หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ดันตั้งชุมชนท่องเที่ยว

    ดันตั้งชุมชนท่องเที่ยว

    พันเอกนาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ทุกพื้นที่พิเศษไปดำเนินการจัดตั้งชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ เพิ่มอีกอย่างน้อย 1 ชุมชน เพื่อผลักดันชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้น ภายหลัง ชุมชนต้นแบบ กว่า 13 แห่งที่นำร่องทำแผนพัฒนาเพิ่มเติมไปแล้ว ได้ทำรายได้ในชุมชนให้เพิ่มขึ้นกว่า 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน“ยอมรับว่า ทั้ง 13 ชุมชนต้นแบบ ที่ได้ดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนระยะ 4 ปี ที่เริ่มตั้งแต่ปี 55 ปัจจุบันชุมชนมีความรู้ความเข้าใจการบริหารจัดการพื้นที่ของตัวเองให้มีความพร้อมรองรับการท่องเที่ยวมาก และสร้างจุดเด่นดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่อ งเที่ยวต่างชาติ จากนี้ก็จะต้องทำการพัฒนาแบบบูรณาการ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์ไปด้วยกัน”ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาได้มอบหมายให้สำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน (สทช.) ไปจัดทำเกณฑ์มาตร,ฐาน โดยมีทั้งหมด 5 ด้านได้แก่ การจัดทำกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนมีการจัดการอย่างยั่งยืน ,การท่องเที่ยวโดยชุมชนมีการกระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่น สังคม และคุณภาพชีวิต ,การท่องเที่ยวโดยชุมชนมีการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม ,การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน และ การบริการและความปลอดภัย โดยเกณฑ์มาตรฐาน ดังกล่าว พัฒนาขึ้นตามหลักเกณฑ์ ของ โกลบอล ซัสเทนเนเบิ้ล ทัวร์ริสซึ่ม ครีเทอเรียล และนำมาปรับให้เหมาะกับชุมชนของไทย เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับ 13 ชุมชนต้นแบบที่มีอยู่ปัจจุบัน ได้แก่ ชุมชนแหลมกลัด ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด ชุมชนห้วยใหญ่ ชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ย เมืองพัทยา ชุมชนนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร ชุมชนบ้านคุกพัฒนา ชุมชนเมืองเก่าสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ชุมชนกกสะทอน ชุมชนปลาบ่า จังหวัดเลย ชุมชนน่านในเวียง ชุมชนบ่อสวก จังหวัดน่าน ชุมชนบ้านไร่กองขิง และชุมชนสันลมจอย จังหวัดเชียงใหม่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันตั้งชุมชนท่องเที่ยว

  • รยส.ซื้อใบยาสูบเกินโควต้าช่วยชาวไร่

    รยส.ซื้อใบยาสูบเกินโควต้าช่วยชาวไร่

    น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ (รยส.) เปิดเผยว่า เมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ รยส.ได้ลงพื้นที่หารือกับเกษตรกรชาวไร่ใบยาในพื้นที่ภาคเหนือที่ประสบปัญหาผลผลิตเกิน โดยมีมติรับซื้อใบยาที่เกินโควต้าทั้งหมด 15% เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวมทั้ง กำหนดให้เป็นบรรทัดฐานการรับซื้อใบยาเกินโควต้าในพื้นที่อื่นๆ ถือเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว 3 ปี ตามแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวไร่ยาสูบทั้งนี้ โรงงานยาสูบมีหน่วยงานในส่วนภูมิภาค กระจายในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานยาสูบเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ สุโขทัย เพชรบูรณ์ บ้านไผ่ หนองคาย และนครพนม มีหน้าที่หลักในการส่งเสริมการผลิตและรับซื้อใบยาจากชาวไร่ในสังกัด ทั้ง 3 ชนิดใบยา ประกอบด้วย ใบยาเวอร์ยิเนีย ใบยาเบอร์เลย์ และใบยาเตอร์กิซ ซึ่งกระบวนการจัดหาใบยามีระบบการดำเนินงานอย่างครบถ้วน โดยปัจจุบันมีชาวไร่ในสังกัดมากกว่า 17,000 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่ปลูกกว่า 100,000 ไร่ รับซื้อใบยาปีละกว่า 30-33 ล้านกิโลกรัม และคิดเป็นมูลค่าใบยาที่โรงงานยาสูบกระจายรายได้สู่เกษตรกรปีละ 2,800 ล้านบาทขณะเดียวกัน รยส.ยังมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพใบยาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมให้ชาวไร่เพาะปลูกใบยาให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี เพื่อให้ใบยาสูบไทยมีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมทั้ง จัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่ชาวไร่ สนับสนุนการสร้างโรงบ่มใบยาแบบประหยัดพลังงาน การส่งเสริมให้มีศูนย์เผยแพร่การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน และร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมและชุมชนในท้องถิ่น"โรงงานยาสูบได้ให้ความสำคัญของคุณภาพใบยา ซึ่งจะมีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค การสร้างความยั่งยืนให้ชาวไร่ที่ยึดอาชีพเพาะปลูกยาสูบเป็นหลัก รวมทั้งการดูแลคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นด้วยโดยเฉพาะการพัฒนาผลผลิตเพื่อยกระดับคุณภาพใบยาอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นส่งเสริมให้ชาวไร่ทำการผลิตใบยาสูบตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ตามกรอบของสมาคมวิทยาศาสตร์ยาสูบนานาชาติ เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพที่ดี คุ้มค่าในการลงทุน เกิดการพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจไปสู่ระบบการเกษตรที่ยั่งยืน"

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รยส.ซื้อใบยาสูบเกินโควต้าช่วยชาวไร่

  • “ธนารักษ์”ยันเหรียญสิบปี 33 มี 50 ล้านเหรียญ

    “ธนารักษ์”ยันเหรียญสิบปี 33 มี 50 ล้านเหรียญ

    จากกระแสข่าวฮือฮา เมื่อเจ้าของร้านปาหนันจิวเวลรี่ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กรับซื้อเหรียญ 10 บาท เฉพาะที่ผลิตเมื่อปี พ.ศ.2533 ด้วยมูลค่า 1 แสนบาท/เหรียญ ส่งผลให้มีการแชร์ข้อความในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเจ้าตัวระบุว่าความสำคัญของเหรียญ 10 บาท ที่ผลิตปี พ.ศ.2533 มีเพียง 100 เหรียญเท่านั้น เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์เหรียญกษาปณ์ที่ประเทศแคนาดา เลยทำให้เป็นเหรียญที่ไม่ได้เอามาใช้กันในชีวิตประจำวันจนเป็นของหายากไปแล้วล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ได้เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า กรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วว่า ปี พ.ค.2533 ไม่ได้มีเหรียญ 10 บาท แค่จำนวน 100 เหรียญเท่านั้น เนื่องจากเมื่อปี 2533 ได้ซื้อเหรียญ 10 บาทสำเร็จรูปมาจาก บริษัทโอลินบราส ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนถึง 50 ล้านเหรียญเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นไม่ได้มีแค่ 100 เหรียญ ตามข่าวลือแน่นอน ขณะที่ ปี 2532 ได้ซื้อเหรียญสำเร็จรูปมาจาก บริษัท ดิ อิตาเลียน เสตท มิ้นท์ จำนวน 100 ล้านเหรียญ"ส่วนเรื่องการนำเหรียญไปแสดงโชว์ที่ประเทศแคนนาดาหรือไม่นั้น ยังไม่ขอยืนยัน แต่ก็สั่งให้ฝ่ายผลิตเหรียญกษาปณ์ไปตรวจสอบข้อมูลแล้ว คาดว่าต้องใช้เวลา เพราะติดวันหยุดราชการ 4 วัน ที่ยืนยันได้แน่คือ ปี 2532 – 2533 เราซื้อเหรียญ 10 บาท รวมกันถึง 150 ล้านเหรียญ"ด้าน นายวีระวุฒิ ศรีเปารยะ รองอธิบดีด้านเหรียญกษาปณ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากเหรียญ 10 บาท มีการผลิตขึ้นในปี 2532,2533 นั้นเป็นเวลานานแล้ว แต่ในหลักการผลิตเหรียญในจำนวนแค่ 100 เหรียญนั้นเป็นไปได้ยาก และเหรียญดังกล่าวก็เป็นการผลิตเพื่อใช้หมุนเวียนในระบบ ไม่ได้ผลิตออกมาเพื่อเป็นเหรียญที่ระลึก โดยการผลิตเหรียญแต่ละครั้ง เฉลี่ยต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญเป็นที่ชัดเจนอยู่แล้ว.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ธนารักษ์”ยันเหรียญสิบปี 33 มี 50 ล้านเหรียญ