แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชน รู้สึกพอใจการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากผู้บริหารกระทรวงอุตฯ กำลังเร่งดำเนินนโยบายตามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการลดระยะเวลาการออกใบอนุญาตในหลายหน่วยงาน จากที่ผ่านมาการขอใบอนุญาตจากกระทรวงอุตฯจะต้องใช้ระยะเวลา และมีขั้นตอนในเรื่องเอกสารที่ยุ่งยาก ส่งผลให้บางรายต้องเสียโอกาสในการทำธุรกิจ และหลายรายยอมที่จะเสียค่าปรับ เปิดดำเนินธุรกิจก่อนที่จะได้ใบอนุญาต สำหรับการลดขั้นตอนการออกใบอนุญาต ของหน่วยงานกระทรวงอุตฯ ในขณะนี้ เช่น การขอใบอนุญาตการประกอบการกิจการโรงงาน (รง.4) จากระยะเวลา 90 วัน เหลือ 30 วัน ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) , การออกใบอนุญาตมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จาก 43 วัน เหลือ 26 วัน และทราบว่า เร็วๆ นี้จะมีหลายหน่วยงานของกระทรวงอุตฯจะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สภาการเหมืองแร่ได้เข้าหารือประเด็นการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ และปัญหาต่างๆเกี่ยวกับการทำเหมือง โดยกระทรวงฯ ได้มอบหมายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) เร่งรัดปรับปรุงกระบวนการอนุมัติอนุญาตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เช่น การยกเลิกคณะกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับการขออนุญาตสำรวจและทำเหมืองแร่ ส่วนประเด็นการตรวจสอบเอกสารทางวิชาการ เช่น รายงานลักษณะธรณีวิทยาแหล่งแร่ แผนผังโครงการทำเหมือง จะกำหนดมาตรฐานการจัดทำรายงานและกำหนดระยะเวลาตรวจสอบให้ไม่เกิน60 วัน อาจพิจารณามอบให้บริษัทที่ปรึกษา หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ขึ้นทะเบียนกับ กพร. ในลักษณะของบุคคลที่3 (เติร์ดปาร์ตี้) เข้ามาช่วยจัดทำรายงานให้เป็นไปอย่างถูกต้อง “อะไรที่อยู่ในอำนาจของกระทรวงฯ จะเร่งจัดการเสนอแก้ไข ส่วนประทานบัตรและอาชญาบัตรเหมืองแร่ที่อยู่ระหว่างพิจารณา ก็จะเร่งรัดออกใบอนุญาต โดยขอยืนยันว่าจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ในทุกขั้นตอน หากพบว่าเจ้าหน้าที่ท่านใดปฏิบัติไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดทุกรายหรือหากมีข้อติดขัดเกี่ยวกับการขออนุญาตให้ติดต่อที่ศูนย์อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนฯ หรือติดต่อได้ที่ โทร. 0-2202-3866ในวันเวลาราชการ” อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังพบพฤติกรรมการทำเหมืองที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือเหมืองเถื่อน เรื่องนี้ได้สั่งให้อุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ร่วมกับสำนักงานเขตของ กพร.ตรวจสอบการทำเหมืองแร่ทุกแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่จะมีการลักลอบทำเหมือง ตลอดจนเหมืองแร่ที่หมดอายุประทานบัตรไปแล้ว รวมถึงได้ขอให้สภาการเหมืองแร่ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกผู้ประกอบการเหมืองแร่ให้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย เพื่อสร้างการยอมรับของสังคมต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่ ด้านการกำกับดูแลการทำเหมือง กระทรวงอุตสาหกรรมจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด นายปณิธาน จินดาภู อธิบดี กพร.กล่าวว่า ปกติการขอประทานบัตรจะหมดเวลาไปกับการทำรายงานลักษณะธรณีวิทยาแหล่งแร่ แผนผังโครงการทำเหมือง ซึ่งมีกระบวนการทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และหลายหน่วยงาน ประกอบกับผู้ประกอบการเตรียมเอกสารไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องมีการเรียกเอกสารเพิ่ม จนบางกรณีต้องใช้เวลาในขั้นตอนนี้เป็นปี ดังนั้นการใช้เติร์ดปาร์ตี้ ซึ่งผ่านการขึ้นทะเบียนกับ กพร. มาเป็นผู้ตรวจสอบการจัดเตรียมเอกสารทั้งหมดให้ก่อนจะทำให้กระบวนการนี้สั้นลงให้อยู่ในกรอบ60 วันตามที่กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้เมื่อเอกสารครบส่งเข้ามาที่ กพร. แล้วใช้เวลาอนุมัติไม่นานเพราะไม่ต้องตรวจสอบเพิ่มมากเนื่องจากมีเติร์ดปาร์ตี้ตรวจสอบให้เบื้องต้นแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนยาหอมอุตฯลดขั้นตอนใบอนุญาต
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

เอกชนยาหอมอุตฯลดขั้นตอนใบอนุญาต
-

คลังเล็งเพิ่มจีดีพีไทย
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทีมของ สศค. เร่งสำรวจภาพรวมตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้อีกครั้ง หลังจากมีสัญญาณบ่งชี้ว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะภาคการส่งออก ที่ก่อนหน้านี้เคยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ก็เริ่มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสที่จีดีพีในปีนี้จะเติบโตได้มากกว่าหรือใกล้เคียงกับที่ สศค. คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ สศค. มองว่าแม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงพิเศษที่น่าจับตา หลังจากมีปัญหาเรื่องสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ประณามการเข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) และตัดความช่วยเหลือข้อตกลง รวมไปถึงความร่วมมือทั้งหมดจนกว่าประเทศไทยจะมีการจัดการเลือกตั้ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการในภาคการส่งออกส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลในประเด็นดัง กล่าวเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น เชื่อว่า ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกของไทยมากนัก เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับอียู จะมีผลต่ออุตสาหกรรมส่งออกบางกลุ่มเท่านั้น อาทิ กลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วคิดเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับภาพรวมการส่งออกของไทย ทั้งหมด “มีความเป็นห่วงปัญหาอียูบ้าง แต่เมื่อพิจารณาแล้วอาจไม่มีผลกระทบมากนัก เพราะเชื่อว่าผู้ประกอบการน่าจะปรับตัวและแก้ปัญหาในส่วนนี้ระหว่างกันได้ และมองว่าอียูยังไม่ได้ประกาศยุติการลงนามความตกลงทางการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับไทยแต่อย่างใด ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีที่เหลือ ก็มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีโอกาสที่จีดีพีในปีนี้จะเติบโตได้มากกว่าหรือใกล้เคียงกับที่ สศค. คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.6%”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเล็งเพิ่มจีดีพีไทย -

แนวโน้มตลาดแรงงานไทยตึงตัว
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มของสถานการณ์ด้านแรงงานไทยคาดว่าอาจตึงตัวของแรงงานในบางสาขาที่มีความต้องการต่อตลาดแรงงานไม่ทันต่อความต้องการของภาคการผลิต และอัตราว่างงานจะอยู่ในระดับที่ทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่เติบโตชะลอลงในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้นภายหลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจนแล้ว ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนจากความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้จ่ายภาคเอกชนซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป และจะส่งผลให้ผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจต่อเศรษฐกิจการเมืองในประเทศ และเป็นปัจจัยต่อการตัดสินใจขยายการลงทุน ขยายงาน และรับบุคลากรเพิ่มในอนาคต “สถานการณ์ด้านแรงงานของไทยโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราการว่างงานในเดือน พ.ค. 57 อยู่ในระดับต่ำที่ 0.9% ของกำลังแรงงานรวม ซึ่งคิดเป็นจำนวนผู้ว่างงาน 362,000 คน แต่หากพิจารณาผู้มีงานทำในตลาดแรงงานพบว่า จำนวนผู้มีงานทำในช่วง 5 เดือนแรกของปี 57 อยู่ที่ 37.7 ล้านคน หดตัว 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจ้างงานภาคเกษตรกรรมที่หดตัว 13.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลของการลดลงของผลผลิตข้าวเปลือกเป็นสำคัญ ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการอยู่ในเกณฑ์ดีโดยขยายตัวร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน” อย่างไรก็ตาม ปัญหาแรงงานของไทยส่วนใหญ่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนแรงงานประเภทไร้ฝีมือ โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมการผลิตเพชรพลอย อุตสาหกรรมเครื่องหนัง เป็นต้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่านิยมทางการศึกษาของเด็กไทยที่นิยมศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีมากกว่าสายอาชีพ ทำให้แรงงานที่จบออกมาสำหรับภาคการผลิตของไทยมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน จนนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดการจ้างงานในภาคการผลิต ช่วง 5 เดือนแรกมีจำนวนทั้งสิ้น 6.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 86,000 คน สะท้อนได้ว่าความต้องการแรงงานในสาขาการผลิตของไทยยังมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน ในประเทศไทยมีประมาณ 1.5 ล้านคน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนวโน้มตลาดแรงงานไทยตึงตัว