ก.ไอซีที ทุ่มงบ 200 ล้านเดินหน้าจังหวัดอัจฉริยะต้นแบบเฟส 2 เน้นใช้ไอซีทีบูรณาการระบบราชการระดับหมู่บ้าน ปลัดไอซีที ย้ำ ปีนี้คนภูเก็ตเข้าถึงเทคโนโลยีครบวงจร หวังประเทศไทยก้าวเข้าสู่ กรีน ดิจิตอล โซไซตี้ นายสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการให้ จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดอัจฉริยะต้นแบบ ต่อจาก จ.นครนายก ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารงานคุณภาพและบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และการบริหารแบบบูรณาการระบบ เอ็มไอเอส ของระบบราชการ ให้กับส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาครัฐอื่นๆ เพื่อพัฒนาสู่ กรีน ดิจิตอล โซไซตี้ ต่อไป สำหรับปีนี้กระทรวงไอซีทีจะเป็นผู้ขอสนับสนุนงบประมาณโดยตรงจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อบูรณาการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว โดยจัดทำระบบไอโอซี (IOC) จะเชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกันไปยังรัฐบาลกลาง เพื่อการสื่อสาร และเรียกใช้ข้อมูลข่าวสาร ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา วางแผนแบบบูรณาการ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ มั่นใจว่าการดำเนินการโครงการดังกล่าวจะเป็นไปตามแผนทั้งหมด อย่างไรก็ดีโครงการจังหวัดอัจฉริยะ ถือเป็นโครงการที่นำไอซีที ระบบการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นคุณภาพ ใช้บริหารจังหวัดต้นแบบ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามตัวชี้วัด 5 ประการ คือ ผลผลิตมวลรวมเพิ่มขึ้น รายได้ประชากรต่อหัวต่อปีเพิ่มขึ้น การกระจายรายได้ของประชาชนดีขึ้น ความสุขมวลรวมของประชาชนดีขึ้น และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการภาครัฐลดลง.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.ไอซีที เดินหน้าจังหวัดอัจฉริยะเฟส 2
ผู้เขียน: ข่าวไอที นวัตกรรมใหม่ๆ
-

ก.ไอซีที เดินหน้าจังหวัดอัจฉริยะเฟส 2
-

‘ฮาร์ทบลีด’ ช่องโหว่บนเว็บไซต์ที่คนใช้ไม่ควรมองข้าม
ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ สำหรับปัญหาการพบช่องโหว่ “ฮาร์ทบลีด” ( Heartbleed ) ของซอฟต์แวร์ Open SSL ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้สำหรับเข้ารหัสข้อมูลเพื่อรักษาความปลอดภัยรวมถึงยืนยันตัวตนบนโลกออนไลน์ และใช้มานานกว่า 10 ปี แม้ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐของไทยอย่างสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยจะออกมายืนยันว่าช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ Open SSL หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “บั๊กฮาร์ทบลีด” นั้นยังไม่ส่งผลร้ายแรงต่อเว็บไซต์สำคัญของไทย ทั้งเว็บการเงิน หรือการยื่นแบบภาษี รวมถึงเว็บไซต์ในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด 50 อันดับแรกของทรูฮิต ดอทเน็ต ส่วนเว็บไซต์ภาครัฐก็พบช่องโหว่นี้เพียง 0.08 % ขณะที่เครื่องที่ให้บริการแบบ HTTPS ในไทยมีประมาณ 130,000 เครื่อง พบช่องโหว่นี้น้อยกว่า 2.7% จากสถิติเมื่อ 20 เมษายนที่ผ่านมา ปัญหานี้หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องไกลตัว หากมองเฉพาะว่าเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเว็บไซต์ที่จะต้องหาทางแก้ไขสร้างความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์แต่ในฐานะผู้บริโภค ที่ปัจจุบันมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ก็ควรตระหนักและรู้เท่าทันภัยร้ายนี้เช่นกัน “อาจารย์ปริญญา หอมเอนก” ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด บอกว่า Open SSL เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ซไลบรารี่ ที่ทำหน้าที่เข้ารหัสลับข้อมูลในรูปแบบ SSL/TLS ให้กับซอฟต์แวร์บริการต่าง ๆ ที่สื่อสารกันในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่น HTTPS,FTPS, SMTPS รวมถึงโปรแกรมการเชื่อมต่อ VPN โดยซอฟต์แวร์ SSL พัฒนาโดยนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 ปัจจุบันมีเว็บไซต์นับล้านทั่วโลกที่ใช้งานซอฟต์แวร์นี้ โดยมีทั้งแบบภาคธุรกิจ และแบบ Open SSL ที่พบปัญหา และได้มีการแจ้งเตือนการพบช่องโหว่ในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยพบใน Open SSL เวอร์ชั่น 1.0.1a -1.0.1f เวอร์ชั่น 1.0.1 : beta1-1.0.1 : beta 3 และ เวอร์ชั่น 1.0.2 beta1 สำหรับความร้ายแรงของบั๊กนี้ อาจารย์ปริญญา บอกว่า ถือว่าเป็นบั๊กที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยมีมา เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งบั๊กฮาร์ทบลีด จะเป็นช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำของระบบบริการ เป็นเหตุให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นความลับ รหัสการทำธุรกรรมทางการเงิน อีเมลหรือรหัสผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ หลุดไปอยู่ในมือของอาชญากรไซเบอร์ได้ แม้จะมีการประกาศเตือนให้อัพเกรดเวอร์ชั่นที่ปลอดภัยแล้ว แต่อาจารย์ปริญญา บอกว่าความเสี่ยงยังมีอยู่ เพราะใน 2 สัปดาห์แรกที่ค้นพบ ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการนั้นคือจุดอ่อน ที่บอกไม่ได้ว่าข้อมูลรั่วไหลออกไปบ้างหรือไม่และมีมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือการป้องกันตัวเองของผู้ใช้งาน แม้ว่าเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่งจะออกมายืนยันว่าอัพเกรดและปิดช่องโหว่ดังกล่าวไปแล้วก็ตาม โดยเฉพาะกับผู้ใช้งานที่นิยมใช้พาสเวิร์ดเดียวกันกับทุกบัญชี มีความเสี่ยงสูง ควรเปลี่ยนรหัสผ่าน และตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่ใช้งานอยู่นั้นมีปัญหาเรื่องช่องโหว่นี้หรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ที่ www.tisa.or.th/heartbleed และที่บริการของไทยเซิร์ต www.thaicert.or.th สำหรับผู้ดูแลระบบก็เช่นกัน หากตรวจสอบพบช่องโหว่แล้วให้รีบอัพเดทซอฟต์แวร์ Open SSL เวอร์ชั่นที่ปลอดภัยทันที พร้อมทั้งเปลี่ยน SSL Certificate ใหม่รวมถึงเปลี่ยนรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบทั้งหมดและแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเพื่อเปลี่ยนรหัสการใช้บริการ อาจารย์ปริญญา บอกอีกว่า ปัญหาช่องโหว่นี้ อนาคตอาจนำไปสู่การสร้างเว็บหลอกลวงที่มีหน้าตาเหมือนเว็บไซต์จริงมากขึ้นได้ ซึ่งผู้ใช้งานควรระวังและตระหนักอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี ด้วยภัยบนโลกไซเบอร์ที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เร็ว ๆ นี้ เอซิส โปรเฟสชั่นนัลฯ โดยเอซิส ไซเบอร์แลป จะเปิดบริการใหม่ “ไซเบอร์ 911” (Cyber 911) สำหรับองค์กรที่ต้องการความช่วยเหลือในการรับมือกับการโจมตีด้านไซเบอร์แบบทุกเวลา โดยจะมีการฝึกอบรมให้ผู้ประสานหลักด้านไซเบอร์ขององค์กรเข้าใจกระบวนการในการตอบสนองต่อเหตุการณ์เบื้องต้น และติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับการบุกรุกในองค์กรเพื่อให้สามารถแจ้งเตือนไปยังศูนย์ไซเบอร์ 911 เพื่อให้การช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง รู้ไว้กับปัญหาด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์คาดว่าช่องโหว่นี้ยังสร้างปัญหาอีกนาน และไม่รู้ว่าเราจะตกเป็นเหยื่อเมื่อใด !!!. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com …………………………………………………………………………………………………………………. ฮาร์ทบลีดสแกนเนอร์ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปลอดภัยจากบั๊กฮาร์ทบลีด (Heartbleed Bug) ที่กำลังสร้างปัญหาให้กับระบบการรักษาความปลอดภัย SSL บนเว็บไซต์ทั่วโลก เทรนด์ ไมโคร ได้เปิดตัว ฮาร์ทบลีดสแกนเนอร์ฟรี สำหรับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพา เพื่อตรวจสอบว่าอุปกรณ์ดังกล่าวกำลังสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ที่มีบั๊ก ฮาร์ทบลีดหรือไม่ โดยโซลูชั่นนี้ก็คือเทรนไมโคร ฮาร์ทบลีด ดีเทคเตอร์ (Trend Micro Heartbleed Detector) โดยเป็นปลั๊กอินสำหรับเบราว์เซอร์โครม และโมบายแอพแอนดรอยด์ สามารถเข้าใช้งานได้ในโครมเว็บสโตร์ และกูเกิลเพลย์ นอกจากนี้ นักวิจัยของเทรนด์ไมโครยังพบว่าโมบายแอพก็มีความเสี่ยงต่อบั๊ก ดังกล่าวได้เทียบเท่ากับเว็บไซต์เช่นกัน จึงได้พัฒนาเวอร์ชั่นตรวจสอบแอพบนอุปกรณ์ของผู้ใช้ และเซิร์ฟเวอร์ที่สื่อสารเพื่อระบุว่าแอพที่ติดตั้งเสี่ยงต่อบั๊กฮาร์ทบลีดหรือไม่ หากแอพมีจุดอ่อน โปรแกรมตรวจสอบก็จะให้ผู้ใช้เลือกว่าจะถอนการติดตั้งแอพหรือไม่ สนใจดาวน์โหลดไปใช้ได้ที่ https://chrome.google.com/webstore/detail/trend-micro-openssl-heart/cmibjcge bllecchcmkiafonmflkeeffo หรือ mobile link
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ฮาร์ทบลีด’ ช่องโหว่บนเว็บไซต์ที่คนใช้ไม่ควรมองข้าม -

อุตุฯ ย้ำ ไทยร้อนสุด ต้นเดือนพ.ค.
วันนี้ (27 เม.ย.) ดร.สงกรานต์ อักษร รองอธิบดี กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า จากปรากฎการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับกรุงเทพมหานครในวันนี้ (27 เม.ย.) เวลาประมาณ 12.16 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยอยู่เหนือศรีษะพอดี ทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ ได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ จนทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าจะทำให้อากาศร้อนที่สุดในรอบปีนั้น กรมอุตุฯ วัดอุณหภูมิได้ที่ 35-36 องศาเซลเซียส และจะสูงขึ้นเป็น 37-38 องศาเซลเซียส ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. ซึ่งถือยังไม่ร้อนที่สุดเพราะมีความกดอากาศสูงเข้ามาทำให้มีเมฆมาก โดยอุณหภูมิเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ช่วงเวลา 14.00 น.อยู่ที่ประมาณ 38 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ ทุกปีมีการคาดการณ์ว่าวันที่ 27 เม.ย.เป็นวันที่ร้อนที่สุดของกรุงเทพฯ แต่สถิติที่ผ่านมาไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด และกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอากาศของกรุงเทพฯ จะร้อนสูงสุดในช่วงต้นเดือน พ.ค. และจะร้อนถึงกลางเดือน พ.ค.เป็นอย่างน้อย ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนอุณหภูมิจึงจะค่อยๆ ลดลง สำหรับสถิติที่วัดได้ปีที่แล้ว กทม.ร้อนสูงสุดที่ 40 องศาเซลเซียส สำหรับภาพรวมทั้งประเทศคาดว่าประเทศไทยจะร้อนที่สุดต้นเดือน พ.ค.ที่อุณหภูมิ 38-39 องศาเซลเซียส ถือว่าไม่ร้อนจัดเหมือนทุกปีเพราะมีความกดอากาศสูงเข้ามาเป็นระลอก และหลังจากนั้นจะเข้าสู่ฤดูฝนในช่วงปลายเดือน พ.ค. ซึ่งปีนี้เข้าสู่ฤดูฝนช้ากว่าทุกปีเพราะฤดูหนาวนานกว่าทุกปีจึงมีผลต่อการเข้าสู่ฤดูร้อนและฤดูฝน ขณะที่พื้นที่ที่มีแนวโน้มร้อนที่สุดของประเทศอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเคยมีสถิติสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส และแม่ฮ่องสอนเคยทำสถิติสูงสุดที่ 44 องศาเซลเซียส ในปี 2553 เป็นสถิติร้อนที่สุดของประเทศ ส่วนภาคกลางจะร้อนที่สุดที่จังหวัดกาญจนบุรี สำหรับอุณหภูมิในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่วัดได้ร้อนสุดของวันที่ 27 เม.ย.2557 พบว่าท่าเรือคลองเตย มีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 38.2 องศาเซลเซียสกว่าๆ ใกล้เคียงกับเมื่อวันที่ 26 เม.ย.57 อยูที่ 38 องศาเซลเซียส ในขณะที่ภาคกลางอุณหภูมิสูงสุดที่กาญจนบุรี อยู่ที่ 38.9 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับวันที่ 26 เม.ย.ที่ 38.6 องศาเซลเซียส ส่วนภาคเหนือ อุณหภูมิที่แม่ฮ่องสอนสูงสุดที่ 38.1 องศาเซลเซียส ลดลงจากเมื่อวาน (26 เม.ย.) ที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ 40.9 องศาเซลเซียส ส่วนภาคอีสาน อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 37.8 องศาเซลเซียส ลดลงจากเมื่อวาน (26 เม.ย.) ที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ 39.8 องศาเซลเซียส ในขณะภาคใต้อุณหภูมิอยู่ในระดับใกล้เคียงกันที่ 35-36 องศาเซลเซียส ส่วนประกาศกรมอุตุวันที่ 27 เม.ย.57 เรื่อง พายุฤดูร้อน ในช่วงวันที่ 26–30 เม.ย.57 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือแล้ว จากนั้นจะแผ่ปกคลุมภาคกลาง และภาคตะวันออกในวันที่ 27 เม.ย.57 ซึ่งจะปกคลุมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 เม.ย.57 ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกได้ในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะภาคเหนือบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ น่าน ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ,ภาคกลางบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี และกรุงเทพมหานครรวมทั้งปริมณฑล, ภาคตะวันออกบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ป้ายโฆษณา ต้นไม้ใหญ่ และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย ในขณะที่ วันที่ 28 เม.ย.-3 พ.ค. จะมีเมฆเป็นส่วนมาก และโอกาสมีพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ร้อยละ 40-60 อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุตุฯ ย้ำ ไทยร้อนสุด ต้นเดือนพ.ค.