เป็นการใช้อุปกรณ์แล้วทำให้รู้ซึ้งถึง แก่นของคำเปรียบเปรยที่ว่า รักพี่เสียดายน้อง เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีอาการแบบนั้นจริง ๆ มีความใฝ่ฝันมานานแล้วว่า อยากได้อุปกรณ์โทรศัพท์แบบที่เจมส์ บอนด์ 007 ใช้ในหนัง เมื่อครั้งซัมซุงเชิญไปงานแถลงข่าว เปิดตัวซัมซุง เกียร์ 2 (Gear 2) และเกียร์ ฟิต(Gear Fit) เคยเขียนเป็นข่าว แต่ยังไม่มีโอกาสใช้งานแบบเจาะลึก เมื่อซัมซุง วางจำหน่ายกาแล็คซี่ เอส 5 พร้อมตระกูลเกียร์ทั้งสองรุ่น จึงรีบแคะกระปุกทันที เกียร์ 2และเกียร์ ฟิต จัดอยู่ในหมวด อุปกรณ์อัจฉริยะสวมใส่ได้ หรือ Smart wearable device บางคนก็เรียกว่า นาฬิกาอัจฉริยะ ณ เวลานี้ ยังต้องใช้งานควบคู่กับสมาร์ทโฟนของซัมซุง ในกลุ่มกาแล็คซี่ ผ่านบลูทูธ เกียร์ 2 ได้รับการออกแบบให้บางและดูทันสมัยมากกว่ารุ่นแรกที่ดูหนาและเทอะทะ ลดความจัดจ้านของสายรัดข้อมือลง ภายในกล่องจะมีอุปกรณ์ชาร์จมาให้ด้วยหลังจาก ชาร์จเสร็จ ก็ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เกียร์ เมเนเจอร์ จากซัมซุงแอพมาไว้ที่สมาร์ทโฟน จากนั้นก็เปิดบลูทูธ เพื่อแพร์หรือจับคู่เกียร์ 2 เข้ากับสมาร์ทโฟนซัมซุงกาแล็คซี่ ซึ่งตรวจสอบรุ่นที่ใช้งานร่วมกันได้จากเว็บไซต์ของซัมซุง หรือถามพนักงานขายก็ได้ เมื่อหากันเจอแล้ว ก็ใช้งานได้ทันที หน้าแรกจะแสดงวันที่ เวลา พยากรณ์อากาศ เราสามารถตั้งค่านาฬิกา วอลเปเปอร์ ระบบเสียงได้จากเกียร์ 2 หรือจะเข้าไปตั้งค่าที่แอพก็ได้ เกียร์ 2 สามารถรับสาย โทรฯออก ถ่ายรูป อ่านอีเมล เฉพาะหัวข้อ และรายชื่อ ฯลฯ ถ้าเลื่อนจากขวาไปซ้ายจะเข้าถึงไอคอน และแอพพลิเคชั่น เลื่อนจากบนลงล่าง หมายถึงกลับไปสู่หน้าแรก ถ้าจะปิดเครื่องก็กดปุ่มด้านล่างตัวเรือน ลูกเล่นแบบสายลับ รับสาย โทรฯออกได้จากนาฬิกา แต่ต้องแน่ใจนะว่า ระหว่างคุยกับนาฬิกาไม่ได้มีความลับใด ๆ เพราะจะได้ยินกันทั่วถึง เหมาะมากเวลาขับรถแล้วมีสายเข้า ก็สามารถพูดคุยได้โดยที่มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัย เหมือนเรากำลังคุยกับเพื่อนในรถ แต่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมเสียงดัง เช่น ในห้าง ในร้านอาหาร ฯลฯ ที่มีเสียงรบกวนรอบข้าง ไม่แนะนำให้ใช้เพราะจะฟังไม่รู้เรื่อง รับสายจากตัวโทรศัพท์ดีกว่า ส่วนกล้องถ่ายรูป อยู่ด้านบนตัวเรือน ความละเอียด 2 เมกะพิกเซล ใช้ได้อยู่ เวลาถ่ายจากเกียร์ 2 ก็แค่เปิดฟังก์ชั่นกล้อง ได้ระยะโฟกัสก็เตะหน้าจอ แค่นี้รูปถ่ายก็จะไปปรากฏในแกลลอรี่ของมือถือ ได้ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ และยังสามารถเลือกรูปจากมือถือมาใช้แต่งหน้าจอเกียร์ 2 ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ สำหรับเกียร์ ฟิต จะมีขนาดเล็ก รูปทรงยาว โค้งเข้ากับข้อมือ ถอดเปลี่ยนสายได้ สิ่งที่เกียร์ฟิตไม่มีคือ ฟังก์ชั่นโทรฯออกและรับสาย และกล้อง แต่เกียร์ฟิตแจ้งเตือนอีเมล ข้อความ ได้ จุดเด่นของเกียร์ฟิตคือ เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้บันทึกกิจกรรมประจำวัน ออกกำลังกาย เช่น วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน แต่โหมดออกกำลังกายของเกียร์ 2 จะเพิ่มฟังก์ชั่นเดินขึ้นเขามาให้ด้วย วิธีใช้งานก็เหมือนเกียร์ 2 ต้องดาวน์โหลดเกียร์ ฟิต เมเนเจอร์จากซัมซุงแอพมาติดตั้งไว้ที่โทรศัพท์ แทบไม่ต้องเปิดคู่มือใช้งาน เพราะทั้งสองรุ่นใช้คู่มือการใช้งานแบบดิจิตอลมาให้ ดูง่ายเป็นรูปภาพ ยืนยันว่าง่ายมาก แน่นอนว่าทั้งสองรุ่น มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ติดตั้งอยู่ด้านหลังตัวเครื่อง แค่แนบเข้ากับข้อมือระบบจะทำงานทันที เอาไว้เวลาออกกำลังกายจะได้รู้ว่า หัวใจเราฟิตแค่ไหน เป็นอีกลูกเล่นที่ซัมซุงใส่มาจนทำให้เกียร์นั้นดูโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ราคาขายเกียร์ 2 ประมาณ 8,900 บาท เกียร์ ฟิต ราคา 5,900 บาท ยังมีลูกเล่นอีกหลายอย่างที่ไม่ได้เขียนถึง แนะนำให้ไปลองใช้งานดูก่อน แล้วจะถูกใจ ถอดนาฬิกาข้อมือเรือนเหล็กเก็บเข้ากล่องทันที. ปรารถนา ฉายประเสริฐ prathana.chai@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เกียร์ 2 และเกียร์ ฟิต อุปกรณ์ไฮเทคสวมใส่ได้ – ฉลาดใช้
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

เกียร์ 2 และเกียร์ ฟิต อุปกรณ์ไฮเทคสวมใส่ได้ – ฉลาดใช้
-

สื่อสารทางไกล ( โฮโลแกรม ) แบบสตาร์วอร์ส – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
การติดต่อสื่อสารในโลกศตวรรษที่ 21 ที่พวกเราอยู่นี้ นอกจากจะใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ล้ำสมัย ใช้งานก็ง่าย พกพาก็สะดวกแล้ว ยังมีอะไรสนุก ๆ ใหม่ ๆ ออกมาให้เราได้ลองใช้กันอยู่เรื่อย ๆ เลยนะครับ วันนี้ผมจะพาคุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมมารู้จักเทคโนโลยีการสื่อสารที่น่าสนใจอีกเทคโนโลยีหนึ่ง นั่นก็คือเทคโนโลยีโฮโลแกรม (hologram) ครับ โฮโลแกรมที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้ เป็นการสื่อสารทางไกลแบบ 3 มิติ ที่ฝ่ายหนึ่งสามารถส่งภาพ 3 มิติให้มาปรากฏอยู่ที่ปลายทางได้ ซึ่งภาพสามมิติที่ส่งมานี้ผมไม่ได้หมายถึงภาพสามมิติที่ถูกแสดงบนจอคอมพิวเตอร์แบน ๆ อย่างเวลาเราเล่นเกม 3 มิติบนคอมพ์ในปัจจุบันนะครับ แต่หมายถึง ภาพ 3 มิติที่ส่งมาแล้วปรากฏลอยอยู่กลางอากาศ ดูราวกับเป็นคนจริง ๆ หรือสิ่งของจริง ๆ มาลอยอยู่ต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นเลยล่ะครับ ซึ่งถ้าใครเคยดูหนังแนววิทยาศาสตร์อย่างเรื่องสตาร์วอร์ส (Star Wars) ก็น่าจะพอนึกภาพออกนะครับว่าเวลาที่เค้าจะสื่อสารทางไกลกันทีนี่ ไม่ใช่มาแต่เสียงหรือภาพบนจอ แต่มีแสงแว้บ ๆ ยิงมาแล้วแสงนั้นก็รวมตัวกันกลายเป็นคนหรือวัตถุ 3 มิติลอยกลางอากาศได้ การสื่อสารลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่จินตนาการในหนังนะครับ คำว่าโฮโลแกรมนี้ถูกพูดถึงกันมากในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างทำให้การทำโฮโลแกรมของจริง แบบที่อยู่ ๆ แสงก็สามารถมารวมตัวกันกลางอากาศเปล่า ๆ กลายเป็นภาพคนสามมิติได้เหมือนอย่างในหนังนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ แต่มนุษย์เราก็ไม่ได้ละความพยายามนะครับ ก็พยายามคิดค้นหาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหานี้หรืออย่างน้อยให้ออกมาใกล้เคียงกับโฮโลแกรมของจริงให้ได้ออกมาอย่างต่อเนื่องครับ อย่างในการถ่ายทอดสดข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โดยสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (CNN) ในปี ค.ศ. 2008 ก็มีการใช้แนวคิดโฮโลแกรมนี้ โดยผู้ชมข่าวจะเห็นภาพโฮโลแกรมสามมิติของผู้สื่อข่าวสาวในนครชิคาโกมาปรากฏอยู่ในห้องส่งรายการที่นครนิวยอร์กได้ ซึ่งการถ่ายทอดสดนี้ใช้กล้องถึง 35 ตัวคอยจับภาพผู้สื่อข่าวสาวนี้ในมุมต่าง ๆ แล้วจึงค่อยนำ ภาพนั้นมาซ้อนกับภาพจริงในห้องส่งรายการอีกที สำหรับผู้ชมที่ดูการถ่ายทอดทางโทรทัศน์เทคนิครวมภาพนี้ก็ออกมาดูเป็นโฮโลแกรมที่สมจริงเลยล่ะครับ แม้ว่าจริง ๆ แล้วในห้องส่งที่นิวยอร์กจะไม่ปรากฏโฮโลแกรมอะไรนี้ลอยให้เห็นเลยก็ตาม ถัดมาไม่กี่ปีก็มีอีกตัวอย่างของการสื่อสารโฮโลแกรมที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมมากครับ นั่นก็คือที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะมีการจัดคอนเสิร์ตโดยนำเทคโนโลยีที่พยายามเลียนแบบผลของโฮโลแกรม มาฉายภาพตัวการ์ตูน 3 มิติของ ฮะสึเนะ มิกุ (Hatsune Miku) ให้มาปรากฏเป็นนักร้องนำบนเวทีคอนเสิร์ต งานนี้อาศัยการใช้วัตถุโปร่งแสงคล้ายกระจกใสที่มองเห็นได้ยากเป็นฉากวางบนเวที ให้ทำหน้าที่เป็นฉากให้แสงมาตกกระทบและเห็นเป็นรูปภาพได้ ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ก็โด่งดังได้รับความนิยมอย่างมากเลยครับ ทั้งในกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบตัวการ์ตูนนี้อยู่แล้วและในกลุ่มคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยี เพราะคอนเสิร์ตนี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีคล้ายโฮโลแกรมมาประยุกต์ใช้ในการจัดคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรก ๆ ของโลกเลยทีเดียว ล่าสุดในปี ค.ศ. 2014 นี้ไมโครซอฟท์บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านไอทีก็ได้เปิดตัวนวัตกรรมที่พวกเขาเรียกว่า โฮโลกราฟ (Holograph) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเหมือนโต๊ะทำงานที่มีหน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือภาพ 3 มิติที่ผู้ใช้เห็นบนหน้าจอนี่ล่ะครับ โดยภาพ 3 มิตินี้มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดของโฮโลแกรมมาก เพราะไม่ว่าผู้ใช้จะเปลี่ยนมุมยืนไปมองภาพจากจุดไหนรอบโต๊ะก็จะได้เห็นภาพ 3 มิตินั้นในมุมที่เปลี่ยนตามไป เรียกว่าสามารถเดินรอบโต๊ะเพื่อสำรวจส่วนโค้งเว้าของภาพ 3 มิตินั้นได้อย่างละเอียดรอบทิศ 360 องศาเลยล่ะครับ เทคนิคที่ใช้ในนวัตกรรมนี้ก็ค่อนข้างซับซ้อนครับ มีทั้งเทคนิคการสร้างของภาพ 3 มิติหลาย ๆ อย่างและมีการใช้กล้องคิเนค (Kinect) เป็นตัวช่วยคอยจับตำแหน่งที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้เทียบกับตำแหน่งของภาพ 3 มิติด้วย ถึงตรงนี้คุณผู้อ่านอาจจะฉุกคิดขึ้นมาแล้วก็ได้นะครับ ว่าจริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของโฮโลแกรมนี้มีที่มาจากจินตนาการในภาพยนตร์ แต่ไป ๆ มา ๆ ทำไมตอนนี้กลับกลายเป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว ในโลกเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดหมุนของพวกเรา จินตนาการก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้หรือความสามารถทางวิทยาศาสตร์เลยนะครับ เพราะถ้าคนเราไม่มีจินตนาการก็จะไม่เกิดการคิดนอกกรอบ ถ้าไม่มีคนคิดนอกกรอบที่จินตนาการฝันไปถึงวิธีที่คนอยู่กันคนละฟากโลกจะสามารถสื่อสารกันได้ง่ายด้วยวิธีที่แค่ปลายนิ้วสัมผัสแล้วล่ะก็ ป่านนี้พวกเราอาจยังต้องใช้นกพิราบสื่อสารส่งจดหมายหากันอยู่เลย แต่ที่พวกเรามีอินเทอร์เน็ต มีสมาร์ทโฟน คุยโทรศัพท์แบบเฟซไทม์กันได้อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะโลกของเรามีคนกลุ่มหนึ่งที่จินตนาการถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา และก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่พยายามสรรสร้างจินตนาการเหล่านั้นให้เป็นจริงขึ้นมาให้จงได้นั่นเองครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สื่อสารทางไกล ( โฮโลแกรม ) แบบสตาร์วอร์ส – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี -

นักวิจัยกระดูกมหิดลคว้ารางวัลมูลนิธิโทเร ฯ
ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมามูลนิธิโทเรฯได้ดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่20 ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก คือรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับบุคคลหรือสถาบันที่มีผลงานดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เงินทุนช่วยเหลือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ รางวัลการศึกษาวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าและสามารถนำผลงานวิจัยและพัฒนาดังกล่าวไปต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศไทยกับนานาประเทศได้อย่างยั่งยืน สำหรับปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำปี พ.ศ. 2556 ประเภทบุคคล คือศาสตราจารย์ ดร. นทีทิพย์ กฤษณามระ จาก ภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาสรีรวิทยาที่มีผลงานวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเมตาบอลิซึมของแคลเซียมและกระดูกตั้งแต่ระดับร่างกายลงไปถึงเซลล์และระดับสารพันธุกรรมและโมเลกุลในภาวะปกติและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพยาธิสภาพเช่น ภาวะกระดูกพรุนที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศภาวะเลือดเป็นกรดหรือโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียและโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูกขึ้นในหน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศของคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติจำนวนกว่า 100 เรื่อง สำหรับหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำปีพุทธศักราช 2556 ได้แก่ ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีผลงานเด่นทางด้านการเรียน การสอน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อมุ่งเป้าประสงค์ให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมของอุตสาหกรรมยาทั้งด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้ายารักษาโรคจากต่างประเทศ นอกจากรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้วมูลนิธิฯ ยังได้ให้ทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี โดยหัวข้อวิจัยจะต้องเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือต่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ โดยในปี พ.ศ. 2556 นี้ได้มอบทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งสิ้น จำนวน 20 ทุนมูลค่ารวม 4 ล้านบาท ได้แก่สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา 9 โครงการ สาขาเคมี 4 โครงการ สาขาฟิสิกส์ 3 โครงการและสาขาวิศวกรรมศาสตร์ 4 โครงการ และยังส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศด้วยการมอบรางวัลการศึกษาวิทยาศาสตร์ให้กับครูในโรงเรียนทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค รวมมูลค่าทั้งสิ้น 7 แสนบาทอีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักวิจัยกระดูกมหิดลคว้ารางวัลมูลนิธิโทเร ฯ