ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (4ก.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดวัน จากแรงขายทำกำไรระยะสั้นหลังดัชนีปรับตัวสูงขึ้นวานนี้ ประกอบกับไร้ปัจจัยหนุนใหม่ชี้นำตลาด อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีเพิ่มมากขึ้น ผลักดันหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมความคาดหวังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจยกเลิกกฏอัยการศึกปลายสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 1,576.80 จุด และทะยานขึ้นสูงสุด 1,586.93 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,579.73 จุด ลดลง 3.54 จุด หรือ 0.22% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 52,895.23ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ธ.กรุงไทย ปิดที่ 23.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 2.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 236.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท 3.ศรีสวัสดิ์ ปิดที่ 22.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 4.บ้านปู ปิดที่ 34.50 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง 5.ปตท. ปิดที่ 331.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยปิดลบ 3.54 จุด
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

หุ้นไทยปิดลบ 3.54 จุด
-

ชงรัฐกู้เงิน15,000ล้านหนุนอุตฯยาง
นายชโย ตรังอดิศัยกุล เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้เสนอให้รัฐเร่งออกมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 15,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ขยายกำลังการผลิตแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ให้ขยายกำลังซื้อยางพารา ภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมา ได้อนุมัติให้ธนาคารออกสิน พิจาณารายและเอียด และจะนำเรื่องนี้เข้าสูที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารออมสินต่อไป นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนา ตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และสนามทดสอบมูลค่า 400 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันสินค้าผลิตภัณฑ์ยางของไทย ถูกกีดกันจากมาตรฐานต่างๆเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีหน่วยงานตรวจสอบ และให้ใบรับรองมาตรฐานในอุตสาหกรรมยาง ที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์เพราะมีสัดส่วนสูงสุด 65-70% ของผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด “ ขณะนี้มีหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางอยู่ 2 แห่ง คือที่สถาบันยานยนต์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเห็นว่า ควรจะมอบหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางให้อยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะว่ามีการวิจัย และพัฒนารวมอยู่ด้วย เพื่อรองรับมาตรฐานยางล้อใหม่ของสหรัฐฯและยุโรป เช่น มาตรฐานเรื่องเสียง และการประหยัดน้ำมันเป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องมีการวิจัยและพัฒนา จึงจะผลิตผลิตภัณฑ์ยางที่มีคุณภาพสูงได้” ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยผลิตยางพาราได้ประมาณ 4 ล้านตัน ในจำนวนนี้นำไปแปรรูปเพียง 13% ที่เหลือส่งออกในรูปวัตถุดิบ ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ได้มีเป้าหมายว่าภายในปี 60 จะเพิ่มสัดส่วนการแปรรูปยางเป็น 20% ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าส่งออกยางจากปัจจุบัน 250,000 ล้านบาท เพิ่มเป็นเกือบ 400,000 ล้านบาท ซึ่งหากรัฐได้ให้การสนับสนุนเงินกู้ 150,000 ล้านบาท และตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาและทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง “เชื่อว่าหากเพิ่มสัดส่วนการแปรรูปยางพาราเป็น 20% จะช่วยดึงปริมาณยางพาราออกจากตลาดโลกได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่ายางพาราในตลาดโลกได้มาก เพราะว่าในขณะนี้ความต้องการยางของตลาดโลกมีประมาณ 12 ล้านตันต่อปี และปริมาณการผลิตก็อยู่ที่ 12 ล้านตันต่อปีเช่นเดียวกัน จึงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก หากลดปริมาณยางส่งออกยางให้ต่ำกว่าตลาดโลกเพียงนิดเดียว ก็จะสร้างความแตกตื่นเพิ่มราคายางได้มาก” อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า มีความเสี่ยงที่ราคายางตลาดโลกจะต่ำลง เนื่องจากไทยจะเพิ่มผลผลิตจาก 4 ล้านตันต่อปี เป็น 5 ล้านตันต่อปี ขณะที่อินโดนีเซีย กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มจาก 3 ล้านตัน เป็น 6 ล้านตันต่อปี รวมทั้งยังมียางพาราจากประเทศอื่นๆที่ได้เพิ่มกำลังการผลิตจะทำให้ปริมาณผลผลิตเกิดความต้องการของตลาดอยู่มาก และจะฉุดให้ราคายางพาราต่ำกว่าราคาในปัจจุบันที่ 50 บาทต่อกก. แต่จะต้องติดตามว่า เศรษฐกิจยุโรป และสหรัฐฯ จะฟื้นตัวตามวัฎจักรทางเศรษฐกิจที่อาจจะฟื้นตัวเต็มที่ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งอาจจะช่วยบรรเทาปัญหาราคายางได้บ้าง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงรัฐกู้เงิน15,000ล้านหนุนอุตฯยาง -

บีบลดราคาตู้คอนเทนเนอร์
นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ประกอบการตู้คอนเทนเนอร์ ผู้ประกอบการเดินเรือ และสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยว่า กรมฯได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการตู้คอน เทนเนอร์ลดราคาจัดเก็บอัตราค่าบริการยกตู้เปล่ากับผู้ส่งออกลง โดยตู้ฯขนาด 20 ฟุต เก็บค่าบริการ 280 บาทต่อตู้ จากเดิมที่เรียกเก็บ 300 บาทต่อตู้ และตู้ขนาด 40 ฟุต เก็บค่าบริการ 560 บาทต่อตู้ จากเดิมที่เรียกเก็บ 600 บาทต่อตู้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. – 31 ธ.ค. 57 โดยอัตราดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทั้งนี้ กรมฯ จะส่งหนังสือไปยังผู้ประกอบการตู้คอนเทนเนอร์ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ให้รับทราบถึงอัตราค่าบริการยกตู้เปล่า ก่อนที่จะถึงกำหนดการเรียกเก็บค่าบริการใหม่นี้ และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กรมฯ ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการแล้ว ก็จะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือกันใหม่อีกครั้ง เพื่อพิจารณาการเรียกอัตราค่าบริการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเรียกเข้ามาหารือกันในเดือน ม.ค. 58 “หากผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือ กรมฯ มีกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการดูแลอยู่ ซึ่งอาจจะนำกฎหมายนี้เข้ามาดูแลและกำหนดค่าบริการได้ โดยยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่ขณะนี้ผู้ประกอบการทั้งหมดได้ให้ความร่วมกับทางกรมฯ อย่างเต็มที่” นายสันติชัย กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ เป็นผลมาจากสภาผู้ส่งออกฯ เข้ามาร้องเรียนมาที่กรมฯ ว่ามีการเก็บอัตราค่าบริการยกตู้เปล่าไม่เป็นธรรมในท่าเรือแหลมฉบัง ทางผู้ประกอบการตู้คอนเทนเนอร์ ผู้ประกอบการเดินเรือ และสภาผู้ส่งออกฯ ไม่สามารถตกลงค่าบริการกันได้ เพราะอาจจะไม่ไว้ใจกัน กรมฯ จึงเป็นตัวกลางเพื่อประสานกับผู้ประกอบการทั้งหมดเพื่อหาข้อสรุปอัตราค่าบริการยกตู้ที่ทั้งหมดยอมรับกันได้ นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือและดูแลการเก็บค่าบริการต่างๆ โดยเฉพาะ ค่าจ่ายในการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ (เทอร์มินอล แอนด์ดิ้ง ชาร์จ) และค่าบริการอื่น ๆ ของ บริษัทเดินเรือ ไม่ว่าจะเป็นค่าเอกสารค่าล้างตู้คอนเทนเนอร์ ค่ายกตู้ เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทเดินเรือทยอยเพิ่มการเก็บค่าใช้จ่ายในรายการต่าง ๆ มากขึ้นและบางรายการเก็บพร้อมกันเกือบทุกราย จนเป็นภาระต้นทุนแก่ผู้ส่งออกอย่างมาก ทั้งนี้เท่าที่ทราบ บริษัทเดินเรือมักจะอ้างว่า ปัจจุบันการนำเข้าหรือส่งออกของประเทศไทยมีปริมาณลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทเดินเรือไม่คุ้มค่าต่อการเดินเรือไปและกลับ โดยเฉพาะขากลับที่อาจต้องวิ่งเรือเปล่า หรือมีสินค้าเข้ามาน้อย จึงจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายกับผู้ส่งออกไทยแทน เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าบริการต่างๆนั้นผู้ส่งออกไม่ได้ห้ามให้ขึ้นราคา แต่การปรับราคาต้องหารือกับผู้ส่งออกด้วยเพื่อหาราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทุกฝ่าย แต่หากตั้งราคากันเองแล้วมาเก็บผู้ส่งออกก็จำเป็นต้องร้องเรียนให้กรมการค้าภายในเข้ามาดูแลต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากที่กรมการค้าภายในเข้ามาดูแลในอนาคตผู้ประกอบตู้คอนเทนเนอร์และ ผู้ประกอบการเดินทางคงไม่กล้าปรับราคาโดยไม่มีการหารือกับผู้ส่งออกก่อนแน่นอน เพราะหากไม่มีการหารือกันสภาฯก็จำเป็นต้องให้กรมการค้าภายในเข้ามาเป็นตัวกลางในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีบลดราคาตู้คอนเทนเนอร์