นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยที่จะใช้พื้นที่ทางเข้าโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์เป็นจุดจอดศูนย์รวมรถตู้แบบถาวร เพื่อจัดระเบียบวินรถตู้บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง เพียงแต่เปลี่ยนจุดของปัญหา จึงได้ปฏิเสธพร้อมระบุว่า รฟท.มีแผนนำที่ดินบริเวณมักกะสันและสถานีแม่น้ำไปให้กระทรวงการคลังเช่าระยะยาว 90 ปี เพื่อล้างหนี้สะสมของ รฟท. ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่พร้อมกับตัวแทนทหารและพูดคุยถึงการขอใช้พื้นที่ของ รฟท.บริเวณทางเข้าโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ที่เชื่อมต่อกับริมรั้วสถานีมักกะสัน และชื่อมต่อไปทางลัดถนนศรีอยุธยา และขึ้นทางด่วนด่านรัชดาภิเษกได้ โดยทางทหารแจ้งว่าจะให้กรุงเทพมหานคร (กทม.)เป็นผู้มาทำสัญญาเช่าที่ดินจากรฟท.เพื่อเข้ามาเป็นผู้บริหารทำศูนย์รวมรถตู้สาธารณะ จึงต้องถามว่าถ้า กทม ปัญหาจะหมดจริงหรือ หรือแค่ต้องมาเอาที่ดินเฉยๆ ” พื้นที่บริเวณนี้มีมูลค่าสูงมาก หากตัดพื้นที่บางส่วนไป แล้วที่ดินที่เหลืออยู่จะมีมูลค่าอะไร ในฐานะของหน่วยงาน รฟท.ผมคงตกลงด้วยไม่ได้ที่จะมาขอใช้พื้นที่ถาวร ถามว่าเหตุใดไม่พิจารณาพื้นที่ราชการอื่นๆ ทำไมต้องมาเอาที่ รฟท.” นายประภัสร์ กล่าวต่อว่า หากย้ายรถตู้มาบริเวณนี้ จะยิ่งเป็นการสรัางปัญหาจราจรมากขึ้น หรือเป็นการย้ายจุดความวุ่นวายและสร้างปัญหาการจราจรในบริเวณนี้ เพราะปกติถนนรัชดาภิเษกระหว่างพระราม 9 ถึงแยกอโศก การจราจรติดขัดมาก รวมทั้งการจัดทำศูนย์รวมรถตู้ถาวรนั้นเห็นว่าจะต้องไปหารือกับสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) กรมการขนส่งทางบก บริษัทขนส่ง จำกัด(บขส.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดให้ชัดเจนว่าแผนระยะยาวจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ รฟท.ยินดีร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจราจร แต่ต้องดูฐานะตัวเองด้วย เพราะ รฟท.เหลือที่ดินแปลงใหญ่เพียง 2 แปลงนี้คือสถานีมักกะสันและแม่น้ำ และมีแนวคิดว่าจะนำที่เหล่านี้ให้กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษฺที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาเช่าที่ดินจาก รฟท.ครั้งละ 30 ปี รวม 90 ปี แต่ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์. และค่าเช่าทั้งหมดจะหักล้างหนี้ที่ีมีอยู่ เพราะเรื่องปลดหนี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องรีบทำ นายประภัสร์ กล่าวว่า ข้อเสนอควรให้ลองติดต่อขอใช้พื้นที่สนามฟุตบอลของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) ที่อยู่ หลังอาคารบีอีซีแอลบริเวณด่านอโศก ซึ่งเป็นจุดที่รถตู้สามารถวนขึ้นทางด่วนมาลงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้ และไม่ทำให้การจราจรบริเวณดังกล่าวแออัดด้วย และค่อยเจรจากับบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล ขอยกเว้นค่าทางด่วนสำหรัวรถตู้เหล่านี้ที่ขึ้นจากอโศกไปอนุสาวรีย์ฯ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค้านใช้ที่ดินมักกะสันทำศูนย์รถตู้สาธารณะ
หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ
-

ค้านใช้ที่ดินมักกะสันทำศูนย์รถตู้สาธารณะ
-

สศค.ชี้แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยต่ำเกินไป
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ที่คาดว่าปี 57 จะสามารถขยายตัวได้เพียง 1.5% ต่อปี จากเดิมที่ 2.7% ต่อปี ถือเป็นการประมาณการที่ต่ำเกินไป และขัดแย้งกับการคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2% เนื่องจากเชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวได้ดีขึ้น แต่ ธปท.กลับปรัดลดจีดีพีทั้งปีลงอย่างมาก “เชื่อว่าเศรษฐกิจไทย ปี 57 ไม่ทางขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายได้ 2-3% ต่อปี ใกล้เคียงกับที่ สศค.ประมาณการไว้ล่าสุดที่ 2.6% ต่อปี ซึ่งจะประกาศปรับประมาณการจีดีพีไทยอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย.นี้” ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และดัชนีภาคอุตสาหกรรม ล่าสุดเพิ่มขึ้นในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทย เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จะเป็นจุดพลิกผันทางเศรษฐกิจจากที่คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่จากไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ มาเป็นขยายตัวได้ดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นรวมทั้ง เครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภค การลงทุน การใช้จ่าย และการส่งออกกลับมาฟื้นตัวได้พร้อมกันอีกครั้ง และการประกาศโรดแมปทางเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ชี้แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยต่ำเกินไป -

ลุ้นบีโอไอเคาะอีโคคาร์เฟส2
นายวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยภายหลังการสัมมานา โอโต้โมทีป ซัมมิท 2014 ว่า สถาบันฯ ต้องการให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( บีโอไอ ) พิจารณาดำเนินโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโคคาร์ เฟส 2) ให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยคาดว่า ภายใน 2 -3 เดือนนี้ บอร์ดบีโอไอ จะอนุมัติโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากที่ผ่านมาอยู่ในภาวะชะลอตัว และเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้านยานยนต์ในอาเซียน ทั้งนี้ได้คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์ในปี 57 จะปรับตัวลดลงประมาณ 5-10% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ในปีนี้ 2.45 ล้านคัน เนื่องจากต้นปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการชะลอการผลิต เพราะกังวลปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง รวมทั้งหมดโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว แต่ช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่า ปริมาณการผลิตรถยนต์จะกลับฟื้นตัวดีขึ้น หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ปัญหาทุกอย่างคลี่คลาย โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือปี 60 จะต้องผลิตรถยนต์ได้ถึง 3 ล้านคัน นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการบีโอไอ กล่าวว่า การพิจารณาใช้สิทธิประโยชน์บีโอไอใหม่ จะสามารถใช้ตามกำหนดเดิม 1 ม.ค. 58 ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ เชื่อว่า จะมีการนำสิทธิผลประโยชน์เดิมมาปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งตามหลักการสิทธิประโยชน์ใหม่ของบีโอไอ จะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 และต้องเป็นกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ บอร์ดบีโอไอชุดใหม่ จะทบทวนสิทธิประโยชน์ใหม่ ซึ่งการปรับลดสิทธิประโยชน์บางโครงการ เช่น กิจการที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งพิจารณาไว้แล้วในสมัยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่แต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่จึงเป็นอำนาจของบอร์ดจะพิจารณารายละเอียดก่อนประกาศใช้ สำหรับความคืบหน้าการอนุมัติโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ขณะนี้คณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานได้เร่งพิจารณา คาดว่าจะมีการเสนอเข้าสู่คณะอนุกรรมการฝ่ายนโยบายที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นประธาน และจะเสนอเข้าสู่บอร์ดบีโอไอในช่วง 2-3 เดือนนี้เช่นกัน ซึ่งโครงการนี้มีผลทำให้กำลังการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคัน มีมูลค่าลงทุน 1.38 แสนล้านบาท คาดว่า อีโคคาร์ 2 จะเริ่มผลิตเพื่อรองรับการประกาศใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ได้ในปี 59 “ที่ผ่านมานักลงทุนให้ความสนใจกับกำหนดเวลาบังคับใช้สิทธิประโยชน์ใหม่ เพราะต้องมีเวลาเตรียมตัว โดยที่ผ่านมานักลงทุนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ลดลงในบางโครงการ ทำให้บีโอไอต้องชี้แจงว่าควรพิจารณาร่วมกับภาษีนิติบุคคลที่ปรับลดลง เหลือ 20% จากเดิม 30% เพราะเป็นภาษีที่เกิดประโยชน์ตลอดการลงทุนในประเทศไทย และหากเทียบในภูมิภาคอาเซียน ภาษีของไทยน้อยกว่าสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่งสิงคโปร์อยู่ที่ 17% มีเพียงกัมพูชาที่เท่ากับไทยเท่านั้น ส่วนที่เหลือมากกว่าไทยทั้งหมด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นบีโอไอเคาะอีโคคาร์เฟส2