47 วัน…กับการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดูจะสร้างความพอใจให้กับประชาชนคนไทยในทุกกลุ่ม ทั้งบรรดารากหญ้า ชาวไร่ชาวนา แรงงาน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการต่าง ๆ เพราะสามารถเดินหน้าปลดล็อกปัญหามากมายที่สั่งสมมานาน ไล่ตั้งแต่เช็กบิลปัญหาการเมืองสารพัดม็อบที่บั่นทอนความสามัคคีของชาติ ไปจนถึงการแก้ปัญหาปากท้อง ลดค่าครองชีพให้กับคนรากหญ้ายันมนุษย์เงินเดือน ผ่านมาตรการ “คืนความสุขลอตแรก” เริ่มจากจ่ายเงินจำนำข้าวคืนชาวนา และล่าสุดได้ขยายเวลาลดภาษีต่ออีก 1 ปีทั้งภาษีเงินได้บุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม สารพัดมาตรการที่ทยอยออกมา แน่นอนว่า เป็นแนวทางสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับกู้เศรษฐกิจไทยให้กลับมายืนอยู่บนเส้นทางปกติ หลังจากปลายปีก่อนต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปีนี้ ประเทศไทยอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะเป็นรัฐล้มเหลว ด้วยสาเหตุหลักจากปัญหาชุมนุมทางการเมือง ปัญหาความขัดแย้ง และการบริหารงานที่มีข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยหลักที่คอยฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่… เมื่อคสช.เข้ามากุมอำนาจเอง ปัญหาต่าง ๆ จึงได้รับการแก้ไข ที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของความขัดแย้ง โพลหลายสำนักได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนพบว่า สิ่งแรกที่ประชาชนมีความสุขมากที่สุดหลังจากคสช.ยึดอำนาจคือ การชุมนุมของฝ่ายต่าง ๆ ได้ยุติลง โดยที่ไม่มีความรุนแรง และเชื่อว่าประเทศจะได้กลับมาสงบ และปลอดภัยอีกครั้ง รองลงมาคือเรื่องเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาปากท้อง เคลียร์หนี้-ลดต้นทุน ทั้งนี้นโยบายแรกที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้าคสช. บอกในที่ประชุมเป็นครั้งแรกหลังจากเข้ามายึดอำนาจของรัฐบาล โดยบอกให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งหาเงินที่ค้างอยู่กว่า 90,000 ล้านบาท มาจ่ายคืนให้กับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวอย่างเร็วที่สุด ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เองก็รับลูกรีบนำเงินสภาพคล่องของธนาคารมาจ่ายจนครบคนสุดท้ายเมื่อช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาไม่ถึงเดือน หลังจากที่ชาวนาส่วนใหญ่ต้องรอคอยเงินมาเป็นแรมปี ทำให้เห็นภาพชาวนาน้ำตาริน มีเงินที่เพียงพอจะไปลงทุนทำนารอบใหม่เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ต่อมาไม่นาน คสช.ก็คลอดแพ็กเกจอีกชุด ดูแลชาวนาที่ปลูกข้าวในรอบฤดูกาลการผลิต ปี 57/58 ด้วยการลดต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเช่าที่นา ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่ารถเกี่ยวข้าว ลงมาให้ได้ไร่ละ 432 บาท โดยใช้เงินจิ๊บจ้อยเพียง 4,747 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการทางการเงินอีกสารพัด เพื่อเป็นช่องทางให้ชาวนามีแหล่งเงินทุน และออกโครงการประกันภัยนาข้าว ลดความเสี่ยงหากผลผลิตถูกภัยธรรมชาติ ขณะเดียวกันยังวางแนวทางดูแลระยะยาว ซึ่งหลัก ๆ คือการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพ ตรึงราคาพลังงาน หลังจากคืนความสุขให้เกษตรกรไปแล้ว ก็ถึงคราวที่คสช.เดินหน้าแก้ปัญหาพลังงานให้รากหญ้า ผู้ที่ได้รับความสุขส่วนนี้คงหนีไม่พ้น พ่อค้าแม่ขาย เนื่องจากคสช.สั่งตรึงราคาพลังงานออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานแล้วเสร็จ โดยเฉพาะการตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจี ภาคครัวเรือน ให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 22.63 บาทต่อออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นราคาเดิม ซึ่งตามแผนแล้วราคาก๊าซหุงต้มต้องปรับขึ้นราคากิโลกรัมละ 50 สตางค์ต่อเนื่องจนถึงเดือน ต.ค. 57 ขณะที่ภาคขนส่งก็เฮ! เพราะ คสช.ได้สั่งให้ลดราคาน้ำมันดีเซลลงอีกลิตรละ 14 สตางค์ จากลิตรละ 29.99 บาท เหลือลิตรละ 29.85 บาท ตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย.เป็นต้นมา แต่ในอนาคต ต้องจับตาดูต่อไปว่า นโยบายคืนความสุขด้านการดูแลราคาพลังงาน จะทำได้ยาวนานเพียงใด เพราะราคาพลังงานทั้ง 2 ประเภทของไทยในปัจจุบัน ยังเป็นราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อีกทั้งยังต้องนำรายได้ของภาครัฐไปอุดหนุน ซึ่งถ้านับถึงตอนนี้ก็เป็นเวลานานกว่า 5 ปี ใช้เงินอุดหนุนสูงถึง 500,000 ล้านบาท จึงต้องดูต่อไปว่า จากนี้อาจปรับขึ้นราคาอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพของประชาชนมากนัก และภาระงบประมาณ ซึ่งหัวหน้าคสช.เอง ได้บอกไว้ล่าสุดว่าเบื้องต้นอาจกำหนดราคาพลังงานเป็นการชั่วคราวออกมาก่อน เพื่อลดภาระให้กับชาวบ้าน ก่อนเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาอย่างเป็นทางการ กดราคาลอตเตอรี่ เรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยอีกเรื่อง ก็คือเรื่องของราคาลอตเตอรี่ ที่บรรดาเซียนหวยต้องยอมแบกรับภาระควักเนื้อซื้อลอตเตอรี่ในราคาแพงกว่าที่กำหนดมานานหลายสิบปี! เรื่องนี้ คสช.ก็ไม่มองข้าม โดยเตรียมจัดระเบียบการจัดจำหน่ายกันใหม่ ของเดิมที่โควตา ที่ผลประโยชน์ เคยตกอยู่กับใครก็จะเข้าไปรื้อทิ้งใหม่หมด แม้เบื้องต้นไม่สามารถสังคายนาได้ภายใน 1 งวดหรือ 15 วัน แต่ก็ได้มีการขอความร่วมมือให้บรรดาคนขายลอตเตอรี่ขายในราคาที่เหมาะสม หรือต้องไม่เกิน คู่ละ 90 บาท เพราะต้องยอมรับว่าเรื่องนี้แก้ไขไม่ได้ง่าย ๆ ต้องใช้เวลา ดังนั้นจึงต้องรอดูว่าการคืนความสุขให้เซียนหวยจะสัมฤทธิผลหรือไม่ หรือเป็นเพียงสมบัติผลัดกันชมเท่านั้น ขณะเดียวกันปัญหาใหญ่ของประเทศในเวลานี้คือเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้ คสช.เองได้พยายามเร่งแก้ไขโดยที่ผ่านมาก็ได้มีคำสั่งย้ายข้าราชการระดับสูงออกมาแบบรายวัน หรือแม้แต่คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ มีการตรวจสอบโครงการต่าง ๆ รวมไปถึงการจัดตั้งซูเปอร์บอร์ดของรัฐวิสาหกิจ เพื่อกำหนดนโยบายการทำงานของคณะผู้บริหาร มีมาตรการควบคุมดูแล เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเป็นส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะที่ผ่านมาการเข้าไปนั่งเป็นประธานและกรรมการของแต่ละรัฐวิสาหกิจนั้น มีปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ถือว่า เนื้อหอมมากที่สุด เพิ่มวันหยุดเทศกาลวันแม่ หรือแม้แต่เรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ลุ้นกันมายาวนานว่า คสช.จะสั่งให้วันที่ 11 ส.ค.นี้ เป็นวันหยุดราชการหรือไม่ จนในที่สุดก็ได้เฮกันถ้วนหน้า หลังหัวหน้าคสช.ไฟเขียวให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเพิ่มอีก 1 วัน ไม่หยุดฟันหลออย่างที่หลายคนกังวล ทำให้หยุดยาวตั้งแต่วันที่ 9-12 ส.ค. ซึ่งคาดว่า จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่นิยมพาพ่อแม่ผู้สูงอายุ ท่องเที่ยวในระยะใกล้แทนการไปต่างประเทศ ขณะเดียวกัน คสช.ยังเตรียมฟื้นภาพลักษณ์ท่องเที่ยวครั้งใหญ่ โดยจัดกิจกรรมอีกมากมาย เพื่อดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้กลับมาสัมผัสกับความเป็น แลนด์ ออฟ สไมล์ อีกครั้ง ยืดเวลาลดภาษี เป็นมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังที่คืนความสุขให้ประชาชนอันล่าสุดที่คสช.ออกมา โดยขยายระยะเวลาการปรับลดภาษี 3 ประเภท ออกไปอีก 1 ปีจนถึงปี 58 คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่เป็น 7 อัตรา ตั้งแต่ 5-35% ถือเป็นการยกเว้นภาษีให้กับผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท และทำให้มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้น้อยจ่ายภาษีน้อย คนที่มีรายได้มากจ่ายภาษีมาก ต่อมาเป็นลดภาษีนิติบุคคล ให้อยู่ที่ 20% และต่ออายุภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่จะต้องเก็บ 10% ตามกฎหมายให้เหลือแค่ 7% ต่อไป แม้ว่าการปรับลดภาษีครั้งนี้ ทำให้รัฐขาดรายได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะประชาชนจะได้มีเงินไปจับจ่ายใช้สอย กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อีกทาง ทั้งหมดเป็นเพียงมาตรการบางส่วนที่ คสช.ได้พยายามเดินหน้าเพื่อที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหัวหน้า คสช.ได้ประกาศไว้ชัดเจนเมื่อคืนวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่าจะพยายามผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตให้ได้เกินกว่า 2% ดังนั้น…จึงต้องรอดูมาตรการสร้างความสุขของ คสช.กันต่อไป!. วสวัตติ์ โอดทวี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เร่งเข็นสารพัดมาตรการ ดันเศรษฐกิจไทยโต2%
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

เร่งเข็นสารพัดมาตรการ ดันเศรษฐกิจไทยโต2%
-

แนะรัฐทบทวนวิธีจัดธงฟ้า
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าปลีก-ส่งไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์มีแผนในการเพิ่มปริมาณจัดงานธงฟ้าราคาประหยัดว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯร้องเรียนว่าการจัดงานธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์มีข้อเสียมากกว่าข้อดี เนื่องจากเป็นการนำเงินไปให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ๆมากกว่าการกระจายให้กับผู้ค้าส่ง- ปลีกไทยที่อยู่ในพื้นที่ เพราะประชาชนจะซื้อตุนสินค้าอุปโภคและบริโภคไม่ต่ำกว่า 1 เดือน และมื่อสิ้นสุดมหกรรมธงฟ้าร้านค้าปลีกในพื้นที่จะขายของไม่ได้เหมือนปกติเป็นเดือนๆ ดังนั้นอยากให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนการจัดโครงการ สำหรับข้อเสนอของทางสมาคมฯ คืออยากให้กรมการค้าภายในจับมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการจัดงานมหกรรมธงฟ้าให้มีลักษณะเดียวกับงาน ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสนับสนุนให้จัดงานขึ้น โดยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการจัดหาสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตเพื่อนำมาจำหน่ายให้ประชาชน และให้ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดงาน ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจประชาชนได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูก ผู้ประกอบการมีรายได้เกิดการสะพัดของเงินต่อเนื่อง “เห็นด้วยกับการจัดงานธงฟ้าแต่อยากให้กรมการค้าภายในคำนึงถึงผู้ประอบการค้าปลีก-ส่งไทยในพื้นที่การจัดงานด้วย เพราะที่ผ่านมาทุกครั้งที่กรมจัดงานธงฟ้าในพื้นที่ส่งผลต่อยอดขายของร้านค้าปลีกในพื้นที่อย่างมากเพราะประชาชนเลือกที่จะซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคจากมหกรรมธงฟ้าไปกักตุนเพื่อใช้ในครัวเรือนแทนการซื้อจากร้านค้าปลีก-ส่งในพื้นที่ ส่วนร้านค้าที่จะซื้อสินค้าตุนไว้เพื่อจำหน่ายภายในบางครั้งก็ทำไม่ได้เพราะสินค้าบางชนิดใกล้หมดอายุ หรือหากไม่ใกล้หมดอายุแต่ก็ไม่ได้ขายเพราะประชาชนซึ่งเป็นลูกค้าเดิมซื้อตุนไว้ใช้นานอย่างต่ำก็ 1 เดือนขึ้นไป” นอกจากนี้ในส่วนของการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าอุปโภค บริโภคแพงขึ้นราคานั้น ตนมองว่าภาครัฐควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการสนับสนุนให้ผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า โดยไม่ผ่านห้างโมเดริ์นเทรดที่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆในอัตราที่สูงมากทำให้เป็นต้นทุนการจำหน่าย เช่น จากเดิมที่อาจกำหนดราคาจำหน่ายเพียง 10 บาทต่อชิ้น ก็อาจต้องบวกเพิ่มเข้าไปเป็น 20 บาท เพราะต้องบวกเพิ่มภาระค่าธรรมเนียมต่างๆเพื่อให้สามารถเข้าไปวางจำหน่ายสินค้าในห้างโมเดร์นเทรดได้ จึงกลายเป็นภาระของผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าในราคาแพง ทั้งนี้หากภาครัฐมีช่องทางให้สามารถวางจำหน่ายสินค้าได้โดยไม่ผ่านโมเดร์นเทรดก็จะทำให้ผู้บริโภคได้สินค้าในราคาที่ถูกลง และการจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก-ส่งไทยก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการช่วยทำให้ราคาสินค้าถูกลงได้ เพราะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเหมือนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพ และคืนความสุขให้ประชาชน กรมฯ ยังได้เพิ่มการจัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภคราคาต่ำกว่าท้องตลาด ในปีนี้จากปกติอีก 400 ครั้ง ซึ่งจะกระจายไปตามอำเภอต่างๆ เพื่อให้ทั่วถึงกับประชาชนในท้องถิ่น และจะนำงานธงฟ้าเข้าร่วมกับงานคืนความสุขให้ประชาชนในที่ต่างๆ ด้วย ส่วนเดือน ส.ค. นี้ จะมีการจัดงานวันพาณิชย์ขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 ส.ค. ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี และตลอดทั้งเดือนจะร่วมกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกและห้างสรรพสินค้าจัดมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่อีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะรัฐทบทวนวิธีจัดธงฟ้า -

แพ็กเกจทัวร์เที่ยวญี่ปุ่นราคาพุ่ง
นายศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า ในเดือน ส.ค.นี้ราคาแพ็กเกจทัวร์ไปเที่ยวญี่ปุ่น จะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปัจจุบันเริ่มต้นที่ 30,000 บาทต่อทริป เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกมาตรการดูแลความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มรายจ่ายต่างๆ เพื่อปรับระบบภายใน อาทิ การฝึกหัดพนักงานขับรถทัวร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามคนไทยจะยังคงใช้ฐานราคาเดิม ได้ ไปอีกสักระยะ เพราะบริษัททัวร์ได้จองสายการบินต้นทุนต่ำ(โลว์คอสต์) ไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งถือปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้ราคาแพ็กเกจถูกลง “ตั้งแต่อนุญาตฟรีวีซ่าไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น คนไทยก็ยังนิยมไปเที่ยวสูงมาก และทำให้ผู้ประกอบการแย่งชิงลูกค้ากัน และเปิดกลยุทธ์แบบสงครามราคาถูก จากเดิมแพ็กเกจอยู่ที่ 40,000-60,000 บาทก็เหลือเพียงเริ่มต้นที่ 30,000 บาทก็เที่ยวญี่ปุ่นได้แล้ว ซึ่ง สิ่งที่จะช่วยทำให้เซฟค่าแพ็กเกจลงมาได้ คือ การเดินทางด้วยสายการบินโลว์คอสต์ ที่ปัจจุบัน ไทยมีทั้ง เจ็ทสตาร์แอร์ไลน์ที่ให้บริการอยู่ แล้ว และจะเปิดเส้นทางใหม่ สายกรุงเทพฯ-ฟุกูโอกะ ขณะเดียวกัน แอร์เอเชียเอ็กซ์ที่จะเปิดบริการเดือน ก.ย.นี้ ก็จะมีบินตรงจาก ดอนเมือง – นาริตะ และจาก ดอนเมือง- โอซาก้า” สำหรับภาพรวมด้านการเดินทางออกนอกประเทศของนักท่องเที่ยวไทย(เอาท์บาวด์) ในปี 57 ยังคงเติบโตได้ดี เพราะเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มดีจากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้จ่ายค่าจำนำข้าวให้กับชาวนาครบจำนวน บวกกับสภาวะการเมืองที่สงบคนเริ่มหันมาสนใจท่องเที่ยวได้ จึงคาดว่านักท่องเที่ยวเอาท์บาวด์ในปี 57 จะเติบโตด้วยตัวเลขสองหลัก จากปี 56 ที่เดินทางมา 5.7 ล้านคนโดยแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นเอเชีย ได้แก่ โตเกียว ฮ่องกง สิงคโปร์ โอซาก้า (จากการสำรวจผ่าน www.hotels.com ปี 56) “ต้องยอมรับว่า เมื่อก่อนการเดินทางออกนอกประเทศจะเป็นการกระทำของลูกค้าระดับสูง (ไฮเอนด์) เท่านั้น แต่สมัยนี้จากการที่มีสายการบิน โลว์คอสต์มากขึ้น คนไทยเลยมีจุดกระตุ้นได้ง่ายค่าใช้จ่ายลดลง นักท่องเที่ยวระดับกลางมาท่องเที่ยวได้และต่อไปเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจเสรีอาเซียน (เออีซี) จะเป็นจุดกระตุ้นที่สำคัญของการเดินทางในเชิงท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไปด้วย” นอกจากนี้คนไทยยังเริ่มนิยมเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกไปในประเทศใกล้ๆ อาทิ กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ ฮ่องกง พม่า และมาเลเซีย โดยเขมรและลาวราคาเริ่มต้นยังอยู่ที่หลักพันบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่สูงมากนัก ส่วนแหล่งท่องเที่ยวระยะไกลใหม่ๆ สมาคมเริ่มวางแผนที่จะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวที่เที่ยวบ่อยมีความชำนาญไปบุกตลาดใหม่ๆ เช่น อียิปต์ จอร์แดน์ และโมร็อกโค
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แพ็กเกจทัวร์เที่ยวญี่ปุ่นราคาพุ่ง