เมื่อวันที่ 10 ส.ค. กลายเป็นกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว สำหรับเรื่องเหรียญ 10 บาท ที่ไม่ได้มีมูลค่าแค่ตามจำนวนดังกล่าว หลังหนุ่มเจ้าของร้านปาหนันจิวเวลรี่ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กขอรับซื้อเหรียญ 10 บาท ที่ผลิตเมื่อปี พ.ศ.2533 ด้วยมูลค่า 1 แสนบาทต่อหนึ่งเหรียญ เนื่องจากระบุว่าเหรียญสิบปีนั้นมีผลิตแค่ 100 เหรียญเท่านั้น ทำให้ประชาชนทั่วหองระแหงต่างต้องรีบงัดเหรียญ 10 บาท ที่พกติดตัวอยู่มาตรวจดูว่าเป็นปีอะไร เพื่อหวังจะได้เป็นลาภลอยมีมูลค่ามหาศาล สร้างกระแสข่าวครึกโครมเป็นอย่างมากกระทั่ง นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ให้สัมภาษณ์กลบกระแสไฟลุกโชน ว่า กรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วว่า ปี พ.ค.2533 ไม่ได้มีเหรียญ 10 บาท แค่จำนวน 100 เหรียญเท่านั้น เนื่องจากเมื่อปี 2533 ได้ซื้อเหรียญ 10 บาทสำเร็จรูปมาจาก บริษัทโอลินบราส ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนถึง 50 ล้านเหรียญเลยทีเดียว จึงเป็นแค่ข่าวลือ นอกจากนั้น นายวีระวุฒิ ศรีเปารยะ รองอธิบดีด้านเหรียญกษาปณ์ ยังตอกย้ำเพิ่มเติมอีกว่า การผลิตเหรียญแต่ละครั้ง เฉลี่ยต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าจะมีแค่ 100 เหรียญ คงเป็นเรื่องยากล่าสุดช่วงเย็นวันเดียวกัน นายนริศ ได้ออกมาเปิดเผยกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งต่างจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก โดยกล่าวว่า การผลิตเหรียญกษาปณ์จำนวน 100 เหรียญนั้น มีความเป็นไปได้ หากจำนวนสั่งผลิตในแต่ละรอบมีการผลิตไว้ปริมาณมากๆในปีก่อนหน้า และจำเป็นจะต้องผลิตให้เต็มจำนวนในปีถัดไป โดยบางกรณีอาจเป็นการชดเชยการผลิตเหรียญราคาอื่นได้ ซึ่งขณะนี้ กรมธนารักษ์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ เพราะเจ้าหน้าที่ดูแลสายงานผลิตเหรียญกษาปณ์ติดราชการอยู่ต่างประเทศ สัปดาห์หน้าถึงจะรู้ชัด"แต่เบื้องต้นพบว่า ได้มีการหาแหล่งจัดซื้อจัดหาเหรียญตัวเปล่าและเหรียญสำเร็จรูปชนิดราคา 10 บาท ในปี 2532 เป็นจำนวน 100 ล้านเหรียญ และปี 2533 จำนวน 20 ล้านเหรียญจริง เพียงแต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าการผลิตเหรียญจำนวนนั้น มีการตีตราผลิตไว้ว่าเป็นปีใด อาจไม่ได้ตีตราปี 2533 ไว้ทั้งหมด ดังนั้นข้อสันนิษฐานเหรียญ 10 บาท ปี 2533 มีแค่ 100 เหรียญนั้นก็มีความเป็นไปได้ เพราะบางครั้งการผลิตเหรียญอาจใช้วิธีผลิตให้เต็มจำนวน ยกตัวอย่าง ปีนั้นต้องผลิตเหรียญ 1 ล้านเหรียญ ในส่วนของเหรียญบาท, เหรียญ 50 สตางค์, เหรียญ 25 สตางค์, แต่ปรากฎว่าการผลิตขาดไป 100 เหรียญ ดังนั้นก็เลยผลิตเหรียญ 10 บาท เพิ่มเติมเข้าไปให้เต็ม" อธิบดีกรมธนารักษ์ เผยผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเอกสารการผลิตเหรียญกษาปณ์ย้อนหลังของกรมธนารักษ์ พบว่ายังมีการลงข้อมูลที่ไม่ตรงกันอยู่ โดยรายงานแผนการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนพระบรมรูปรัชกาลที่ 9 รูปพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม มีการลงข้อมูลการผลิตเหรียญ10 บาท เพื่อใช้หมุนเวียนในปี 2533 ที่จำนวน 100เหรียญจริง ตามที่เป็นกระแสข่าวอยู่ในสังคมโซเชียล ส่วนในปี2532 มียอดผลิต 100 ล้านเหรียญ แต่ขณะเดียวกัน รายงานประจำปี 2533 ของกรมธนารักษ์ กลับระบุข้อมูลการผลิตเหรียญกษาปณ์ทั้งหมดในปี 2533 ว่าเหรียญชนิดราคา 10 บาท มีจำนวนผลิตถึง 100 ล้านเหรียญ ทำให้ยังเป็๋นที่สับสนว่าข้อมูลใดถูกต้องกันแน่ ซึ่งกรมธนารักษ์ก็ยังไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงในรายละเอียดได้ และขอเวลาตรวจสอบอีกครั้ง.ข่าวที่เกี่ยวข้อง "ธนารักษ์"ยันเหรียญสิบปี 33 มี 50 ล้านเหรียญ ฮือฮารับซื้อเหรียญ10บาทปี2533 ราคา1แสนบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เป็นไปได้เหรียญสิบมี 100 เหรียญ
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เป็นไปได้เหรียญสิบมี 100 เหรียญ
-

แนะส่งเสริมธุรกิจเพศที่3กระตุ้นท่องเที่ยว
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการเดินทางไปศึกษาเรียนรู้เศรษฐกิจในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น พบว่า หากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 แล้ว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมหรือส่งเสริมธุรกิจด้านของเพศที่ 3 ในไทยจะมีความโดดเด่นมากที่สุด เนื่องจากไทยได้เปิดกว้างในเรื่องนี้ และสังคมไทยได้ยอมรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น ต่างจากหลายประเทศที่สังคมไม่ยอมรับ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการในการกระตุ้นการจัดกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเพศที่ 3 ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล“จากการสอบถามไกด์ในแต่ละประเทศ พบว่ากลุ่มคนเพศที่ 3 เมื่ออยู่ในประเทศนั้น มักทำตัวเป็นผู้ชาย 100% เพราะหลายประเทศกระแสสังคมไม่ยอมรับ ดังนั้นเมื่อได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วคนกลุ่มนี้ก็จะสามารถแสดงออกของตัวตนที่แท้จริงได้เต็มที่ ดังนั้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าวต้องมีกิจกรรมดึงดูดในหลายพื้นที่เพื่อสร้างรายได้และการเกิดธุรกิจรองรับจำนวนมากจากปัจจุบันที่มีเมืองพัทยาที่มีความโดดเด่นมากในด้านนี้”นอกจากนี้ยังพบว่าบรรดาแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา พม่า มีความชื่นชอบเจ้าของกิจการที่เป็นคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะแรงงานเวียดนาม จึงต้องการให้ไทยเข้ามาลงทุนในเวียดนามมากขึ้น เนื่องจากนายจ้างคนไทยดูแลลูกจ้างดีรวมถึงไม่มีการทำร้ายร่างกายเหมือนนายทุนต่างชาติจากบางประเทศที่แรงงานเหล่านั้น อ้างว่ามีการทำร้ายร่างกายหรือต่อว่าอย่างรุนแรงในกรณีที่ทำงานผิดพลาดหรือทำไม่ได้ตามเป้าหมาย“ที่ผ่านมานักลงทุนจากไทยได้ไปลงทุนในประเทศอาเซียนไม่มากนักหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน เช่น การลงทุนในเวียดนาม มูลค่าโครงการลงทุนไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และ มาเลเซีย ส่วนมูลค่าลงทุนในประเทศกัมพูชา พบว่าไทยอยู่อันดับ 2 รองจาก สิงคโปร์, มูลค่าลงทุนในอินโดนีเซีย พบว่าไทยอยู่อันดับ 3 รองจาก สิงคโปร์ และ มาเลเซีย และ ในพม่า พบว่าไทยอยู่อันดับ 1 ของอาเซียน โดยกิจการส่วนใหญ่ที่ไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เสื้อผ้า เกษตรแปรรูป โรงสีข้าว รองเท้า การผลิตเหมืองแร่ พลังงาน น้ำมัน อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เป็นต้น”สำหรับในส่วนของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) จากทั่วโลกที่เข้ามาลงทุนในอาเซียนในช่วง 4 ปีทีผ่านมา (53-56) ไทยอยู่ในอันดับ 4 โดยอันดับ 1 เป็นสิงคโปร์ มูลค่า 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาเป็น อินโดนีเซีย มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, มาเลเซีย มูลค่า 43,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ไทย มูลค่า 36,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, เวียดนาม มูลค่า 32,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ฟิลิปปินส์ มูลค่า 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, พม่า มูลค่า 8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ,กัมพูชา มูลค่า 4,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ลาว มูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทคนไทยที่ไปลงทุนในเวียดนามประมาณ 100 รายส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จอย่างดี เนื่องจากเวียดนามมีประชากร 92 ล้านคนมากกว่าไทยที่มีประชากร 65 ล้านคน ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเสรษฐกิจในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับ 5-6% ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างประสบความสำเร็จมาก อย่างไรก็ตามทราบว่าปัจจุบันมีเอสเอ็มอีสนใจเข้าไปลงทุนในเวียดนามมากแต่หลายรายไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปลงทุนเพราะกลัวว่าจะขาดทุน ดังนั้นทางหอการค้าไทยจะมีการจัดโครงการให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอีที่จะไปลงทุน สำหรับรายใหญ่ที่ประสบความเร็จในเวียดนาม เช่น บริษัท ปตท. กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน และเครือเอสซีจี เป็นต้น"สถานการณ์ของประชากรของเวียดนามพบว่า มีประชากรในวัยแรงงานจำนวนมากและมีค่าแรงต่ำ โดยประชากรทั้งหมด 92 ล้านคน จำนวนนี้เกือบ 60% ของทั้งประเทศอายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งล้วนอยู่ในวัยทำงานและมีการใช้จ่าย, คนเวียดนามมีความขยันขันแข็ง โดยเฉพาะสตรี จะทำงานหนักและมีความรับผิดชอบสูง, เป็นผู้รักการศึกษา, สนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ"
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะส่งเสริมธุรกิจเพศที่3กระตุ้นท่องเที่ยว -

ระดมมาตรการรัรกษาความปลอดภัย
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานราชการ รวมถึงขอความร่วมมือภาคเอกชน ที่ให้บริการเดินทางสาธารณะ ทั้งระบบราง ถนน น้ำ และอากาศ เพิ่มแนวทางสร้างความปลอดภัยในการเดินทางแก่ผู้หญิง และเด็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้นำร่องเปิดให้บริการรถไฟสำหรับผู้หญิงและเด็กไปแล้ว และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีนายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.กล่าวว่า ได้จัดโครงการที่จอดรถสำหรับสุภาพสตรี เลดี ปาร์กิง ที่ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง โดยนำร่องเปิดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นที่แรกวันที่ 12 ส.ค.นี้ โดยจัดพื้นที่อาคารจอดรถ 2 ชั้น 3 ทั้งชั้น จอดรถได้ 450 คัน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสตรีอำนวยความสะดวก แต่จะอนุญาตให้เฉพาะสุภาพสตรีที่เดินทางคนเดียว หรือมีเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีสามารถจอดรถได้เท่านั้นส่วนสนามบินแห่งอื่น ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย และท่าอากาศยานภูเก็ต ขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจัดพื้นที่จอดรถเลดี ปาร์กิง บริเวณหน้าอาคารจอดรถผู้โดยสาร ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง มีแผนปรับปรุงที่จอดรถชั้น 3เอ และ 3 บีของอาคารจอดรถ 7 ชั้น เพื่อเป็นที่จอดรถสำหรับสุภาพสตรีจอดรถได้ 200 คัน ซึ่งจะใช้เวลาปรับปรุง 2 เดือน ส่วนท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานเชียงใหม่ อยู่ระหว่างการดำเนินการเช่นกัน ขณะเดียวกันยังมอบนโยบายให้ท่าอากาศยานทุกแห่งพิจารณา ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง ติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการสูงสุดด้วยด้านนางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร กรรมการผู้อำนวยการสายงานบริหาร บริษัทนครชัยแอร์ จำกัด กล่าวว่า นครชัยแอร์ได้เปิดบริการโซนที่นั่งพิเศษ สำหรับผู้โดยสารที่เป็นสุภาพสตรี หรือเลดี้โซน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป เพื่อสร้างความปลอดภัยและสะดวกสบายแก่ผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว บนรถนครชัยแอร์เฟิร์สคลาส และโกลดผคลาสในทุกเที่ยว ทุกคัน โดยนำร้องก่อนเส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปขอนแก่น มหาสารคาม หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ และเชียงราย”นครชัยแอร์ได้เพิ่มความสะดวกสบาย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริการ ด้วยความปลอดภัย ให้กับลูกค้าประชาชน ผู้โดยสาร ที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ เปิดให้บริการสำรองที่นั่งแล้ว และมีผู้สนใจเลือกที่นั่งเลดี้โซนถึง 12,000 คน และความจะได้รับผลตอบรับเพิ่มต่อเนื่อง”นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ รักษาการผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.ได้เปิดให้บริการรถโดยสารปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 สำหรับสุภาพสตรีและเด็ก (เลดี้แอนด์ชิลเด้นท์คาร์) ไปแล้ว โดยนำร่อง 4 ขบวน เส้นทาง กรุงเทพ- เชียงใหม่ กรุงเทพ-สุไหงโกลก กรุงเทพ- อุบลราชธานี และกรุงเทพ-หนองคาย เส้นทางละ 1 โบกี้ต่อขบวน ขบวนละ 40 ที่นั่ง ซึ่งผลปรากฎว่าได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงหยุดยาววันแม่แห่งชาติ มีผู้โดยสารจองใช้บริการเต็มเกือบทุกที่นั่งทั้งนี้ภายในรถโดยสารสุภาพสตรีและเด็ก มีการจัดพนักงานประจำรถ พนักงานปูเตียง พนักงานประจำตู้เสบียงและพนักงานทำความสะอาด รวมทั้งเจ้าหนัาที่ตำรวจเป็นผู้หญิงทั้งหมด และมีข้อกำหนดว่าผู้ใช้บริการจะต้องเป็นสุภาพสตรี หรือเด็กที่มีอายุไม่เกิน 10 ขวบ ความสูงไม่เกิน 150 ซม. พร้อมกับดูแลความปลอดภัยเข้มงวด ห้ามบุคคลภายนอกเข้าออกตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 นด้านนายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กำลังอยู่ระหว่างศึกษาจัดทำโครงการ เลดี แท็กซี่ หรือรถแท็กซี่สำหรับสุภาพสตรี โดยจะมีคนขับเป็นผู้หญิง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางแก่ผู้โดยสารสุภาพสตรีมากขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังดูในรายละเอียด พร้อมทั้งหารือกับสหกรณ์แท็กซี่ รวมถึงผู้ประกอบการ และอู่แท็กซี่ ถึงข้อดีข้อเสียของการทำรถเลดี แท็กซี่ว่ามีความเหมาะสมในการทำรูปแบบใดรายงานข่าวแจ้งว่า การทำเลดี แท็กซี่ ยังติดปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ในการให้บริการ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนคนขับที่เป็นผู้หญิงน้อย โดยฝ่ายเอกชนกังวลว่าหากผลักดันให้เกิดไป อาจทำให้ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ เพราะรถเลดี้แท็กซี่จะรับได้เฉพาะผู้หญิงอย่างเดียว หากมีผู้ชายมาด้วยก็ขึ้นไม่ได้ จึงอาจต้องวิ่งรถเปล่านานกว่าปกติ ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าเช่ารถและค่าเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันยังห่วงว่าหากมีคนขับหญิง และรถแท็กซี่ออกมาน้อย ก็ทำให้โครงการไม่ค่อยได้รับนิยม ดังนั้นจึงเสนอให้กรมการขนส่งทางบกศึกษาหลักเกณฑ์รายละเอียดอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการสร้างความปลอดภัยเพิ่ม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ระดมมาตรการรัรกษาความปลอดภัย