หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ตรวจเข้มสถานเริงรมย์

    ตรวจเข้มสถานเริงรมย์

    นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯได้ดำเนินมาตรการเร่งรัดเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งตรวจสถานประกอบการและสถานเริงรมย์ เช่น บาร์เหล้า สนามกอล์ฟ และบริเวณตามแนวชายแดน รวมทั้งมาตรการปราบปราม โดยเฉพาะสุราปลอมแปลงและหลีกเลี่ยงภาษีที่สามารถจับกุมได้จำนวนมาก คาดว่าจะช่วยให้การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 57 เพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาท“การดำเนินมาตรการดังกล่าว นอกจากจะช่วยให้เพิ่มการจัดเก็บรายได้เข้ากรมสรรพสามิตแล้ว ยังมีผลช่วยในทางสังคมอย่างมาก เนื่องจากสุราปลอมแปลงและหลีกเลี่ยงภาษีไม่เพียงไม่ทราบวันผลิตและหมดอายุที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังมีการจัดส่งที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าด้วย ผู้บริโภคไม่ต้องได้รับความเสี่ยงจากการบริโภคสุราที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว ถือเป็นการดูแลสุขภาพของประชาชนทางอ้อมอีกด้วย”ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้รายงานฝ่ายเศรษฐกิจ รับทราบเกี่ยวกับมาตรการตรวจเข้มแล้ว ซึ่งเมื่อดูจากผลการจัดเก็บหากดูเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จะพบว่าตั้งแต่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชนดีขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนชนเพิ่มขึ้น สะท้อนจากการจัดเก็บในหมวดเครื่องดื่มนอกจากนี้ กรมฯประเมินว่า การจัดเก็บในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 57 การจัดเก็บในหมวดเครื่องดื่ม ทั้งเบียร์, สุรา, และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงที่เหลือเป็นช่วงเข้าไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเป็นวันหยุดยาวของชาวยุโรป ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเดินทางในประเทศจำนวนมาก และคนไทยที่มีวันหยุดยาวช่วงวันแม่ ประกอบกับ ระหว่างเดือน ต.ค.-ก.ย.ที่มีการเกษียณทำให้มีการเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งทำให้ภาษีการบริโภคปรับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอนอย่างไรก็ตาม การจัดเก็บกรมสรรพสามิต จะมีสัดส่วน ประกอบด้วย การจัดเก็บน้ำมัน, รถยนต์, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไม่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ซึ่งที่ผ่านมาการจัดเก็บภาษีรถยนต์ยนต์ในปีนี้ถือเป็นตัวฉุดอย่างมาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยอมรับว่าอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เชื่อว่าสถานการณ์ภายในประเทศดีขึ้น จะช่วยให้เกิดการจ่าย ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงปลายปี เพราะกิจกรรมส่งเสริมการขายรถยนต์จะอยู่ในช่วงปลายปีเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยการจัดเก็บดีขึ้นในต้นงบประมาณปี 58

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตรวจเข้มสถานเริงรมย์

  • ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน

    ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน

    นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ประเทศฟิลิปปินส์ จะเปิดประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% ปริมาณ 500,000 ตัน ซึ่งภาคเอกชนไทยเตรียมเข้าไปร่วมเสนอราคาขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งไทยมีโอกาสมากเพราะเวลานี้ราคาข้าวไทยถูกกว่าเวียดนาม รวมทั้งผลผลิตข้าวเวียดนามมีไม่เพียงพอส่งออก“ปกติฟิลิปปินส์ได้ซื้อข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก แต่เชื่อว่าการประมูลครั้งนี้ไทยมีโอกาส เพราะเวียดนามผลผลิตข้าวไม่ค่อยมี แต่ที่เข้าร่วมประมูลด้วย เพราะต้องการรักษาฐานลูกค้าไว้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าอย่างไรฟิลิปปินส์คงซื้อข้าวจากไทยด้วย โดยการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้เอกชนจะเป็นทัพหน้า และภาครัฐคอยสนับสนุนเอกชนไทย”อย่างไรก็ตาม แนวโน้มข้าวไทยปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เพราะราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด แม้ว่าราคาข้าวไทยต่ำกว่าเวียดนาม แต่ไม่น่าห่วง เพราะประเมินว่าราคาข้าวจะไม่ตกต่ำไปมากกว่านี้แล้ว ถือว่าต่ำที่สุดแล้ว โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยสามารถส่งออกได้แล้ว 5.2-5.3 ล้านตัน และคาดว่าจนถึงปลายปีจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านตันรายงานข่าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) แจ้งว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการนำเข้าข้าวจากประเทศจีนและแอฟริกาใต้ ติดต่อขอซื้อข้าวจากอคส.จำนวนมาก เนื่องจากความต้องการข้าวในตลาดโลกมีเพิ่มขึ้นโดยผู้นำเข้าที่ติดต่อซื้อข้าวกับอคส.ประเมินว่าอาจได้ข้าวราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลรักษาข้าวโดยตรง แต่ในทางปฎิบัติจริงอคส.ไม่มีหน้าที่ระบายข้าว ดังนั้นจึงส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อให้ประสานงานซื้อขายข้าวกันต่อไปด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ไทยจะส่งออกข้าวได้เกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 9 ล้านตัน แต่อาจไม่ถึง 10 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกที่จะออกในช่วงปลายปีขยับได้ถึงราคาตันละ 8,500 บาท ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการได้ โดยประเทศผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องการข้าวที่จะออกมาใหม่ และไม่สนใจข้าวเก่าในสต๊อกมากนักผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ประเทศผู้ส่งออกข้าวในขณะนี้พบว่าหลายประเทศอยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อเข้าสู่การแข่งขันในช่วงครึ่งปีหลัง โดย เวียดนาม อาจพิจารณายกเลิกการกำหนดราคาส่งออกข้าวขั้นต่ำ เพื่อให้ผู้ส่งออกข้าวสารสามารถกำหนดราคาส่งออกเองได้โดยไม่ต้องใช้ราคาส่งออกข้าวขั้นต่ำของสมาคมอาหารเวียดนาม เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการกำหนดราคาส่งออกและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขณะที่ประเทศอินเดีย ล่าสุด องค์การอาหารแห่งชาติของอินเดียรายงานว่า สต็อกข้าวในคลังของรัฐบาล เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีปริมาณ 28.03 ล้านตัน ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากภาวะราคาข้าวในประเทศปรับตัวสูงขั้นทำให้รัฐบาลจัดหาข้าวได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม สต็อกข้าวในปัจจุบันของอินเดียมากเป็น 2 เท่าของระดับสต็อกขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนดไว้ส่วนเมียนมาร์ กำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตข้าวนึ่งในหลายเขตของประเทศเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในต่างประเทศ ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกรรมข้าวพม่าคาดว่าในปี 57 จะส่งออกข้าวนึ่ง 300,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 56 ที่ส่งออก 30,000 ตันโดยตลาดสำคัญอยู่ที่ ยุโรปและรัสเซีย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน

  • ก.อุตฯ ระดมสมองถกรื้อระบบอ้อย

    ก.อุตฯ ระดมสมองถกรื้อระบบอ้อย

    นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเปิดเวทีระดมความเห็นร่วมกัน 3 ฝ่าย ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม โรงงานน้ำตาล และชาวไร่อ้อย เพื่อสรุปแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายตามแผนพัฒนา 8 ปี รวมถึงการปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อสรุปประเด็นเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ได้ภายในส.ค.นี้ทั้งนี้ในปัจจุบันตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและนำ้ตาล จะมีการเพิ่มผลผลิตอ้อย ทำให้โรงงานน้ำตาลทรายหลายรายยื่นขอย้าย และขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม ซึ่งที่รอการพิจารณามี 10 ราย ซึ่งการอนุมัติให้นั้นต้องรอสรุปปัญหาทั้งหมด โดยเฉพาะระยะห่างที่ตั้งโรงงานให้ได้ก่อน เพราะขณะนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก โดยโรงงานบางส่วนต้องการให้ลดระยะห่างของโรงงานน้ำตาลระหว่างกันจากหลักเกณฑ์เดิม 80 กม.ให้เหลือ 50 กม. หรือบางรายให้ยกเลิกการกำหนดระยะห่างออกไปให้ชัดเจนแหล่งข่าวจากโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดจัดสัมมนาวันที่ 16 ส.ค.นี้ แต่ได้เลื่อนออกไป เนื่องจากยังไม่มีความพร้อมในเรื่องข้อมูลรายละเอียดที่ตรงกัน หากเปิดเวทีเพื่อที่จะสรุปในวันดังกล่าว จะใช้เวลาไม่เพียงพอ และกลายเป็นเวทีถกเถียงกัน และไม่มีข้อสรุป โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือระยะห่างโรงงาน รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาที่รายละเอียดระหว่างโรงงานและชาวไร่ยังไม่ได้ข้อสรุปตรงกันอย่างไรก็ยอมรับว่า ปัจจุบันโรงงานน้ำตาล ยังไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ถึงระยะห่างโรงงานน้ำตาลว่าเท่าไร จึงจะเหมาะสม ซึ่งข้อสรุปเบื้องต้นที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำหนด คือ อาจกำหนดให้เป็นเงื่อนไขพิเศษกรณีต่ำกว่า 80 กม. คือ จะต้องได้รับความยินยอมจากทุกฝ่าย ต้องมีปริมาณอ้อยขั้นต่ำที่เหมาะสม เป็นต้น ซึ่งหากยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวได้ปัญหาก็จะได้จบลงเพื่อให้การขยายโรงงานใหม่และเก่าที่ติดเงื่อนไขนี้เดินหน้าได้“บางส่วนติดเงื่อนไขระยะห่างไม่ถึง 80 กิโลเมตร เช่น โรงงานน้ำตาลตั้งใหม่ที่จังหวัดเลย ของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น และโรงงานกลุ่มมิตรผล ซึ่งที่ผ่านมาจุดยืนของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลต้องการยึดมติครม.เดิมที่ต้องห่างกัน 80 กม.แต่ในเมื่อ 2 โรงงานถูกฝ่ายราชการอนุมัติและตั้งโรงงานแล้ว จึงต้องถามฝ่ายราชการว่าปล่อยมาได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้โรงงานที่เตรียมขอย้ายและขยายโรงงานใหม่เขาก็ถามว่าที่ผ่านมายังอนุมัติไปได้แล้วแต่ของใหม่เหตุใดต้องรอกติกาให้ชัดก่อนซึ่งไม่เป็นธรรม”นายสมศักดิ์ สุวัฒิกะ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาทราย กล่าวว่า ในฤดูการผลิต 56/57 ไทยมีผลผลิตอ้อยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 103.66 ตัน และผลิตน้ำตาลได้ 11.29 ล้านตัน หรือ 110 ล้านกระสอบ ค่าความหวานก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 12.56 ซี.ซี.เอส.จากปีก่อนหน้า 10 ซี.ซี.เอส. ส่วนฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง คือ 57/58 นั้น คาดว่าปริมาณผลผลิตอ้อยก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 103 ล้านตันอ้อย เนื่องจากจะมีพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไปตามนโยบายเปลี่ยนนาข้าวเป็นไร่อ้อย โดยคาดว่า พื้นที่ปลูกอ้อยจะเพิ่มเป็น 12 ล้านไร่ จาก 10 ล้านไร่ ในฤดูกาล 56/57 ขณะค่าความหวานก็จะดีขึ้น เพราะได้พัฒนาพันธุ์อ้อยอย่างต่อเนื่องแหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กล่าวว่า ยอดขายน้ำตาลทรายปีนี้ ถือว่า ไม่ดีนัก ทำให้มีน้ำตาลค้างกระดานอยู่กว่า 3 ล้านกระสอบ เทียบกับระดับค้างกระดานปกติที่อยู่ที่ 1.8-2 ล้านกระสอบ โดย เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้อุตสาหกรรมที่มีน้ำตาลเป็นวัตถุดิบทั้งอาหารและเครื่องดื่มมีความต้องการลดลง ส่งผลต่อปริมาณการบริโภคน้ำตาลโดยรวมของทั้งประเทศเนื่องจากในปริมาณโควตาน้ำตาลขายในประเทศ หรือโควตาก. ที่ 2.5 ล้านตัน หรือ 25 ล้านกระสอบนั้นกว่า 80% เป็นการใช้ในภาคอุตสาหกรรม เป็นการบริโภคในครัวเรือนเพียง 20%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.อุตฯ ระดมสมองถกรื้อระบบอ้อย