หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • เล็งพลิกโฉมสถานีรถไฟทั่วประเทศ

    เล็งพลิกโฉมสถานีรถไฟทั่วประเทศ

    “ชัชชาติ” สั่งรฟท.พลิกโฉมสถานีรถไฟทั่วประเทศ นำร่องหัวลำโพงโฉมใหม่ ฟื้นบูทิคโฮเต็ล พร้อมขยายไป นครปฐม เชียงใหม่ ด้าน ผู้ว่า รฟท. ขอขึ้น ขีดเส้น ปตท. 31 ธ.ค.56 ไม่จ่ายก็ย้ายออก
    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยได้ประชุมกับศูนย์การสร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี ) ว่า ได้มีการศึกษาออกแบบโครงการพัฒนาการบริการขั้นพื้นฐานของสถานีหัวลำโพงในรูปโฉมใหม่ โดยจะเน้นการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกการให้บริการขั้นพื้นฐานให้ทันสมัยอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร และสร้างผลตอบแทนรายได้ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งหลังจากนี้จะทยอยปรับปรุงสถานีรถไฟแห่งให้มีเอกลักษณ์และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น สำหรับตัวอย่างการปรับสถานีรถไฟหัวลำโพง เช่น จะรื้อฟื้นโรงแรมภายในสถานีรถไฟหัวลำโพงเดิมซึ่งใช้เป็นอาคารสำนักงาน เพื่อปรับปรุงให้เป็นบูทิคโฮเต็ลในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงพื้นที่อื่น เช่น การปรับปรุงห้องน้ำ ชานชาลา ป้ายบอกทาง เก้าอี้ จุดเชื่อมต่อรถสามล้อ แท็กซี่ ให้สะดวกเพิ่มแต่ขณะเดียวกันจะต้องคงวิถีชีวิตดั้งเดิมความเป็นไทยไว้ เช่นเดียวกับสถานีรถไฟนครปฐมและเชียงใหม่จะมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสถานีรถไฟด้วย “หลังจากนี้มอบหมายให้นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)นำข้อมูลจากผลการศึกษาของทีซีดีซีไปปรับปรุงรูปแบบของสถานีรถไฟต่างๆ โดยเริ่มจากสถานีหัวลำโพงเป็นต้นแบบและขยายไปยังสถานีแห่งอื่น ที่สำคัญแต่ละสถานีต้องคงเอกลักษณ์เฉพาะแต่ละพื้นที่ คาดภายใน 6 เดือนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการขั้นพื้นฐานเพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานและดึงดูดกลุ่มผู้โดยสารที่ใช้บริการอยู่เดิมผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการในอนาคตด้วย”
    นายชัชชาติกล่าวว่า สถานีรถไฟแต่ละแห่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับปรุงสักระยะหนึ่ง เพราะเป็นการปรับปรุงของเก่าให้ดีขึ้น แต่จะเน้นปรับปรุงสถานีใหญ่ๆ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวด้วย แต่ละแห่งจะต้องสร้างเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เช่น สถานีหัวหิน อาจนำวัฒนธรรมท้องถิ่นมาปรับให้เข้ากับการใช้บริการของสถานีได้ และอาจจะต้องมีการพัฒนารูปแบบสถาปัตยกรรมให้ใกล้เคียงและสอดคล้องกับสถานีด้วย ส่วนปัญหาการเช่าที่ดินสำนักงานใหญ่ ปตท. ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับ รฟท.เจ้าของพื้นที่นั้น จะให้เวลาผู้บริหารทั้ง 2 หน่วยงานเจรจาตกลงกันก่อน แต่ในระดับนโยบายวันที่ 18 ต.ค.นี้ ตนจะได้มีโอกาสในการหารือกับนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงานในเรื่องนี้ด้วย โดยที่ผ่านมาถือว่านายประภัสร์ ผู้ว่า รฟท. ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ขอ รฟท. อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ปตท.ก็ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของหน่วยงานเช่นกัน แต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง แต่เชื่อว่าเรื่องนี้จะคุยกันได้ ด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่า รฟท. กล่าวว่า จะให้เวลา ปตท.ตัดสินใจเรื่องการต่อสัญญาเช่าที่ดินเงื่อนไขใหม่ 30 ปี เงิน 1,792 ล้านบาท จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.56 หากไม่ยอมตกลงตามเงื่อนไข ขอให้ ปตท.ย้ายออกไปจากที่ดังกล่าว พร้อมกับปฏิเสธข้ออ้างของ ปตท.ที่ระบุว่าการทำสัญญาขอใช้ที่ดินในครั้งแรกตั้งแต่ปี 2526 ในนามของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นข้อตกลงการขายซื้อขายขาด เนื่องจากตามกฎหมายที่ดินของ รฟท.ไม่สามารถซื้อขายได้ “อัตราค่าเช่าต่อสัญญาอีก 30 ปี 1,792 ล้านบาทนั้น ทาง รฟท.ไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องยอมรับเพราะเป็นราคาที่จ้างที่ปรึกษาเข้ามาประเมินแล้ว แต่ ปตท.จะขอจ่ายแค่ 800 ล้านบาท ซึ่งผมยอมรับไม่ได้ เพราะราคาที่คิดนั้นตกปีละ 59 ล้านบาท หรือเดือนละ 4.97 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าถูกมากแล้ว และปัจจุบัน ปตท.ก็เป็นบริษัทมหาชนอีกด้วย นอกจากนี้จะมีการทวงค่าเช่าที่ค้างชำระมา 6 เดือนอีกเดือนละ 6 ล้านบาทด้วย โดยหากรฟท.ได้เงินในส่วนนี้ จะนำมาช่วยปรับปรุงสถานีใหม่ที่จะเร่งทำทั่วประเทศ” นายประภัสร์ กล่าวต่อว่า กรณี ปตท.อ้างเหตุผลในสัญญาเดิมที่กำหนดว่าจะได้สิทธิในการต่อสัญญาอีก 30 ปี โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนนั้น ในความเป็นจริงสัญญาเดิม รฟท.ผูกพันกับการปิโตรเลียแห่งประเทศไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่หลังจากนั้น ได้แปรสภาพเป็น บริษัทจำกัด(มหาชน) ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายและตัวแทนอัยการสูงสุดเป็น กรรมการ รฟท.ได้ยืนยันตรงกันว่า ผลผูกพันทางนิติกรรมได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะถือว่าเป็นนิติบุคคลใหม่ ดังนั้น รฟท.มีสิทธิเรียกเก็บค่าเช่าใช้ที่ดินได้ รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างเหนือพื้นดินทั้งหมดจะต้องตกเป็ฌนของ รฟท.หลังสัญญาสิ้นสุดด้วย

     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งพลิกโฉมสถานีรถไฟทั่วประเทศ

  • นกแอร์บินต่างประเทศ พาทีย้ำเหตุเครื่องไถลไม่กระทบเชื่อมั่น

    นกแอร์บินต่างประเทศ พาทีย้ำเหตุเครื่องไถลไม่กระทบเชื่อมั่น


    บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินนกแอร์ เปิดตัวเส้นทางการบินต่างประเทศเส้นทางแรก ในเที่ยวบินดอนเมือง-ย่างกุ้ง ประเทศพม่า ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 189 ที่นั่ง โดยบริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์ ซึ่งจะเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรก ในวันที่ 1พ.ย. นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ในงานเปิดเส้นทางการบินดังกล่าว ยังมี นายอู ติ่นวิน เอกอัครราชฑูตสหภาพเมียนมาร์ประจำประเทศไทยให้เกียรติมาร่วมงานอีกด้วย

    วัตถุประสงค์การเปิดเส้นทางการบินต่างประเทศ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ กล่าวว่า "การเริ่มเปิดเส้นทางใหม่ในต่างประเทศ เราเลือกที่จะบินไปพม่า เพราะมองว่าพม่าไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนบ้าน แต่เป็นเพื่อนจริงๆ และเป็นประเทศอาเซียนด้วยกัน ดังนั้นจึงควรมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พม่าจึงเป็นจุดสนใจแรกที่จะนำพาผู้โดยสารไปเยือน”

    ส่วนกรณีเครื่องบินนกแอร์ไถลรันเวย์ที่สนามบินอุดรธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ต.ค ที่ผ่านมานั้น นายพาที เปิดเผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ว่า "เหตุการณ์เครื่องบินไถลรันเวย์ เป็นอุบัติเหตุที่ยังอยู่ในขั้นที่รับได้  ผมคิดว่าเมื่อไม่ได้เกิดขึ้นบนอากาศ แต่เป็นอุบัติเหตุการแท็กซี่และไถล ผมคิดว่ายังรับได้อยู่ โดยเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นของลูกค้าลดลงแต่อย่างใด เพราะจำนวนผู้ใช้บริการนกแอร์นั้นก็ไม่ได้ลดลง และนกแอร์ก็ยังคงมั่นใจในศักยภาพของสายการบิน และจะเดินหน้าให้บริการที่ดีต่อไป".

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นกแอร์บินต่างประเทศ พาทีย้ำเหตุเครื่องไถลไม่กระทบเชื่อมั่น

  • เอกชนหวั่นนโยบายรัฐไม่ต่อเนื่องฉุดความเชื่อมั่น

    เอกชนหวั่นนโยบายรัฐไม่ต่อเนื่องฉุดความเชื่อมั่น

    เอกชนจี้รัฐบาลเดินหน้านโยบายให้ต่อเนื่องโดยเฉพาะพรบ. 3.5 แสนล้านบาทก่อนหมดความมั่นใจ

    เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ำทำเนียบรัฐบาล นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจการลงทุนของภาคเอกชนทั้งเรื่องของน้ำท่วม รวมถึงการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งภาคเอกชนต้องการเห็นความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาลเป็นหลักซึ่งถือเป็นตัวแปรของการทำธุรกิจที่สำคัญ หากนโยบายของรัฐบาลไม่มีความต่อเนื่องจะทำให้เกิดความเสียหายและไม่สามารถทำการค้าต่อไปได้ ที่สำคัญยังทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอย “ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมานโยบายของรัฐบาลไทยไม่มีความต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ภาคธุรกิจมาก ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วโดยเฉพาะในเรื่องของโลกธุรกิจ หากต้องเสียเวลาเพียงไม่กี่วันไม่ถึงครึ่งเดือนก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ของภาคธุรกิจแล้ว” นอกจากนี้ในเรื่องของการลงทุนบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะถือว่าเป็นสิ่งที่พยายามเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนแม้ว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นคืนมาได้จากการเกิดมหาอุทกภัยเมื่อปี 54 แต่ปรากฎว่าจนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องพยายามบริหารจัดการและเดินหน้าให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อนนักลงทุนจะขาดความมั่นใจ
    ขณะเดียวกันรัฐบาลจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงของประเทศหรือแบรนด์ของประเทศให้ได้ อย่าให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นไม่ว่าจะมีสาเหตุจากเรื่องใดก็ตามเพราะหากเป็นเช่นนั้นจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ เช่นกรณีของจีน ที่ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของอาหาร มาเป็นเวลานานเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ อย่างไรก็ตามในแง่ของภาคเอกชนได้พยายามทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามนำข้อเสนอแนะต่างๆรวมถึงปัญหาและอุปสรรคในเชิงนโยบายมาหารือร่วมกับรัฐบาลเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริง โดยยอมรับว่าสิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องของความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาล.
     

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนหวั่นนโยบายรัฐไม่ต่อเนื่องฉุดความเชื่อมั่น