอส ออกแพ็กเกจเสริมอินเทอร์เน็ตให้กับผู้ใช้งานบีทอล์ควันละ 5 บาท และสัปดาห์ละ 19 บาทสำหรับลูกค้าวัน ทู คอล และเดือนละ 49 บาท สำหรับลูกค้าเอไอเอสแบบรายเดือนด้วย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘บีทอล์ค’ วางเป้าหมายขึ้นแท่น แอพแชตยอดฮิตอันดับ1ในไทย