รศ. ดร. อมร พิมานมาศรองเลขาธิการสภาวิศวกร และอาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิจัยโครงการ “ศึกษาวิธีการออกแบบและเสริมกำลังอาคารในประเทศเพื่อต้านทานแผ่นดินไหว”โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 6.3 ริกเตอร์ที่ อ.พาน จ.เชียงรายเมื่อวันที่ 5พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โครงสร้างบ้านเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาคารบ้านเรือนหลังเล็กๆ ซึ่งการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานไม่มีวิศวกรมาออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง ทำให้โครงสร้างบ้านไม่แข็งแรง จึงนำเสนอ10 แนวทางการออกแบบอาคารในเขตเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้ไม่ยากและเหมาะกับการก่อสร้างในบ้านเรา ประกอบด้วย 1) วัสดุก่อสร้างต้องได้มาตรฐานคอนกรีตต้องมีกำลังรับน้ำหนักไม่น้อยกว่า 240 กก.ต่อตารางเซ็นติเมตรหรือมากกว่านั้น เหล็กเส้นต้องเป็นเหล็กได้มาตรฐาน มี มอก. รองรับการใช้คอนกรีตที่ด้อยคุณภาพหรือเหล็กไม่เต็มเส้นจะทำให้โครงสร้างไม่แข็งแรง 2)เสาบ้านต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 20 ซม. เสาที่มีขนาดใหญ่ยิ่งต้านแผ่นดินไหวได้ดีเพราะเสาเป็นโครงสร้างหลักที่ต้องต้านแผ่นดินไหว หากเสาเล็กเกินไปอาจทำให้โครงสร้างอาคารไม่แข็งแรงและพังถล่มได้โดยง่าย 3)เหล็กเส้นในเสาต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 เส้น และมีขนาดไม่ต่ำกว่า 12 มม. 4)เสาทุกต้นต้องเสริมเหล็กปลอก โดยเหล็กปลอกต้องพันเป็นวงรอบเหล็กแกนเหล็กปลอกที่ใช้ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. หากใช้เหล็กขนาด 9 มม. ได้ยิ่งดีและต้องพันเหล็กปลอกให้ถี่ๆโดยเฉพาะที่โคนเสาและปลายเสาด้านบนต้องวางเหล็กปลอกจำนวนอย่างน้อย 10 วง ในระยะ 50ซม. วัดจากปลายด้านบนและปลายด้านล่างของเสาทุกต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสาชั้นล่างสุดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ 5)ข้อต่อหรือบริเวณที่คานและเสามาบรรจบกันจะต้องเสริมเหล็กปลอกเช่นกันโดยต้องใช้เหล็กปลอกขนาดไม่เล็กกว่า 6 มม. จำนวนไม่น้อยกว่า 4เส้นพันรอบเหล็กแกนในบริเวณข้อต่อ 6) คาน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญหากสามารถพันเหล็กปลอกที่บริเวณปลายคานให้ถี่ๆ ได้ จะทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้น 7)หลีกเลี่ยงการต่อเติมส่วนต่างๆ ของโครงสร้างเอง เช่นการต่อเติมชั้นลอยอาจทำให้เสาปกติกลายเป็นเสาสั้นและอาจทำให้ถูกเฉือนขาดได้ง่าย 8)ต้องระวังการก่อสร้างบ้านที่ชั้นล่างเปิดโล่งแนวทางป้องกันควรทำค้ำยันไม้หรือเหล็กจากมุมล่างของเสาต้นหนึ่งไปยังมุมบนของเสาต้นถัดไปเป็นรูปกากบาทจะทำให้ชั้นที่เปิดโล่งนั้นมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นไม่พังถล่มลงมา 9)การก่อกำแพงอิฐต้องก่อให้ตลอดความสูงของเสา ห้ามปล่อยให้มีช่องว่างเพราะจะทำให้เกิดการเฉือนขาดได้ง่ายๆ 10) ในการก่อสร้างบ้านที่แข็งแรงนั้นควรมีวิศวกรโยธาเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ข้อแนะนำวิธีสร้างบ้านในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหว
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

ข้อแนะนำวิธีสร้างบ้านในเขตเสี่ยงแผ่นดินไหว
-

มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ประจำการ – รู้หลบ
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เป็น ชื่อที่จะได้ยินบ่อยมากเมื่อประเทศไทยอยู่ในฤดูฝนนับแต่กลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้น หนังสืออุตุนิยมวิทยาให้ความรู้ว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดปกคลุมประเทศไทยช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นลมที่มีแหล่งกำเนิดจากความกดอากาศสูงบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งพัดออกจากศูนย์กลางเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้และเปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตร จะเป็นตัวการนำมวล อากาศชื้นจากมหา สมุทรอินเดียเข้าสู่ประเทศไทย ทำให้มีเมฆมากและฝนชุกทั่วไป บริเวณชายฝั่งทะเลและเทือกเขาด้านรับลมจะเจอฝนมากกว่าจุดอื่น อิทธิพลของลมนี้เริ่มและมีน้ำหนักมากทางทิศตะวันตกของประเทศมากกว่าด้านตะวันออก กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ลมตะวันตกเฉียงใต้เข้าปกคลุมประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 11–12 พ.ค. ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงเกิดขึ้น สองวันที่ผ่านมาถือเป็นแค่น้ำจิ้ม วันที่ 13 -17 พ.ค. ลมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรง ประเทศไทยจึงมีฝนเพิ่มขึ้น ด้วยกำลังที่แรงจะตกแบบธรรมดาคงไม่ได้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายว่าจะทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนหนักบางแห่ง ทะเลอันดามันคลื่นแรง ตรงจุดที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นจะสูงถึง 2เมตร ใครชวนท่องทะเลอันดามันยามนื้พึงใช้วิจารณญาณ การคาดหมายลักษณะอากาศโดยรวมของกรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า เดือน พฤษภาคมยังเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากร้อนเป็นฝนจึงมีความแปรปรวน ส่วนใหญ่ร้อนอบอ้าวมีฝนฟ้าคะนองเป็นบางวัน จนปลายเดือนนี้ ถึงต้นเดือนหน้ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้จึงจะเข้าประจำการเต็มตัว ขณะเดียวกันก็จะมีร่องมรสุมพาดผ่านประเทศไทยตอนบนเป็นช่วง ๆ บริเวณประเทศไทยจึงฝนชุกเพิ่มมากขึ้นมีฝนหนักหลายพื้นที่และจะมีจุดที่หนักมากเป็นบางแห่ง คลื่นลมในทะเลอ่าวไทยบริเวณภาคตะวันออกจะแรงขึ้น เอาเป็นว่าตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปมรสุม หรือลมฝน จะมาจากทางทิศตะวันตก ปลายเดือนนี้ถึงกลางเดือนหน้าจะมาถี่ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทำหน้าที่แล้วครับ. หยาดน้ำฟ้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ประจำการ – รู้หลบ -

‘ดีแทค’หวังลูกค้า4จีสิ้นปีเกินล้านราย
เมื่อความต้องการใช้งานดาต้า (ข้อมูล) ลูกค้าไม่สิ้นสุด ผู้ให้บริการต่างดิ้นรนเพื่อกระตุ้นให้เกิดบริการที่ดี ถือเป็นการแข่งขันของตลาดโทรคมนาคมที่ดุเดือดเช่นกัน และยิ่งใกล้ถึงวันที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ ภายในปีนี้ นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เล่าว่า ดีแทค จะเข้าประมูลคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ อย่างแน่นอน แม้ว่าราคาเริ่มต้นการประมูลจะค่อนข้างสูงก็ตาม โดย ดีแทค สนใจคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ มากกว่า โดย กสทช. วางกรอบไว้ว่าจะเปิดประมูลในช่วงเดือน ธ.ค. 57 เพราะทางด้านเทคนิคของคลื่นสามารถให้พื้นที่ครอบคลุมกว่า ทั้งนี้ ทั้ง 2 คลื่นยังอยู่ในช่วงการวางกลยุทธ์ภายในบริษัท ทั้งนี้ เมื่อความต้องการใช้งาน 4จี ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และ กสทช.ยังไม่สามารถเปิดประมูลคลื่นดังกล่าวได้ ดีแทคจึงได้แบ่งคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ มาให้บริการ 4จี แอลทีอี (LTE) จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ควบคู่กับการให้บริการ 3 จี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า 3 จี ที่ย้ายมาใช้งาน 4 จี ถือว่าเกิดความคุ้มค่ากว่า นายจอน เล่าว่า การที่ลูกค้ามาใช้งาน 4 จี จะช่วยลดความหนาของการใช้งาน 3จี ในเมืองได้ดี และจะสร้างประสบการณ์ใช้งาน 3จี ของผู้บริโภคก็จะดีขึ้น โดยปัจจุบันมีสถานีฐาน 4จี อยู่ที่ 300 สถานี อย่างไรก็ตาม ดีแทค คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าใช้งาน 4 จี ที่ 1 ล้านราย จากการทำโปรโมชั่นขายเครื่อง 4 จี มากขึ้น และขายเครื่องในราคาระดับ 10,000 บาท ที่มาจากแบรนด์มือถือหลักอย่างโซนี เอชทีซี ไอโฟน 5 ซี และโนเกียลูเมีย อีกหลายรุ่น โดยเน้นทำโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด ดีแทค เล่าถึงความสำเร็จของการให้บริการ 3จี ของ ดีแทค ไตรเน็ต บริษัทในเครือ ดีแทค ว่า หลังเปิดให้บริการ 3จี ครบ 1 ปี เมื่อ 9 พ.ค. 56 นั้น ดีแทคได้มีการรวมคลื่น 2100 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มแบนด์วิธ (พื้นที่การใช้งาน) ให้กว้างที่สุดเพื่อรองรับการใช้งานลูกค้า ส่งผลให้ปัจจุบันมีลูกค้า 15.9 ล้านราย จากจำนวนฐานลูกค้าดีแทครวมทั้งหมด 28.2 ล้านเลขหมาย โดยตั้งเป้าหมายสิ้นปีนี้จะมียอดผู้ใช้งานบนโครงข่ายใหม่ ดีแทค ไตรเน็ต อยู่ที่ 22 ล้านราย และตั้งเป้ามายมีฐานลูกค้าทั้งหมดอยู่ที่ 30 ล้านราย ส่วนปริมาณลูกค้าที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ (ดาต้า) อยู่ที่ 9.1 ล้านราย โดยเป็นลูกค้าที่ใช้งาน 3จี อยู่ที่ 7-8 ล้านราย และตั้งเป้าหมายว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าใช้งาน 3G 15 ล้านราย ขณะที่ปริมาณสมาร์ทโฟนในระบบในไตรมาส 1/2557 อยู่ที่ 9.6 ล้านเครื่อง คาดว่าจนถึงสิ้นปีจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 13-15 ล้านเครื่อง สำหรับสถานีฐานเพื่อรองรับการใช้งานลูกค้านั้น ภายในเดือน มิ.ย.นี้ ดีแทคจะมีสถานีฐานบนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ 10,800 สถานี ครอบคลุม 85% ของจำนวนประชากร คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่ 5,000 สถานี และสถานีฐาน 2 จี อีกราว 10,000 สถานี จะทำให้ดีแทคมีสถานีฐานทั้งหมด 25,000 สถานี จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยเริ่มให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ การแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมก็ดุเดือดเช่นกัน โดยเฉพาะการอัดงบการลงทุนและการออกโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม เพื่อดึงลูกค้าเข้าระบบตนเองให้มากที่สุด หากประสิทธิภาพการให้บริการดาต้าของผู้ให้บริการดีจริง เชื่อว่าผู้บริโภคล้วนต่างยอมที่จะเสียเงินเพื่อแลกกับสิ่งที่ดีและคุ้มค่ากับที่เขาต้องจ่ายไป. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ดีแทค’หวังลูกค้า4จีสิ้นปีเกินล้านราย