นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. 57 อยู่ระดับ 80.1 สูงสุดในรอบ 13 เดือนและเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน เนื่องจากได้รับอานิงส์จากกรณีที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% และระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91ลดลง 2.43 บาทต่อลิตร และ แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 2 บาทต่อลิตร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะมีระดับที่ค่อนข้างสูง แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจของไทยกลับเติบโตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งไม่ดีตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ โดยเฉพาะเรื่องของราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำทั้งยางพาราและข้าวเปลือก หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้นานเกินไป เชื่อว่าจะไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลควรต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง ให้เห็นเป็นรูปธรรม อย่างชัดเจน “ความเชื่อมั่นด้านการเมืองเดือนนี้ปรับตัวดีขึ้น ทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 88 เดือน นับตั้งแต่ช่วงปี 49 และก็มองว่าในอนาคตความเชื่อมั่นด้านการเมืองจะใกล้เคียงที่ระดับ 100 แต่ทั้งนี้หากทางรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ชัดเจน ก็จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะจะมีผลกดดันต่อความเชื่อมั่นด้านการเมืองสูง” สำหรับในด้านเศรษฐกิจภาพรวมนั้นหอการค้าไทยประเมินว่าในปี 57 จะขยายตัวได้ที่ 1.5-2% จากเดิมที่มองไว้ 2-2.5% เนื่องจากไทยได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวต่ำหรืออยู่ในระดับ 1-1.5% และภาคบริโภคยังไม่ฟื้นโดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่จะมีผลต่อการใช้จ่ายของเกษตรกร ดังนั้นกลไกหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีมี 2 ด้าน คือ ภาคการท่องเที่ยวและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังค้างอยู่เพื่อทดแทนการส่งออกและการบริโภคในประเทศ ส่วนของการท่องเที่ยวนั้นเดิมทีมีการประเมินว่านักท่องเที่ยวจะคึกคักในช่วงต้นปี 58 แต่หากมีการยกเลิกกฎอัยการศึก และมีการเร่งเบิกจ่ายหรือลงทุนในการซ่อมแซมและก่อสร้างตามสถานที่ท่องเที่ยว ก็จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้คักคักให้เร็วขึ้นหรือในช่วงไฮซีซันนี้ “ในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับ 1.5-2% โดยในครึ่งปีแรกจะอยู่ที่ 0% หรือติดลบเล็กน้อย และจะขยายตัวในไตรมาสที่ 3 จะอยู่ที่ 3% และเพิ่ม เป็น 5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือการเบิกจ่ายงบประมาณให้เร็วที่สุด และต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 58 ให้ได้ 30% ภายในเดือน ต.ค. – ธ.ค. นี้ เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ” นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจัยลบที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค เช่น กรณีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( ส.ค. ) คาดการณ์จีดีพี ในปี 57 ขยายตัว 1.5-2.0%, การส่งออกในเดือน ก.ค. มีมูลค่า 18,896.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 0.9% นำเข้ามีมูลค่า 19,998.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 2.9% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 1,102.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำ, ผู้บริโภคมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูง และความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่กระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีความเชื่อมั่นก.ย.สูงสุดรอบ13เดือน
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ดัชนีความเชื่อมั่นก.ย.สูงสุดรอบ13เดือน
-

รมต.คมนาคมตบเท้าเข้ากระทรวง
ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศการต้อนรับรัฐมนตรีในกระทรวงคมนาคมว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ผบ.ทอ. และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะเข้ามาปฏิบัติงานที่กระทรวงครั้งแรก ในช่วงบ่ายวันที่ 9 ก.ย.57 หลังประชุม ครม.นัดแรก โดยเบื้องต้น พล.อ.อ.ประจิน เลือกห้องทำงานบริเวณชั้น 2 อาคาร 1 ซึ่งเป็นห้องประจำของ รมว.หลายยุคหลายสมัย ส่วนนายอาคม เลือกนั่งห้องชั้น 3 ในอาคารเดียวกัน ทั้งนี้รัฐมนตรีทั้ง 2 คน ได้ส่งทีมงานมาดูห้องเรียบร้อยแล้ว และได้สั่งให้ปรับปรุงห้องทำงานใหม่ ทั้งการนำผ้าม่านเก่าไปซักใหม่ให้เรียบร้อย การปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งห้อง ซ่อมแซมฝ้าเพดานที่ชำรุด ห้องน้ำ ทาสีบริเวณโถงบันไดทางขึ้นที่หลุดร่อนไป โดยยึดสีเดิมเป็นสีครีม ขณะเดียวกันยังได้จัดเตรียมดอกไม้ บริเวณด้านหน้ามุกกระทรวง และทำป้ายต้อนรับพร้อมประวัติรัฐมนตรีขนาดใหญ่เตรียมรอต้อนรับไว้ด้วย ส่วนรถประจำตำแหน่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างให้รัฐมนตรีทั้ง 2 คน รอเลือกโดยมีรถให้ใช้ 3 คัน เป็นรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยูซีรีย์ 7 รุ่น 740 และ 730 กับรถเมอเซเดส เบนซ์ เอส350 ซึ่งอยู่ระหว่างนำไปตรวจเช็กเครื่อง ความเรียบร้อยอยู่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รมต.คมนาคมตบเท้าเข้ากระทรวง -

ธกส.ลุยสนับหนุนสินเชื่อยางพารา
นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อภายใต้แนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ 2 โครงการตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท คาดว่าช่วยดูดซับยางราพาออกจากระบบได้ทั้งสิ้น 130,000 ตัน ทำให้ราคายางพาราทรงตัว หรือปรับตัวได้ดีขึ้น แบ่งเป็น โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อใช้รวบรวมยาง ซึ่งจะช่วยชะลอยางพาราที่จะออกสู่ตลาด และมีส่วนช่วยลดค่าขนส่งที่จะเกิดขึ้นด้วย วงเงิน 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยดูดซับยางพาราออกจากระบบได้ 100,000 ตันต่อรอบการผลิต ทั้งนี้ เบื้องต้น ธ.ก.ส.ได้เห็นชอบวงเงินสินเชื่อให้กับสหกรณ์เพื่อนำไปรวบรวมยางพาราแล้ว 281 แห่ง คิดเป็นวงเงิน 2,880 ล้านบาท จากสถาบันเกษตรกร 723 แห่งทั่วประเทศ โดยส่วนที่เหลืออีก 442 แห่งนั้น ธนาคารจะเร่งดำเนินการปล่อยกู้ในเดือน ก.ย. อีก 4,000 ล้านบาท เดือน ต.ค. อีก 2,000 ล้านบาท และเดือน พ.ย. อีก 1,000 ล้านบาท โดยระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตามโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.57-30 มิ.ย.58 กำหนดคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี สหกรณ์รับภาระดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้ให้ 3% ต่อปี ขณะที่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจรวบรวมและแปรรูปยาง แบ่งเป็น การให้สินเชื่อเพื่อปรับปรุงโรงงานแปรรูปยางพารา 3,500 ล้านบาท และอีก 1,500 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดึงยางพาราออกจากระบบ คาดว่าจะดูดซับยางพาราออกจากระบบได้ 30,000 ล้านตันต่อรอบการผลิต
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธกส.ลุยสนับหนุนสินเชื่อยางพารา